วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 19, 2560

แบบทรงผม 'เกรียน' ร.๑๐ ่พระราชทาน เอ่อปริ่มเน็ต

เรื่องของ ผม ไม่ใช่ คุณสุดสัปดาห์นี้มีรูป ทหารหญิงแห่งไตแลนเดียเอ่อปริ่มเน็ต นัยว่าเป็นตัวอย่างของทรงผมใหม่ เกรียน ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่ ๑๐ กรุงรัตนโกสินทร์

ตามสันนิษฐานของ Somsak Jeamteerasakul นักประวัติศาสตร์ลี้ภัยในฝรั่งเศส ว่าน่าจะมาจากพระราชปรารภว่า ถ้าทหารทั้งหมดในกองทัพไทย (โดยไม่ระบุเพศ) ตัดผมทรง พระราชนิยมแบบทหารราชวัลลภในพระองค์ คือด้านข้างเกรียนขาว ส่วนบนยาวเพียง ๒ ถึง ๓ เซ็นติเมตร “ก็จะเป็นระเบียบเรียบร้อยดี”

จึงปรากฏมีคำสั่ง ด่วนที่สุดของหน่วยราชการด้านกำลังพลหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรวมถึงสำนักพระราชวัง ให้กวดขันการแต่งกายของเจ้าหน้าที่เวรประจำพระองค์ ทั้งเรื่องป้ายชื่อและทรงผม
โดยเฉพาะเกี่ยวกับทรงผมนั้น บ้างระบุเพียง ทรงผมตามพระราชนิยมโดยให้ “เทียบเคียงกับกำลังพลของ นถปภ. รอ. หรือ ฉก.๙๐๔ พล.๑ รอ.” (จาก กพ.ทบ.) บ้างบอกให้ “ตัดผมสั้นให้เรียบร้อย...ที่แสดงออกถึงความเป็นผู้มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด” (ของ สตช.)

สำหรับกองทัพอากาศนั้นลงรายละเอียดเล็กน้อยเช่นเดียวกับ บก.ทท. ว่า “กำลังพลชาย ตัดผมข้างขาว ความยาวด้านบน ๒-๓ ซม.” แต่ก็ยังไม่เท่าสำนักพระราชวัง ที่กำหนดรายละเอียดเรื่องรองเท้าด้วยว่า “ชาย ร้องเท้าฮ้าร์ฟสีดำหุ้มข้อ...หญิง รองเท้าคัตชู รองเท้าฮ้าร์ฟต่ำสีดำ”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าแทบจะทุกหน่วยถือปฏิบัติตามพระราชปรารภ ไม่เพียง เจ้าหน้าที่เวรประจำพระองค์ จึงนับว่าเป็นการปฏิบัติตามพระราชวิเทโศบายในรัชกาลปัจจุบันอย่างมิเคยมาก่อน ในการลงรายละเอียด หรือที่ในการบริหารงานสาธารณะของประเทศตะวันตกมักเรียกวีธีการเช่นนี้ว่า ‘micromanagement’

นั่นเป็นต้นตอของการนำรูปทหารหญิงราชวัลลภที่ตัดผมสั้นเกรียนอย่างกำลังพลชายมาแชร์กันทั่วสื่อสังคมขณะนี้ นอกเหนือไปจากที่เป็นข่าวในสื่อกระแสหลัก เช่นรายงานของ นสพ. ข่าวสด เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน แจ้งว่า

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงแจ้งกำชับตำรวจฝ่ายปฏิบัติการพื้นที่ทุกนาย ต้องแต่งกายและตัดผมสั้นให้เรียบร้อย

...และให้นำไปเพิ่มเติมเป็นหัวข้อประเมินผลการปฏิบัติราชการประจำปี รวมทั้งดำเนินการตามมาตรการควบคุมและเสริมสร้าง ความประพฤติและวินัยข้าราชการตำรวจอีกส่วนหนึ่งด้วย”


ยังมีประเด็นที่ สศจ. ยกขึ้นมาจากการที่หน่วยราชการอันเกี่ยวข้องกับกิจการในพระองค์มีระเบียบปฏิบัติใหม่ๆ “พระราชทาน” ในรัชสมัยนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน รวมทั้งท่าวันทยาหัตถ์ ที่ วาสนา นาน่วม เรียกว่า “ยกอก อึ๊บ”

ว่าจะมีการนำเอาพระราชปรารภไปประกาศบังคับใช้อย่างเต็มที่ แม้เจ้าหน้าที่หญิงก็จะต้องตัดผมสั้นเกรียนอย่างราชวัลลภด้วยหรือไม่

สศจ. ยกเอาเหตุบางอย่างว่ามีอดีตนักศึกษาหญิงที่เคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาบางคน ซึ่งทำงานในสังกัดสำนักพระราชวังและสำนักองคมนตรี ที่ไม่ใช่งานรับผิดชอบทางทหารหรือกำลังพล หวาดหวั่นว่าตนจะต้องตัดผมสั้นด้วยหรือไม่

พอดีกับที่นักวิจารณ์การเมืองชาวอเมริกันเลือดไทย เห็นข่าวเรื่องการตัดผมออกมา flood อยู่บนหน้า News feed ก็เลย” กระโดดเข้ามาร่วมวงสนทนาสาธารณะด้วย อ้างว่า “จะได้ไม่ตก Trends..” โดยนำ “เรื่องทรงผมของประเทศที่ท่านผู้นำคิมบริหารกิจการอยู่” มาเล่าไว้ น่าสนใจอยู่

ดร.ดวงจำปา สเป็นเซอร์ ไอเซ็นเบิร์ก (กุ้ง) ข้าราชการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ นำภาพแบบทรงผมที่รัฐบาลเกาหลีเหนือกำหนดให้ประชาชนทั้งชายและหญิงเลือกตัดอย่างใดอย่างหนึ่ง ห้ามผิดแผกไปจากแบบเหล่านั้น มาลงให้ชมกันทางเว็บไซ้ท์ ไมนด์

เธอว่าในสมัยของคิม จอง อิล ผู้เป็นพ่อของผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน เพศชายมีทรงผมให้เลือก ๑๐ แบบ หญิง ๑๘ แบบ โดยหญิงที่แต่งงานแล้วสามารถเลือกแบบที่วิลิศมาหราได้มากกว่าสาวโสด ส่วนชายถ้ายังหนุ่มให้ผมยาวไม่เกิน ๕ ซม. แก่หน่อยเพิ่มอีก ๒ ซม. เป็น ๗ ซม. ข้อสำคัญต้องตัดผมทุก ๑๕ วัน

พอมาถึงสมัยของคิม จอง อุน ผู้ที่ถูกประธานาธิบดีทรั้มพ์บริภาษณ์ทางทวิตเตอร์ว่า “อ้วนและเตี้ย” นั้น เขาปรับเปลี่ยนระเบียบเล็กน้อย มีลดตัวเลือกทรงผมฝ่ายหญิงไปเพิ่มให้ฝ่ายชาย เป็นข้างละ ๑๕ แบบเท่ากัน โดยมีการออกแบบทรงผมใหม่หลายแบบไม่เหมือนกันกับสมัยของพ่อ

ก็น่าจะเป็นธรรมดาของผู้สืบทอดตระกูล (และอำนาจ) คนใหม่ย่อมอยากเปลี่ยนแปลงแก้ไขของเก่าบ้างไม่มากก็น้อย

ดูอย่างประธานาธิบดีทรั้มพ์ของสหรัฐ ยังพยายามจะยกเลิกนโยบายและผลงานต่างๆ ที่ประธานาธิบดีโอบาม่าทำไว้เกือบจะทุกอย่าง ได้บ้างไม่ได้บ้างขอให้ได้รื้อทิ้งของเก่าเสียก่อนก็แล้วกัน แม้นว่าของใหม่จะ ห่วยแตก กว่าเก่าก็ตาม

กูว่าแล้ว สลิ่มไม่ได้มีที่กะลาแลนด์ที่เดียว มีรัฐประหาร ก็จะมีสลิ่มไปยินดีกับการปล้นอำนาจประชาชน คงคิดว่าทหารเค้าไม่โกง ถุยส์...





ชาวซิมบับเวเดินขบวนไล่ “มูกาเบ” เชียร์คณะรัฐประหาร


18 พ.ย. 2560
โดย: MGR Online

เอเอฟพี – ผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาบนถนนในซิมบับเวเรียกร้องให้ โรเบิร์ต มูกาเบ ลาออกในวันนี้ (18) ในการเดินขบวนที่จัดขึ้นโดยเหล่าทหารผ่านศึกจากสงครามปลดแอกและได้รับการสนับสนุนจากผู้นำพรรครัฐบาลและกองทัพ

การประท้วงนี้เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์อันโกลาหล หลังจากผู้บัญชาการกองทัพเข้ายึดอำนาจและสั่งกักบริเวณมูกาเบเพื่อตอบโต้ต่อการที่เขาปลดรองประธานาธิบดี เอ็มเมอร์สัน มนากากวา 

นับเป็นการพลิกผันที่น่าตกตะลึงสำหรับมูกาเบที่ปกครองซิมบับเวด้วยกำปั้นเหล็กมาตั้งแต่ปี 1980

ทหารผ่านศึกจากสงครามปลดแอกที่เคยสนับสนุนมูกาเบเรียกร้องจัดการประท้วงนี้ ซึ่งมีผู้ชุมนุมเดินขบวนในเมืองไฮฟิลด์ เขตชานเมืองชนชั้นแรงงานของกรุงฮาราเร

“นี่เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตผม เราฝันถึงชีวิตใหม่ภายหลังมูกาเบ” แซม เซเชเต้ วัย 38 ปีที่เดินขบวนในเมืองไฮฟิลด์โดยใช้ไม้เท้าพยุง

เมืองไฮฟิลด์คือสถานที่เชิงสัญลักษณ์ที่มูกาเบขึ้นกล่าวปราศรัยครั้งแรกหลังจากกลับมาจากการลี้ภัยในโมซัมบิกก่อนการประกาศเอกราชในปี 1980

ผู้ประท้วงที่เริ่มออกมากันในช่วงเที่ยงคืน โห่ร้อง เป่าปาก และเต้น รวมทั้งชูป้ายที่เขียนว่า “ไม่ใช่รัฐประหารแต่เป็นการสร้างความสงบ” และ “มูกาเบต้องออกไป”

ไม่นานหลังจากเวลาตีหนึ่งครึ่งตามเวลาท้องถิ่น ผู้ประท้วงเริ่มมุ่งหน้าไปยังที่พักส่วนตัวสุดหรูของมูกาเบหรือที่รู้จักกันในชื่อบลูรูฟ (Blue Roof)

ในเมืองบูลาวาโย ผู้ประท้วงกดแตรรถ เป่าปาก และเป่าวูวูเซลาในขณะที่พวกเขาชุมนุมนอกศาลาเทศบาล

ล่าสุดผู้สื่อข่าวเอเอฟพีในพื้นที่ รายงานว่า ทหารซิมบับเวขัดขวางผู้ประท้วงหลายพันคนในขณะที่พวกเขาเดินขบวนเข้าสู่ที่พักอย่างเป็นทางการของมูกาเบในกรุงฮาราเร 

ฝูงชนอยู่ภายในระยะ 200 เมตรจากประตูของที่พักแห่งนี้ที่เป็นศูนย์กลางของระบอบเผด็จการมูกาเบ ในขณะที่การประท้วงเกิดขึ้นทั่วเมืองหลวงแห่งนี้

“ไม่ยุติธรรมเลย ทำไมทหารถึงกันไม่ให้พวกเราเดินขบวนเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล” รูเท็นโด ไมซีรี หญิงว่างงานวัย 26 ปี กล่าว “มันไม่ถูกต้อง เราจะกดดันต่อไป”

ooo

Kanueng Sukserm กูว่าแล้ว สวะสลิ่มไม่ได้มีที่กะลาแลนด์ที่เดียว มีรัฐประหาร ก็จะมีสวะสลิ่มไปยิดดีกับการปล้นอำนาจประชาชน คงคิดว่าทหารเค้าไม่โกง ถุยส์ สวะสลิ่มสัส

Suwat Laemphromthepa ของกะลาแลนด์นี่ แม้นายกที่เคยชนะเลือกตั่งจะคืนอำนาจแล้ว รักษาการก็แล้ว...ก็ยังจะหาข้ออ้างรัฐประหารกันได้อีก แล้วโยนความผิดให้คนโดนยึดอำนาจได้ด้วย

...

รัฐประหาร ทำคนจนเพิ่ม ภาคประชาชนแนะหยุด ‘ไทยแลนด์แกรนด์เซลล์’ มุ่งจัดสวัสดิการถ้วนหน้า ลดเหลื่อมล้ำได้ทันที







รัฐประหาร ทำคนจนเพิ่ม ภาคประชาชนแนะหยุด ‘ไทยแลนด์แกรนด์เซลล์’ มุ่งจัดสวัสดิการถ้วนหน้า ลดเหลื่อมล้ำได้ทันที

ภาคประชาสังคมวิพากษ์รัฐบาลอ้างเงินไม่พอ แต่ลดแลกแจกแถมเอื้อนายทุน ทำสูญเงินกว่า 200,000 ล้านบาท แต่ยอดคนจนกลับเพิ่มขึ้น

วันนี้ (18 พ.ย.) เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ จัดเวทียุทธศาสตร์ประชาสังคมขับเคลื่อนสวัสดิการเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่โรงแรมบลิสตัน สุวรรณ ปาร์ค วิว

นางสาวสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าไปสู่นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยีการผลิต มุ่งการเติบโตทางตัวเลขเศรษฐกิจด้วยมาตรการลดภาษี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 200,000 ล้านบาท เพื่อแลกกับการจ้างคน 55,000 คน หรือรัฐยอมเสียรายได้ 5 ล้านบาทเพื่อจ้างคนเพียง 1 คน ซึ่งการลดแลกแจกแถมแบบที่รัฐกำลังทำอยู่นี้ ไม่ทำให้คนส่วนใหญ่อยู่ดีกินดีขึ้น แทนที่จะลดความเหลื่อมล้ำ กลับยิ่งตอกย้ำถ่างความยากจนให้มากขึ้น เพราะรายได้ที่เกิดขึ้นกลับกระจุกตัวกับคนที่มีเงินอยู่แล้วให้รวยยิ่งขึ้น

นางสาวสุรีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อนำตัวเลขรายได้ที่รัฐสูญเสียไปจากการลดภาษีให้นักลงทุน รวมกับตัวเลขที่รัฐใช้จัดสวัสดิการที่หลากหลาย ซ้ำซ้อนกันไปมา หากนำมาจัดสรรบริหารแบบมืออาชีพ และเป็นธรรม เชื่อได้ว่ารัฐมีเงินพอที่จะนำมาจัดสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชาชนได้ แต่ทุกวันนี้รัฐมักจะอ้างว่าเงินไม่พอ จึงต้องเลือกจัดสวัสดิการให้เฉพาะคนจนเท่านั้น ในขณะที่สวัสดิการของคนบางกลุ่ม เช่น บำนาญข้าราชการ ซึ่งมีคนเพียง 6 - 7 แสนคน ใช้เงินกว่า 200,000 ล้านบาท เทียบกับงบเบี้ยยังชีพ ที่จ่ายให้คน 8 ล้านคน รัฐกลับจัดงบให้เพียง 64,700 ล้านบาท

ด้านนายระนอง ซุ้นสุวรรณ ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า การแจกเงินให้คนจน ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนช่วยเหลือได้เพียงชั่วคราว ต่อให้ลูกจ้างทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด คนจนก็ไม่มีเงินพอที่จะใช้จ่าย ซึ่งบัตรคนจนเพียงเข้ามาเติมในส่วนที่ไม่พอได้บ้างเท่านั้น ทั้งยังไม่รวมระบบการจัดการ ที่ยิ่งแบ่งแยกคนจนคนรวยให้ชัดเจนมากขึ้น คือ ขณะที่รัฐมุ่งลดภาษีให้นายทุน ค่าแรงของลูกจ้างเท่าเดิม แต่ค่าครองชีพกลับเพิ่มสูงขึ้น

“หากรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารต้องการให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้จริง รัฐต้องเลิกอุ้มคนรวย เลิกการสงเคราะห์ครั้งคราวที่พุ่งเป้าแค่คนบางกลุ่ม แต่ต้องสร้างหลักประกันทางรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน ทั้งในแบบการจัดสวัสดิการถ้วนหน้า เช่น การมีบำนาญพื้นฐานให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมและเพียงพอต่อการยังชีพ” ตัวแทนเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ให้ความเห็น

นางชุลีพร ด้วงฉิม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพเป็นอีกตัวอย่างที่ชัดเจนของการบริหารงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพของรัฐ โดยทุกวันนี้ประเทศไทยจ่ายค่าสวัสดิการรักษาพยาบาลกว่า 80,000 ล้านบาทให้กับกลุ่มข้าราชการที่มีเพียง 4 - 5 ล้านคน ในขณะที่บัตรทองต้องดูแลคนถึง 49 ล้านคน มีเงินใช้เพียง 140,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มลูกจ้างที่อยู่ในประกันสังคมเป็นคนเพียงกลุ่มเดียว ที่ต้องร่วมจ่ายเงินสมทบเป็นค่ารักษาพยาบาล หากรัฐบาลนำเงินที่กระจัดกระจายเหล่านี้ มาจัดการร่วมกันใหม่ จะทำให้ประชาชนทุกคน มีโอกาสเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน รวมทั้งมีอำนาจต่อรองในการไปพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ทั้งของรัฐและเอกชน ให้มีคุณภาพมากขึ้น

นางสาวจุติอร รัตนอมรเวช ตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาค ให้ความเห็นว่า บัตรคนจนนั้นแยกคนจนออกจากคนจน เพราะมีปัญหาตั้งแต่การขึ้นทะเบียน ที่ไม่สามารถเลือกได้จริงว่าใครจน ใครไม่จน เห็นได้ชัดจากมีคนจำนวนหนึ่งที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 30,000 บาท แต่กลับไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนคนจนได้ เพียงเพราะมีชื่อร่วมเปิดบัญชีของกลุ่ม

“ลุงดำ ซึ่งเป็นคนไร้บ้าน และมีรายได้ไม่แน่นอน รวมๆ แล้วรายได้ของแกต่ำกว่าเกณฑ์ แต่เนื่องจากเครือข่ายคนไร้บ้านร่วมกันเปิดบัญชี เพื่อทำโครงการช่วยเหลือกันเองและมีการระดมทุนมาทำงาน ผลปรากฏว่าลุงดำไม่ผ่านการขึ้นทะเบียนคนจนเพราะมีชื่อในบัญชีดังกล่าว” นางสาวจุติอร กล่าว

ทั้งนี้ เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เรียกร้องให้รัฐบาล

1.หยุดนโยบายอุ้มคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ร่ำรวยอยู่แล้ว และหยุดแยกคนจนออกจากคนเฉียดจน แต่ต้องจัดระบบรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าให้เป็นเครื่องมือที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างคนจน คนรวย

2.นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ต้องไม่เน้นตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการได้ศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่รัฐบาลไทยร่วมลงนามกับประเทศสมาชิกอื่นๆ กว่า 170 ประเทศ ว่าต้องขจัดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าให้ทุกคน เพราะประเทศไทยจะไม่มีทางพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ถ้าไม่แก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ

อย่างไรก็ดี เครือข่ายประชาชนฯ จะจัดทำรายงานของภาคประชาสังคมคู่ขนานไปกับรายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาครัฐเสนอต่อสหประชาชาติ (UN) ต่อไป รวมถึงจะเตรียมตัวสู่การเลือกตั้ง ด้วยการเสนอนโยบายต่อพรรคการเมืองว่า ต้องเห็นหัวคนจน และให้แรงงานที่ไม่มีนายจ้างต้องได้รับการยกระดับค่าแรง

ทั้งนี้ จากรายงานของสภาพัฒน์

การสำรวจความยากจน โดยเทียบกับเส้นความยากจน (ที่ 2,920 บาท/คน/เดือน) พบว่าในระหว่างปี 2558-2559 ประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น 963,000 คน (เกือบหนึ่งล้านคน) จากเดิมมีจำนวนคนจน 4.847 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มเป็น 5.810 ล้านคน ในปี 2559 (หรือเพิ่มขึ้น 20% จากจำนวนคนจนในปี 2558)

ในจำนวนคนจนที่เพิ่มขึ้นเกือบหนึ่งล้านคน แยกเป็น คนจนในเมืองเพิ่มขึ้น 436,000 คน (หรือเพิ่มขึ้นถึง 24% ของจำนวนคนจนในเมืองในปี 2558) และคนจนในชนบทเพิ่มขึ้น 527,000 คน (หรือเพิ่มขึ้น 17% ของจำนวนคนจนในชนบทปี 2558)

ถ้ามองในแง่สัดส่วนความยากจนพบว่า สัดส่วนของคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก 7.21% (หรือมีคนจน 7 คนในประชากร 100 คน) เป็น 8.61%

#บำนาญแห่งชาติ







ที่มา FB

รู้หรือไม่? เลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีพรรคการเมืองหายไป อย่างน้อย 20 พรรค





รู้หรือไม่? เลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีพรรคการเมืองหายไป อย่างน้อย 20 พรรค
.
"เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ๆ นักการเมืองใหม่ๆ ให้ประชาชน ได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่" เป็นคำถามจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ที่กล่าวต่อสื่อมวลชนผ่านไปยังประชาชน เชิงชี้นำเพื่อเตือนประชาชนให้รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่าเลือกพรรคการเมืองหน้าเดิมเข้ามา
.
ฟังคำพูดหัวหน้าคสช. ดูเหมือนจะดีที่เราจะต้องมีพรรคการเมืองหน้าใหม่ มีอุดมการณ์ ความคิด ลงสนามเลือกตั้งเพื่่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารประเทศ
.
แต่เมื่อกลับมาเปิด พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 ที่ร่างโดยมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. และสมาชิกคสช. แล้ว จะพบว่าพรรคการเมืองใหม่ๆ นักการเมืองใหม่ๆ จะเกิดขึ้นยากลำบากมากภายใต้กติกาใหม่ที่ร่างในยุคคสช. เพราะการจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่จะต้องมีสมาชิกเริ่มต้น 500 คน และต้องมีทุนประเดิมอีก 1,000,000 บาท หากเปรียบเทียบกับ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2550 กำหนดให้มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 15 คน ไม่ต้องมีทุนประเดิมก็สามารถตั้งพรรคการเมืองได้
.
สำหรับพรรคการเมืองเก่า ข้อมูลพรรคการเมือง ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 ของกกต. ระบุว่า ปัจจุบันมีพรรคการเมือง 69 พรรค ในจำนวนนี้มี 20 พรรค ที่มีสมาชิกพรรคไม่ถึง 500 คน เช่นเดียวกับการตั้งพรรคการเมืองใหม่ พรรคดังกล่าวต้องหาสมาชิกเพิ่มให้ถึง 500 คน ภายใน 180 วัน นับแต่พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ ประกาศใช้ นั้นคือ วัน 5 เมษายน 2561 จะต้องดำเนินการให้เสร็จ หากเสร็จไม่ทันเวลาพรรคนั้นจะต้องถูกยุบ เว้นแต่นายทะเบียนพรรคการเมือง อนุญาตให้ขยายระยะเวลาแต่จะไม่เกิน 3 ปี
.
ด้วยเหตุนี้การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงยากที่จะมีพรรคหน้าใหม่เกิดขึ้น หรือพรรคเล็กๆ ที่มีอุดมการณ์จะอยู่รอดได้
.
๐ พ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ "ตั้งพรรคยาก ยุบพรรคง่าย ห้ามประชานิยม" https://ilaw.or.th/node/4654
๐ 10 กลไกตามรัฐธรรมนูญ ที่ส่อทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย https://ilaw.or.th/node/4663
๐ ข้อมูลพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 https://www.ect.go.th/ect_th/download/article/article_20171106155158.pdf


iLaw


(คลิป) 'เดชรัต-สามชาย-สุรวิช-วาสนา' ถก 'ประชารัฐ' คืออะไร เพื่อคนไทยหรือเพื่อนายทุน? - ประชาไท








(คลิป) 'เดชรัต-สามชาย-สุรวิช-วาสนา' ถก 'ประชารัฐ' คืออะไร เพื่อคนไทยหรือเพื่อนายทุน?


2017-11-19
ที่มา ประชาไท


18 พ.ย. 2560 ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พรรคใต้เตียง มธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัด เสวนา "ประชารัฐคืออะไร เพื่อคนไทยหรือเพื่อนายทุน?"

โดยมีลำดับการอภิปรายตามหัวข้อย่อยของวิทยากรดังนี้ 1. "คนจนในวงล้อมของประชารัด" โดย เดชรัต สุขกำเนิด ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ 2. "นโยบายประชารัฐกับต้นทุนทางสังคมที่เพิ่มขึ้น" โดย สามชาย ศรีสันต์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ม.ธรรมศาสตร์ 3. "นโยบายประชารัฐกับผลกระทบต่อเกษตรกร" โดย รศ.ดร.สุรวิช วรรณไกรโรจน์ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ และ "ทุนแดงผงาด" โดย ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย โชติศักดิ์ อ่อนสูง คปอ.

ooo


...


นักเศรษฐศาสตร์ ชี้ นโยบายประชารัฐ ทำนายทุนรวยขึ้น สวนทางคนจนเพิ่ม!





Nov 18, 2017
ที่มา คมข่าว


นายเดชรัต สุขกำเนิด ระบุสาเหตุคนจนเพิ่มขึ้นมากในสองถึงสามปีนี้ เป็นเพราะนโยบายรัฐที่สนับสนุนนายทุนให้รวยขึ้น ด้านนายสามชาย ศรีสันต์ มองว่านโยบายประชารัฐ ส่งเสริมภาคเอกชนมากกว่าประชาชน

นายสามชาย ศรีสันต์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ นโยบายประชารัฐกับต้นทุนทางสังคมที่เพิ่มขึ้นว่า คำว่าประชารัฐถูกแทนที่ด้วยคำว่าประชาธิปไตยมาตั้งแต่อดีตแล้ว อย่างเช่นในเพลงชาติไทย มีการแก้คำว่าประชาธิปไตย เป็นคำว่าประชารัฐ ซึ่งความหมายของประชารัฐในปัจจุบัน แตกต่างจากความหมายเดิม โดยนโยบายประชารัฐในปัจจุบัน จะเน้นประชาชนตัวใหญ่ กีดกันประชาชนตัวเล็ก โดยมีเอกชนครอบคลุมรัฐจากนโยบายต่าง ๆ อีกทั้งนโยบายประชารัฐในปัจจุบัน เป็นการนำนโยบายประชานิยมเดิม มาเปลี่ยนชื่อ ในบริษัทประชารัฐสามัคคี ซึ่งเหมือนปลาตัวใหญ่กินปลาตัวเล็ก โดยเอกชนก็จะได้รับประโยชน์จากประชารัฐอย่างเต็มที่แทนที่จะเป็นประชาชน

นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ คนจนในวงล้อมของประชารัฐ ว่า ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของคนจนคือ ค่าอาหาร เมื่อ ปัจจุบันอาหารแพงขึ้นมากทำให้คนจนประสบปัญหา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา คนที่จนที่สุด มีรายได้น้อยลง และคนไทยมีรายได้น้อยลงเป็นจำนวนมาก ทำให้มีคนจนเพิ่มมากขึ้น ทั้งในเมืองและชนบท

นายเดชรัต ยังกล่าวอีกว่า สาเหตุที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีแต่คนจนกลับเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนฐานะดีมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก แต่ขณะเดียวกันสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ อย่างมาก รวมทั้งค่าจ้างที่แท้จริง คือ ค่าจ้าง ลบด้วยเงินเฟ้อ ลดลงเป็นอย่างมาก จากค่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ในช่วงสองถึงสามปีนี้

นายเดชรัต ยังได้กล่าวถึงนโยบายช้อปช่วยชาติของรัฐบาลว่ามีความแตกต่างจากนโยบายเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลที่แล้ว ที่ประชาชนได้ประโยชน์ แต่นโยบายช้อปช่วยชาติ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือคนรวย เนื่องจากเมื่อคนจนมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะใช้เงินในการซื้ออาหารเพิ่ม ส่งผลต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศ แต่เมื่อคนรวยรวยขึ้น ก็มักจะเที่ยวต่างประเทศ ซื้อสินค้าแบรนด์เนม ซึ่งไม่ได้ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศแต่อย่างใด

“นับถอยหลังเผด็จการ สู่การเลือกตั้ง” เมื่ออำนาจกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้ง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์หรือกติกาของประเทศเสียใหม่ อย่าสิ้นหวัง - (เอาคืนเผด็จการทหาร - กี่ปีให้หลังก็ยังไม่สาย)





“นับถอยหลังเผด็จการ”

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 กรธ. จะต้องเสนอ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พรป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ต่อ สนช. เพื่อพิจารณาทั้งที่กฎหมายทั้งสองฉบับถูกเรียงไว้เป็นลำดับ (1) และ (2) ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 แต่ด้วยเล่ห์ของเผด็จการกฎหมายที่ควรเสร็จก่อนกลับถูกทำให้เสร็จเป็นลำดับสุดท้ายทำให้การเลือกตั้งถูกยืดออกไป

ตามมาตรา 267 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ สนช. จะต้องพิจารณา พรป. ทั้งสองฉบับให้เสร็จภายใน 60 วัน ถ้าไม่เสร็จถือว่าเห็นชอบ กฎหมายจึงต้องเสร็จจาก สนช. ภายในวันที่ 27 มกราคม 2561 จากนั้นใช้เวลาอีก 30 วัน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. และ กรธ. พิจารณา ผลคือภายในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ กฎหมายต้องเสร็จพร้อมที่นำขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธย ซึ่งหากใช้เวลา 30 วัน แปลว่าวันที่ 28 มีนาคม 2561 จะเป็นวันนับหนึ่งของการเลือกตั้งซึ่งตามมาตรา 268 การเลือกตั้งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 150 วัน กล่าวคือภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2561 จะต้องมี ส.ส. ครบตามจำนวนที่จะประชุมสภาได้ ดังนั้น การเลือกตั้งจึงต้องจัดให้มีขึ้นภายในไม่เกินวันที่ 25 มิถุนายน เพราะต้องเผื่อเวลาไว้ 60 วัน เพื่อประกาศผลและเลือกตั้งซ่อม

เมื่อมีการเลือกตั้งอำนาจจะกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอีกครั้ง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมมีอำนาจที่จะกำหนดกฎเกณฑ์หรือกติกาของประเทศเสียใหม่ ซึ่งรวมถึงการทำประชามติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนมาใช้แทนฉบับที่เผด็จการร่างขึ้น เปรียบได้กับการถูกโจรปล้น การที่เจ้าของบ้านต้องทำตามคำสั่งหรือกติกาที่โจรกำหนดไม่ได้แปลว่ายินยอมหรือเห็นด้วยกับโจร เมื่อโจรล่าถอยไปแล้วเจ้าของบ้านย่อมมีเสรีภาพที่จะใช้อำนาจของตนซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับโจรด้วย อย่าสิ้นหวังมาช่วยกันนับถอยหลัง ความอัปยศที่ต้องทนอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการใกล้สิ้นสุดแล้ว อีกไม่นานเกินรอครับ

วัฒนา เมืองสุข
สมาชิกพรรคเพื่อไทย
19 พฤศจิกายน 2560


Watana Muangsook

ooo



เอาคืนเผด็จการทหาร - ๔๔ ปีให้หลังก็ยังไม่สาย
%%%%%
ศาลสูงสุดชิลีตัดสินลงโทษจำคุก ๒๐ ปีนาย ฮวน ฟรานซิสโก ลูโซโร มองเตเนโกร อดีตประธานสมาคมนักธุรกิจ และเป็นพลเรือนรายแรกที่ถูกลงโทษในฐานสังหารคนไป ๔ คนในระหว่างเข้าร่วมการปราบปรามฝ่ายค้านของรัฐบาลเผด็จการนายพลปิโนเช่ต์เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. ๑๙๗๓ (หลังจากที่ศาลได้ตัดสินลงโทษเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจมาแล้วหลายรายในความผิดทำนองเดียวกัน) พร้อมกันนั้นศาลยังสั่งให้รัฐชิลีมอบค่าชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง ๔ คนเป็นเงิน ๒.๒ ล้านเปโซ (ราว ๓ พันยูโร) ด้วย

ขณะนี้ยังมีคดีเกี่ยวเนื่องกับอาชญากรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้รัฐบาลปิโนเช่ต์คาศาลอยู่อีก ๑,๓๐๐ คดี

“ผู้บ่าวผู้สาวเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เหลือแต่ผู้เฒ่ากับเด็กน้อย” คนอีสานไปทำอะไรในต่างแดน


อีสานโพ้นทะเล –จำนวนผู้ใช้แรงงานอีสานเดินทางไปต่างแดนมีอยู่เท่าไหร่และเดินทางไปที่ไหนบ้าง


15/09/2016
The Isaan Record


“ผู้บ่าวผู้สาวหนีเข้ากรุงเทพ เหลือแต่ผู้เฒ่ากับเด็กน้อย” ท่อนหนึ่งจากบทเพลง “บ้าน” ของพงษ์สิทธิ์ คําภีร์บอกเล่าเรื่อง การอพยพของคนอีสานจากมาตุภูมิสู่เมืองใหญ่เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าให้กับตนเองและครอบครัว ภาพชินตาของถนนมิตรภาพอัดแน่นเต็มไปด้วยรถยนต์ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว แต่ไม่ใช่เพียงแค่เมืองหลวงหรือเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ในไทยเท่านั้นที่คนอีสานต้องจากถิ่นไปทำงาน ภาคอีสานยังเป็นภูมิภาคที่ส่งออกผู้ใช้แรงงานมากที่สุดในประเทศ โดยจังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีผู้ใช้แรงงานได้รับอนุญาตให้เดินทางไปขายแรงงานในต่างประเทศมากที่สุดติดต่อกันเกือบทุกปี

เดอะอีสานเรคคอร์ด ชวนดูข้อมูลที่น่าสนใจจาก สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ Thailand Overseas Employment Administration (TOEA) ซึ่งรวบรวมข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนอีสานบ้านเฮาดังนี้

สถิติจำนวนคนงานในอีสานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างแดนใน พ.ศ . 2558





(ข้อมูลจากสำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศในปีที่พ.ศ. 2558 ภาคอีสานยังเป็นภูมิภาคที่มีผู้ใช้แรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศผ่านการลงทะเบียนที่ถูกต้องทั้งหมด 46,553 คน คิดเป็นทั้งหมดร้อยละ61 % จากั้งหมดทั่วทั้งประเทศประมาณ 69,664 คน)


โดยข้อมูลจาก สำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ พ.ศ. 2558 ภาคอีสานยังเป็นภูมิภาคที่มีผู้ใช้แรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศผ่านการลงทะเบียนที่ถูกต้องทั้งหมด 46,553 คน คิดเป็นร้อยละ 61 % จากทั่วทั้งประเทศประมาณ 69,664 คน โดยจังหวัดที่มีแรงงานเดินทางไปทำงานในต่างแดนมากที่สุดคือจังหวัดอุดรธานีตามด้วยจังหวัดชัยภูมิ,นครราชสีมา, ขอนแก่นและหนองคายโดยประเทศไต้หวันเป็นประเทศที่คนอีสานเดินทางไปทำงานมากที่สุด

ข้อมูลจากรายงาน สรุปสถานการณ์การไปทำงานต่างประเทศของแรงงานไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2552-2557 ซึ่งจัดอันดับ 5 จังหวัดของประเทศไทยที่มีแรงงงานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปต่างประเทศ โดย 5 จังหวัดดังกล่าวล้วนแล้วแต่อยู่ในภาคอีสานทั้งสิ้นคือ อุดรธานี, นครราชสีมา ชัยภูมิ,ขอนแก่น, บุรีรัมย์มีเพียงพ.ศ. 2558 ที่จังหวัดหนองคายเข้ามาแทนที่จังหวัดบุรีรัมย์ในอันดับที่ 5 ดังนี้




(รายงานสถิติแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศของตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552-2557 ของสำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ Thailand Overseas Employment Administration (TOEA) เว็ปไซค์ : http://www.overseas.doe.go.th/)


คนอีสานไปทำอะไรในต่างแดน

ประเทศไต้หวัน

ประเทศไต้หวันเป็นประเทศที่ผู้ใช้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานมากที่สุด โดยลักษณะงานส่วนใหญ่เป็นงานในโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจากประชากรในวัยทำงานของประเทศไต้หวันมีจำนวนลดลงอันเนื่องมาจากอัตราการเกิดที่ลดลง รวมทั้งชาวไต้หวันรุ่นใหม่ที่จบการศึกษาในระดับสูงไม่นิยมทำงานในโรงงานทำให้ผู้ประกอบการหันมาจ้างงานแรงงานข้ามชาติมากขึ้นแต่รัฐบาลไต้หวันเริ่มมีนโยบายให้การคุ้มครองแรงงานท้องถิ่น จึงต้องมีมาตรการจำกัดการนำเข้าแรงงานต่างชาติที่เข้มงวดมากขึ้น
ประเทศอิสราเอล

ผู้ใช้แรงงานไทยที่อยู่ประเทศอิสราเอลทำงานอยู่ในภาคการเกษตรมากที่สุดถึง 95% ของแรงงานไทยทั้งหมด โดยลักษณะงานในภาคเกษตรส่วนใหญ่เป็นการดูแลการผลิตภายในฟาร์มขนาดใหญ่ เช่น เก็บพืชผล, ใส่ปุ๋ยเคมี, ให้อาหารสัตว์ และนอกจากนั้นส่วนหนึ่งยังเป็นผู้ปฏิบัติงานเชี่ยวชาญด้านการเกษตรทำหน้าที่ดูแลกระบวนการผลิตทั้งหมดในฟาร์มจำนวนแรงงานส่วนที่เหลือนั้นทำงานอยู่ในภาคบริการคือร้านอาหารมีอยู่ประมาณ 500 คน ซึ่งรัฐบาลประเทศอิสราเอลอนุญาตให้คนต่างชาติที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ปรุงอาหารจะต้องเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นและจะได้รับค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่าแรงงานประเภทอื่นที่ทำงานในร้านอาหารถึงสองเท่า อย่างไรก็การว่าจ้างแรงงานดังกล่าวจะมีอยู่ตามภัตตาคารขนาดใหญ่เท่านั้นโดยที่อัตราการจ้างงานยังต่ำอยู่

ประเทศสวีเดน

ในปี พ.ศ.2558 จังหวัดชัยภูมิเป็นจังหวัดที่มีแรงงานไทยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานมากที่สุดจำนวน 2,457 คน หากจำแนกตามสาขาอาชีพแล้ว พบว่าแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ปฏิบัติงานฝีมือด้านการเกษตรและการประมงใน พ.ศ. 2557 แรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในประเทศสวีเดน 94 %เดินทางไปเก็บผลไม้ป่าและส่วนหนึ่งทำงานกระจายอยู่ในภาคประกอบการอื่นๆ เช่น ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ผู้ปรุงอาหาร ฯลฯ

สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)

ใน พ.ศ.2557 แรงงานไทยส่วนใหญ่ที่ได้เดินทางไปทำงานในประเทศเกาหลีทำงานในภาคส่วนอุตสาหกรรมโรงงาน โดยเฉพาะประเภทงานควบคุมเครื่องจักรและผู้ประกอบชิ้นส่วน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 63 % รองลงมาคือผู้ปฏิบัติงานฝีมือในด้านการเกษตรและการประมงซึ่งแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ โดยทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต,งานก่อสร้าง,ด้านเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ อย่างไรก็ตามยังมีอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือ มักจะทำงานในตำแหน่งผู้ปรุงอาหารระดับเชี่ยวชาญ, ช่างเชื่อมในกิจการอู่ต่อเรือ และช่างปักจักรในอุตสาหกรรมโรงงานเย็บปักจักรอุตสาหกรรม เป็นต้น

ประเทศฟินแลนด์

จังหวัดชัยภูมิเป็นจังหวัดที่มีผู้ใช้แรงงานเดินทางไปปฏิบัติงานในประเทศฟินแลนด์มากที่สุดในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะปฏิบัติงานอยู่ในภาคเกษตรและการประมง ซึ่งในพ.ศ. 2557 มีสูงถึง 98.6 % ของแรงงานไทยทั้งหมดโดยงานส่วนใหญ่เป็นงานว่าจ้างเก็บผลไม้ป่า สำหรับการเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าตามฤดูกาลของแรงงานไทยนั้นจะแบ่งเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 3 เดือนต่อครั้ง โดยผู้ประสานงานจะติดต่อบริษัทจัดหาแรงงานเพื่อหาคนไทยเดินทางทำงานไปเก็บผลไม้ป่า โดยประเทศฟินแลนด์ให้สิทธิแก่ชาวต่างชาติทุกคนในการเดินทางเข้าประเทศฟินแลนด์ในลักษณะท่องเที่ยวเพื่อทำงานเก็บผลไม้ป่าชนิดเบอร์รี่,เห็ด และดอกไม้บางชนิดได้

วันเสาร์, พฤศจิกายน 18, 2560

สกัดเพื่อไทยด้วยการคำนวณ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ว่าถ้า คสช. เป็นรัฐบาลต่อ ก็ไม่รอดเศรษฐกิจฟุบเช่นเคย

มีคนบอกว่าจัดแบบนี้ ตีกัน เพื่อไทย จากข่าวไทยรัฐเรื่องโฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญและตัวแทนคณะกรรมการเลือกตั้ง ร่วมกันชี้แจงวิธีคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐

independence @redbamboo16 ทวี้ตว่านั่น “คือการสกัดพรรคเพื่อไทย” สกัดยังไงดูได้จากเมื่อนักข่าวถามว่า “การคำนวณคะแนนการเลือกตั้งเช่นนี้ จะทำให้พรรคการเมืองไม่มีโอกาสได้ที่นั่ง ส.ส.เกิน ๕๐% หรือมากกว่า ๒๕๐ คนใช่หรือไม่”

นางสาวสง่า ทาทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ของ กกต. ตอบว่า “คงจะเป็นไปได้ยาก”

เพราะการนำคะแนนของ ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมาใช้คำนวนจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้เกลี่ยจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขต ให้มีจำนวนเฉลี่ยประมาณ ๑.๘ แสนคน ตายตัว

จึงยากที่พรรคหนึ่งพรรคใดจะสามารถมีจำนวน ส.ส. ทั้งสิ้นในสภาเกิน ๒๕๐ คน หรือแม้แต่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด ๕๐๐ คน เพราะอะไรต้องฟังจากที่นางสมิหรา เหล็กพรหม รองผู้อำนวยการสำนักบริหารการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ อธิบาย

คืองี้ รธน. มีชัย ๖๐ กำหนดจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ห้าร้อย (ต่อไปนี้จะเรียกสภาห้าร้อยก็ด้าย ไม่ใช่โจรป่าเนอะ) “แบ่งเป็นแบบเขตเลือกตั้ง ๓๕๐ คน และแบบบัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน โดยจะใช้วิธีการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว

ตานี้ เมื่อเลือกตั้งเสร็จ จะรู้ผลผู้ได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้ง ๓๕๐ คน หรือแค่ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ตาม รธน. สั่งก็ตาม จะคำนวณโดย “นำผลรวมคะแนนของทุกพรรคการเมืองมาหารด้วย ๕๐๐ เพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยนต่อ ส.ส. ๑ คน

แล้วหาจำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะพึงมี โดยนำค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. ๑ คน ไปหารคะแนนของพรรคการเมืองแต่ละพรรค จะทำให้ได้จำนวน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้...

หากพรรคใดได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตน้อยกว่าจำนวน ส.ส.ที่พรรคการเมืองพึงมีได้ ให้จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มเติมให้ตามที่ยังขาดอยู่ แต่หากพรรคการเมืองได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตมากกว่าหรือเท่ากับจำนวน ส.ส.ที่จะ พึงมีได้ ไม่ต้องจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้กับพรรคการเมืองนั้น”


หมายความว่าพี่ คสช. ผู้เกือบวิเศษ เป็นคนบอกว่าพรรคการเมืองใด พึงมีได้จำนวนส.ส.ในสภาเท่าไหร่ตามสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนฯ ที่มีเท่านั้น อย่างนี้อีกกี่ชาติพรรคการเมืองถึงจะได้กลับมาลืมตาอ้าปากใหม่

เว้นเสียแต่ว่าประชาชนสนับสนุนพรรคใดด้วยคะแนนเสียงเกิน ๒๕๐ จึงพอคุยกับเขาได้ว่าพ้มจะตั้งรัฐบาลเองละนะ ถ้าพี่ๆ อยากจอยก็ส่งพรรคตะหานมา มัลลิกา-ติ่ง สมทบตั้งรัฐบาล

ไม่งั้น คสช. ให้ลิ่วล้อไปงัดข้อ ไม่เอา ในวุฒิสภาลากตั้ง ก็จะไม่มีทางรอด แม้จะเสียงมากกว่าก็เถอะ

ตอนนี้เขาก็ปูทางไปสู่จุดนั้นด้วยการปรับ ครม. อีกเป็นครั้งที่ ๕ ในระยะเวลายังไม่สี่ปี ซึ่งแน่นอน ยืนยันแล้ว สาม ป.ยังอยู่ แต่ก็ต้องยกเครื่องทีมเศรษฐกิจออกทั้งกระบิ ยกเว้น สม (คบ) คิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่พยายามจะอยู่ยาวเคียงข้าง คสช. โดยคุยควันโขมงว่าตอนนี้เร่งแก้ปัญหา พอถึงต้นปีหน้าฟันธง

ตั้งเป้าหมายคนไทยทุกคนที่ยังมีความยากจนอยู่ จะต้องหายจนให้ได้ในปีหน้า ที่ บก.ลายจุดเขาถามแซะว่าหมายถึง คนไทยจะจนกันหมดทั้งประเทศหรือเปล่า เพราะนั้น “จะใกล้เคียงความจริงยิ่งกว่า” นะ
และถ้าจะเอาหลักฐานจะจะแจ้งแจ้ง ก็ต้องไปดูที่นักเศรษฐศาสตร์ ม. เกษตร ท้วงไว้เรื่องนี้ ที่ว่าไม่ใช่หายจนแต่เป็น จน จมลึกลงไป เพราะที่จริงแล้วประเทศไทยมีคนจนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่จะเสกให้ปีหน้าหายจนได้ง่ายๆ อย่างใจนึก

ดร.เดชรัต สุขกำเนิด เขียนเฟชบุ๊คแจงข้อมูลจริงให้รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจทราบว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชี้ให้เห็นว่า “ล่าสุดนั้นคนจนในประเทศไทยกลับเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง”

สัดส่วนของคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจาก ๗.๒๑% (หรือมีคนจน ๗ คนในประชากร ๑๐๐ คน) เป็น ๘.๖๑% และเป็นการเพิ่มจำนวนครั้งที่สามที่แตกต่างจากสองครั้งแรก

“ตรงที่สองครั้งแรกจะเกิดในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ (อัตราการเติบโตของ GDP ติดลบ) แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นบวกอยู่ แต่รายได้ของพี่น้องคนจนกลับลดลง”


มิหนำซ้ำมีข่าวสื่อนอกรายงานว่า ไอ้ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ อีอีซีที่ฝันนักฝันหนาว่าจะมีต่างด้าวมาลงทุนกันตรึมน่ะ ต่างชาติไม่ค่อยสนมากเท่าประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างเวียดนาม พม่า และเขมร

Asia Times เผยแพร่รายงานเมื่อวันพุธที่ ๑๕ พฤศจิกายน ชี้ว่าผลงานของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ล้มเหลวมาแล้วสองเรื่อง คือไทยแลนด์ ๔.๐ กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ...

รายงานกล่าวว่า รัฐบาลทหารไทยไม่สามารถดึงดูดการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ตามตัวเลขของ UNCTAD นั้น ในปี (ค.ศ.) ๒๐๑๖ ประเทศไทยได้รับเม็ดเงินลงทุน ๑.๕ พันล้านดอลลาร์ฯ ต่ำกว่าแทบทุกประเทศในภูมิภาค”

(เวียดนามได้ ๑๒.๖ พันล้านดอลลาร์ มาเลเซีย ๙.๙ พันล้านดอลลาร์ ฟิลิปปีนส์ ๗.๙ พันล้านดอลลาร์ พม่า ๒.๑ พันล้านดอลลาร์ เขมร ๑.๙ พันล้านดอลลาร์)

แม้รัฐบาล คสช. จะมาถูกทางในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก แต่การเตรียมการยัง (แกล้ง) หลงทาง คือไม่มีการรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ มีอ้างการสำรวจตรวจผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ทว่าทำแบบรวดเร็ว รวบรัดรู้เอง แจ้งผลผ่านแต่ชาวบ้านไม่รู้ผ่านจริงแค่ไหน

ศรีสุวรรณ จรรยา นักท้วง คสช. ตัวยง ชี้ว่า “รัฐบาลไม่รับฟังความเห็นของประชาชน ไม่เปิดรับการมีส่วนร่วมในกระบวนการอีอีซี...” แม้นว่านี่เป็นยุคเผด็จการทหาร “ไม่มีใครกล้าออกมาคัดค้าน แต่หลังเลือกตั้งสถานการณ์จะไม่เหมือนกัน”


ชี้ให้เห็นว่าโครงการสวยหรู คิดได้ พูดได้ หากว่าทำได้ด้วยก็จะดีแน่ แต่ (อีกที) เรื่องทำได้นี่ไม่ค่อยเห็นมาสามปีจะถึงสี่อีกไม่นาน แล้วจะให้เชื่อว่าทำได้แน่แบบ ศรัทธาบอด’ (blind faith) อีกน่ะเหรอ ใครอยากเสี่ยง

Pravit Rojanaphruk: 2017 IPFA Acceptance Speech + CPJ's 2017 International Press Freedom Award (Live broadcast)




https://www.youtube.com/watch?v=zmiHtiCBJZI

Pravit Rojanaphruk: 2017 IPFA Acceptance Speech

Committee to Protect Journalists
Published on Nov 16, 2017

Pravit Rojanaphruk, one of Thailand's most prominent reporters and a longtime advocate for press freedom, received CPJ's 2017 International Press Freedom Award on November 15, 2017, in New York.

Read more about our 2017 IPFA honorees: https://cpj.org/awards/2017/

ooo



"Courage is to bravery as truth is to...#journalism." Bert Ifill at CPJ's 2017 International Press Freedom Awards #IPFA
...

CPJ's 2017 International Press Freedom Award (Live broadcast)



CPJ's 2017 IPFA honorees are:

Pravit Rojanaphruk, Thailand -- Award presented by Gillian Tett of The Financial Times.
Ahmed Abba, Cameroon -- Award presented by Bill Whitaker of “60 Minutes.”
Patricia Mayorga, Mexico -- Award presented by the actress Meryl Streep.
Afrah Nasser, Yemen -- Award presented by Miriam Elder of BuzzFeed.

Gwen Ifill Press Freedom Award Winner:

Judy Woodruff of “PBS NewsHour” -- Award presented by Bert Ifill.



Free Press Group Ready to Cut Off WikiLeaks - Assange’s embrace of Trump split the group’s board, and now it’s on the verge of a major break





SPLIT
Free Press Group Ready to Cut Off WikiLeaks


The Freedom of the Press Foundation routed half a million dollars to WikiLeaks. But Assange’s embrace of Trump split the group’s board, and now it’s on the verge of a major break.


By KEVIN POULSEN
SPENCER ACKERMAN

11.16.17
The Daily Beast


In the heat of the presidential election campaign last year, Xeni Jardin, a journalist and free speech advocate, developed a sickening feeling about WikiLeaks.

Jardin had been a supporter of the radical transparency group since at least 2010, when it published hundreds of thousands of U.S. military and State Department documents leaked by Chelsea Manning. In 2012, Jardin was a founding member of the board of the Freedom of the Press Foundation, a nonprofit established as a censorship-proof conduit for donations to WikiLeaks after PayPal and U.S. credit card companies imposed a financial blockade on the site.

But during the election season, Jardin noticed WikiLeaks veering violently off its original mission of holding governments and corporations to account. Beginning in July of last year, Julian Assange, WikiLeaks’ driving force, began releasing a cache of stolen email from the Democratic National Committee, and injecting WikiLeaks’ influential Twitter feed with the kind of alt-right rhetoric and conspiracy theories once reserved for Breitbart and InfoWars.

“Suddenly the voice of WikiLeaks seemed to be all about questioning one candidate—Hillary Clinton—and doing so in a way that was designed to benefit the other,” Jardin recalled to The Daily Beast. “The tone also seemed to echo some of the language on the far right. So when the guy in the Ecuadorian embassy in London, who is normally of the extreme left, is echoing Nazi publications, something is wrong.”

Her misgivings eventually led to a tense confrontation with Assange and touched off a year-long debate among the directors at the Freedom of the Press Foundation, which has handled around $500,000 in individual donations for WikiLeaks over the last five years. Now the foundation acknowledges it’s on the brink of ending its assistance to WikiLeaks, on the grounds that the financial censorship Assange faced in 2012 is no longer in place.

“At our last board meeting in October 2017, a consensus arose that we could not find any evidence of an ongoing blockade involving PayPal, Visa, or Mastercard,” wrote Trevor Timm, co-founder and executive director of the Freedom of the Press Foundation, in a statement to The Daily Beast. “We decided we would therefore formally notify WikiLeaks that unless they could demonstrate that a blockade was still in effect, we would no longer provide a mechanism for people to donate to them.”

The practical effect of the move is minimal—WikiLeaks donors in America may no longer be able to claim a tax write-off. The symbolic import is much larger. The Freedom of the Press Foundation is something of a Justice League for the online privacy, transparency, civil liberties, whistleblower, and press-rights communities. Its board of directors includes Edward Snowden, the National Security Agency whistleblower; Daniel Ellsberg of the Pentagon Papers; open-internet pioneer John Perry Barlow; Citizenfour filmmaker Laura Poitras and her fellow Intercept founder Glenn Greenwald, the two journalists to whom Snowden provided his trove; the actor/activist John Cusack; Electronic Frontier Foundation activism director Rainey Reitman; technologist Micah Lee; and journalist/activist Timm, who founded the group with Reitman. (See the disclosures at the end of this article.)

Several members of the board, including Snowden, have grown disenchanted with WikiLeaks. Snowden has for some time considered it to have strayed far from its laudatory transparency and accountability missions, sources familiar with his thinking have told The Daily Beast.

The foundation’s impending split with Assange is a microcosm of a broader anxiety over him amongst his erstwhile allies now that WikiLeaks has made common cause with extreme right-wing forces, principally Donald Trump and Vladimir Putin. Some consider WikiLeaks’ transparency mission to dwarf Assange’s personal crusades and transgressions—which go beyond politics and into allegations of sexual assault. Others consider Assange to have brought WikiLeaks, its ostensible principles, and its advocates into disrepute.





WikiLeaks’ claims to be a transparency organization suffered a body blow on Monday night. The Atlantic’s Julia Ioffe published portions of a Twitter direct-message conversation the @WikiLeaks account, an account controlled at least in part by Assange, held with Donald Trump Jr.

The correspondence lasted from at least September 2016 to July 2017. In a series of pitches to Trump’s son, @WikiLeaks provided the campaign with the guessed password of an anti-Trump political action committee. Just hours before Trump’s victory, @WikiLeaks pitched the son of the eventual president of the United States to refuse conceding the election in the event of a Trump loss and instead “CHALLENGING the media and other types of rigging that occurred.” Doing so would have plunged the U.S. into a political crisis that pundits were warning could easily turn violent.

After the election, when Trump’s fortunes had clearly turned, WikiLeaks took a new approach: It floated to Trump Jr. the trial balloon of convincing Australia to appoint Assange as its next U.S. ambassador.

The outfit that once prided itself on promoting transparency and accountability was now stirring election chaos. “It’s hard to see what principled cause is advanced by advising a losing presidential candidate to question the outcome of a democratic election,” said Ben Wizner, a senior ACLU attorney who also represents Snowden. “It was not easy for even former defenders of WikiLeaks’ mission to see Assange as a regular guest on Sean Hannity’s show,” he added.


Xeni Jardin

Many of WikiLeaks’ left-wing and libertarian supporters have struggled over the years to reconcile the idea of WikiLeaks with the reality; to maintain a principled stand for free speech and transparency without seeming to endorse the whole of Assange’s personal and professional behavior.

Each WikiLeaks defender has their own internal red line. In 2010, Assange’s plans to post Army field reports that included the names of Iraqi informants led several of WikiLeaks’ key staffers, including Assange’s second-in-command, to shut down the site’s infrastructure and resign.

Later, a rape allegation in Sweden, and Assange’s decision to take refuge at the Ecuadorian embassy rather than confront the case, cost him more support, particularly as he dodged a reckoning and portrayed himself as a political prisoner. (Assange claims he evaded the case for fear Sweden would extradite him to the U.S.) Last year, Assange’s wholesale dumping of stolen DNC emails drew criticism from Edward Snowden. “Democratizing information has never been more vital, and @Wikileaks has helped,” Snowden tweeted. “But their hostility to even modest curation is a mistake.” The mild rebuke drew a sharp response from Assange: “Opportunism won’t earn you a pardon from Clinton.”

***

WikiLeaks’ support of Trump and the divisive rhetoric of the alt-right was the last straw for Jardin.

In July 2016, WikiLeaks began publishing the hacked emails stolen from the Democratic National Committee. In October it started rolling out the emails taken from Clinton campaign chair John Podesta. U.S. intelligence attributed both thefts to Russia’s military intelligence arm, the GRU.

But Assange didn’t content himself with the genuine news that emerged from the leaks. He supplemented it with occasional exaggerations and distortions that appeared calculated to appeal to Trump’s base. On July 22, for example, while Trump was bogged down in sexual assault allegations, Assange announced a “plot to smear @realDonaldTrump by planting fake ads for hot women in Craigslist.”

But the DNC email referenced in the tweet didn’t bear out WikiLeaks’ claim. Far from a “plot,” it was an internal proposal for a website that would highlight Trump’s record on gender issues.

In August 2016, Assange even fanned the right-wing conspiracy theory around slain Democratic Party staffer Seth Rich—a hoax that’s inflicted endless pain on Rich’s family—when he went out of his way in a television interview to imply that Rich was WikiLeaks’ source for the stolen DNC emails.

While WikiLeaks merged into the right lane, Donald Trump was increasingly drawing on the DNC and Podesta leaks on the stump, sometimes describing them accurately, sometimes not. And Trump was generous with his praise for WikiLeaks. “WikiLeaks, I love WikiLeaks,” he declared at an Oct. 10 rally in Wilkes-Barre, Pennsylvania. Four days later in Charlotte, North Carolina: “The Hillary Clinton documents released by WikiLeaks make it more clear than ever just how much is at stake come November 8.” In the final month of the campaign, NBC reporters found, Trump referenced WikiLeaks 145 times.





Jardin, like many Americans, found Trump’s rallies deeply disturbing, with chants of “Lock Her Up,” protesters being ejected, and Trump describing his growing list of women accusers as liars. She was dismayed and angered to see WikiLeaks incorporated into the mix. She knew Assange’s embrace of Trumpism had been good for WikiLeaks’ bank account, bringing small donations back to the levels of the Chelsea Manning era for the first time in years, and it bothered her that a nonprofit she served was helping Assange reap that windfall.

She voiced some of her frustration in a tweet during the Charlotte rally. “Trump, his sons, and his surrogates are now dropping WikiLeaks into their anti-American rants like a hashtag,” Jardin commented. “Strangest of bedfellows.”

Assange was watching.



DOMINICK REUTER
AFP_H12QY

***

He responded in a series of direct messages to Jardin, at first referencing himself in the third person and the majestic plural, as he often does. “Since JA has never met or spoken to you we find it odd you should hold such a view,” read the message. “So what’s it based on?”

The messages went on to suggest Jardin praise Trump and his people for “doing something useful for once” by promoting WikiLeaks, “instead of, outrageously, suggesting that it is some form of anti-Americanism.”

“Hi there Julian. Is that a command?” Jardin shot back.

“If you can’t support the organization FPF [Freedom of the Press Foundation] was founded to support perhaps you should resign,” wrote Assange. After a pause, he repeated the suggestion. “You have a duty as a board member. If you can’t dispense it, perhaps you should resign.”

Knowing Assange’s reputation for vindictiveness, Jardin interpreted the messages as a personal threat.

She politely asked Assange not to contact her again, and then forwarded the exchange to the foundation’s board. “Oh my god,” replied Cusack, a friend of Jardin who’d joined the board at her invitation. “The only thing one can say is the pressure on him is incredible and everyone has a breaking point.” (Cusack declined to comment for this story; Assange did not immediately respond to a request to do so.)

The next month, nine days after Trump’s election victory, Freedom of the Press Foundation held its board meeting. Jardin brought up the issue of Assange, his messages to her, and the foundation’s continued support of WikiLeaks.

Much had changed since the foundation was formed. Today it has a $1.5 million annual budget and a staff of 15. Taking donations for WikiLeaks and other groups has become only a tiny part of the foundation’s work. In 2013, for example, the foundation took over development of SecureDrop, an open-source tool designed to make it safer for whistleblowers to submit information to reporters. Under the foundation’s stewardship, SecureDrop today is running in dozens of newsrooms, including The New York Times, TheWashington Post, the Associated Press, and Bloomberg.

The question for the board at that post-election meeting was straightforward, if not simple: Should the foundation continue to process payments for WikiLeaks and Assange? Was there still a need, and was WikiLeaks still “a multi-national media organization and associated library,” as described on the foundation’s website, or had it become something else, something less journalistic, during the election?

“When the election reached its conclusion and WikiLeaks kept doing what it was doing publicly, I felt a sense of revulsion,” recalled Jardin, telling her story for the first time. “When our board meeting came up, I assumed that everybody else felt the same way.”

To Jardin’s dismay, they did not.

There was support and empathy on the board for Jardin, according to multiple sources, and a spectrum of perspectives on WikiLeaks. But Micah Lee was the only board member at the meeting to agree the time had come to cut ties. “Protecting free press rights for publishers we disagree with is important,” Lee told The Daily Beast, “but that doesn’t mean WikiLeaks should be able to harass our board members without consequences.”

While several on the board acknowledged that Assange had flown off the handle at Jardin, years of experience with the WikiLeaks founder had built up a certain emotional callus toward his histrionics. “At one point or another, we have all felt personally aggrieved by Julian,” Greenwald told The Daily Beast. Sympathy for Jardin over Assange’s DMs couldn’t become a reason for a free-press organization to take action.

“The contributions that WikiLeaks receives come from individual donors,” board member Rainey Reitman said in an interview. “We would be silencing readers of WikiLeaks who were trying to show their support.”

Similarly, WikiLeaks’ support for Trump could not become a reason for the foundation to cut off Assange. It would, several felt, set a dangerous precedent if the board tacitly affirmed that only some forms of published political content deserved press-freedom support. Such a move could risk undermining the Freedom of the Press Foundation.



HANDOUT
75022240


But there was substantial support for taking up a more pragmatic question, one that hearkened back to the very reason the Freedom of the Press Foundation came into existence in the first place: whether WikiLeaks still needed the foundation to route donations to it.

In 2012, WikiLeaks had been facing financial strangulation after PayPal, Visa, and Mastercard bent to congressional pressure and stopped accepting donations for the secret-spilling site, and for the German Wau Holland Foundation, which handled most of WikiLeaks’ finances. That financial censorship, effectively imposed by the U.S. government, but without the checks and balances of a judicial process, appeared no less ominous four years later.

By all evidence, though, that financial blockade dissolved years earlier, in 2013, after an Icelandic technology firm that processed payments for WikiLeaks won a lawsuit against the credit card companies. An archived copy of WikiLeaks’ donation page from just before the 2016 board meeting shows the organization once again accepting credit card and PayPal donations through Wau Holland, in addition to taking contributions through Freedom of the Press. WikiLeaks was no longer even claiming the blockade was still an issue.

BitCoin, too, has emerged as a popular conduit for WikiLeaks cash, and records indicate the group has received a total of 4,025 BTC through its public wallet address—roughly $29 million by current exchange rates.

Lee argued to his fellow board members that the rationale for supporting WikiLeaks had become obsolete. By the end of the meeting, the board had agreed to study the issue. “We resolved as a board to investigate this question to determine whether such a blockade still existed,” Timm said.

Jardin says she felt unsupported in the meeting, and four days later she told the foundation she was taking a leave of absence. Jardin is a cancer survivor, and she was then battling life threatening side-effects from treatment. “There is nothing like the threat of death to help you clarify what you spend your time on,” she says. On Dec. 2, she quietly resigned from the board, citing her health.

After Jardin stepped down, the board continued to chew over the issues she’d raised, albeit slowly. By the board’s last meeting late this summer, it determined that it couldn’t verify that the blockade against WikiLeaks still existed. The foundation drew up plans to tell WikiLeaks that if it couldn’t present evidence of a blockade, the Freedom of the Press Foundation would end its WikiLeaks donation channel—a decision that will mark a milestone for both organizations.

The foundation hastens to point out that Assange’s personal actions and politics are irrelevant to its decision. “Like every board, our members have a variety of opinions,” said Timm, “but our primary motivation as an organization has never been whether we agree with everything that WikiLeaks does or says.” But there’s no denying that some on the board have soured on WikiLeaks. Snowden, sources close to him tell The Daily Beast, has felt for a long time that Assange has taken WikiLeaks far from a positive, constructive vision of what Snowden believes WikiLeaks could or should be.

The foundation’s angst mirrors that of the larger community of former WikiLeaks supporters. The leaked messages between Assange and Trump Jr. recently prompted Pierre Omidyar, the billionaire backer of The Intercept, to tweet that they “disqualify” WikiLeaks from being considered a media organization. After Assange defended his election-chaos pitch as intended to “generate a transformative discussion about corrupt media, corrupt PACs and primary corruption,” Omidyar shot back: “Isn’t this an invitation to conspire to knowingly and falsely accuse election officials and a variety of people of fraud?”

James Ball worked for WikiLeaks before becoming a journalist with The Guardian and BuzzFeed U.K. It has become astonishing, he said, to watch someone who has thundered against journalists for unethical behavior turn around and pitch a potential source on securing an ambassadorship for himself.

What Ball called “the tragedy of WikiLeaks” is that transparency and accountability “are good principles, and lots of people have defended WikiLeaks because they believe in those principles and hoped [Assange] did, too. This is the final mark of someone who’s in it for himself,” Ball said. “He’s a sad man in a broom cupboard.”

For her part, Jardin takes no satisfaction in WikiLeaks’ potential expulsion, which she thinks comes at least a year too late.

“I don’t think that Julian Assange should be in solitary confinement,” says Jardin. “I feel awful for him, I bear him no ill will. But my loyalty is to my country. My loyalty is to my community… You can’t fight the kind of repression Trump represents and indirectly assist it.”


DISCLOSURE: One of this article’s co-authors helped develop the open-source project that became SecureDrop, and later handed it off to the Freedom of the Press Foundation. Additionally, he formerly sat on the foundation’s technical advisory panel, and has made small donations to the organization. The other co-author reported on Edward Snowden’s leaks with Greenwald, Poitras, and Ball at The Guardian, where Timm is a columnist.


ระหว่าง "การวิ่งด้วยชุดกีฬาแบรนด์ไนกี้เต็มฟอร์มของตูน" กับ "การออกไปชูสามนิ้วด้วยมือตัวเองของไผ่" อะไรคือการเสียสละและทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง (?)




Tanachai Rock Piyawatsriyakun 🙄 ระหว่าง "#การวิ่งด้วยชุดกีฬาแบรนด์ไนกี้เต็มฟอร์มของตูน" กับ "#การออกไปชูสามนิ้วด้วยมือตัวเองของไผ่" อะไรคือการเสียสละและทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง (?)

และ.. ระหว่าง "โปรเจควิ่งเพื่อหาเงินซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้แก่รัฐเผด็จการทหาร" กับ "การเอาชีวิตและอิสรภาพของตัวเองเป็นเดิมพันเพื่อแลกกับการเรียกร้องขอคืนสิทธิเสรีภาพและอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนจากรัฐเผด็จการ" อะไรคือความดีงามสูงส่งในประเทศ #กะลาแลนด์ แห่งนี้กันแน่(?)

เมื่อ "#อารยธรรมทางสังคมนั้นมันต่ำ" ความดีในทางสังคมก็ถูกมองหรือให้คุณค่าไปอย่างหนึ่ง..

และเมื่อ "#อารยธรรมทางสังคมนั้นสูง" คุณค่าที่สังคมยึดถือ ก็จะมีความเป็นอารยะไปคนละอย่าง เช่นกัน..

ฉะนั้น.. อันการให้นิยาม "คนดี" หรือ "ความดี" จะเป็นเช่นใด จึงขึ้นอยู่กับว่า.. "#ในสังคมนั้นๆมีอารยธรรมกันมากแค่ไหน(?)

แต่โปรดจงอย่าลืมกันว่า ที่นี่.. ประเทศไทย(#ในกะลา!) 😔

...

‘ตูน’ กับ ‘ไผ่’ ในวัฒนธรรมความดีแบบไทย




https://www.posttoday.com/social/general/524926


2017-11-14
โดย สุรพศ ทวีศักดิ์
ที่มา ประชาไท


หลายคนอาจถามว่า เรื่องของ “ตูน” เป็นเรื่องจิตอาสาเพื่อสาธารณกุศล ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เรื่องของ “ไผ่” เป็นเรื่องต่อสู้ทางการเมือง มันคนละเรื่องไม่มีอะไรเกี่ยวกันเลย ทำไมผมนำมาโยงกัน ใช่ครับสองเรื่องเป็นคนละปรากฏการณ์ คนละเป้าหมาย ไม่ใช่กิจกรรมที่มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน แต่ก็มีลักษณะเหมือนกันอยู่คือเป็น “เรื่องสาธารณะ” เช่นกัน ประเด็นที่น่าวิเคราะห์คือสื่อและสังคมให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับสองเรื่องนี้อย่างไร

ส่วนที่ว่าเรื่องของตูนไม่ใช่เรื่องการเมืองนั้น ก็อยู่ที่ว่าเราพูดถึง “การเมือง” ในความหมายกว้างหรือแคบ เพราะในโลกสมัยใหม่ที่รัฐมีอำนาจกำกับชีวิตของปัจเจกบุคคลแทบทุกมิติ “เรื่องส่วนตัวก็เป็นเรื่องการเมือง” เช่นเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว ย่อมเป็นเรื่องที่เข้าสู่กระบวนการต่อรอง หรือโน้มน้าวในทางการเมืองว่า เราจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวในการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตและสิทธิความเป็นส่วนตัวด้านอื่นๆ อย่างไร เป็นต้น เรื่องกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะของตูน แม้แสดงถึงความเสียสละของตูนและบรรดาประชาชนที่ร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรชื่นชม แต่ก็ย่อม “สื่อสาร” ในทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อยสองประการ

เช่น สื่อสารให้เห็นปัญหาด้านงบประมาณของโรงพยาบาล การบริหารงบประมาณที่ได้รับจากรัฐ งบฯ บริจาค ปัญหาระบบประกันสุขภาพ ที่จำเป็นต้องวางระบบการแก้ไขในระยะยาว และสื่อสารคำถามว่า หากงบประมาณเพื่อประกันสุขภาพไม่เพียงพอ เหตุใดรัฐบาล คสช.จึงทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กว่า 7 หมื่นล้าน ดังที่ตั้งคำถามกันแซดในโลกโซเชียล




http://www.ispacethailand.org/12980.html


ที่น่าสนใจคือ เหตุใดเรื่องของตูนกับไผ่ที่เป็น “เรื่องสาธารณะ” เช่นกัน แต่กระแสสังคมที่แสดงออกถึงการยอมรับ ชื่นชม และสนับสนุน กลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

แน่นอนว่า เรื่องของไผ่เป็นเรื่องซับซ้อนกว่ามาก เพราะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่ย่อมมีฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่าง และฝ่ายที่เห็นด้วยก็ไม่สามารถแสดงออกในรูปของการเคลื่อนไหวทางการเมืองถึงการยอมรับ สนับสนุนได้อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีเสรีภาพทางการเมือง ขณะที่เรื่องของตูนแทบจะไม่มีเงื่อนไขทำนองนี้

แต่กระแสตอบรับและสนับสนุนที่ต่างกันชัดเจนขนาดนั้น ย่อมสะท้อนทัศนะพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องความดี ความเสียสละเพื่อส่วนรวมของสังคมไทยที่น่าขบคิด นั่นคือ บางคนมองว่าการทำความดี เสียสละแบบตูนคล้ายๆ กับ “ผ้าป่าช่วยชาติ” ที่มีลักษณะสำคัญคือ มีผู้นำการเสียสละที่ต้องเป็นผู้มีบารมีสูง มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับของผู้คนทุกชนชั้นในสังคม การเกิดขึ้นของผู้มีบารมีที่สามารถนำหรือรวมจิตใจของผู้คนจำนวนมากในสังคมให้ร่วมเสียสละช่วยชาติได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ฉะนั้นปรากฏการณ์ของการทำดีเพื่อชาติเช่นนี้ จึงสอดคล้องกับวัฒนธรรมความเชื่อของสังคมไทย ที่เรียกว่า “พระมาโปรด” ซึ่งสะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่อยู่ในวัฒนธรรมความดีแบบพระมาโปรด

คำพูดที่ว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” ย่อมหมายความว่า สักวันหนึ่งสังคมเราจะมี “คนดี” มาโปรด หรือเป็นผู้นำกูวิกฤตชาติบ้านเมืองเสมอ ไม่ว่าจะกู้วิกฤตในความหมายที่ได้คนดีมาเป็นผู้ปกครอง หรือในแบบผู้เสียสละอย่างตูน เป็นต้น

ถามว่าการกระทำของไผ่เป็นการ “เสียสละ” หรือไม่ ผมคิดว่าคำตอบของไผ่ตามภาพข้างล่างนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องเกินจริง




https://thaienews.blogspot.com/2016/08/blog-post_38.html


แต่ดูเหมือนว่าการเสียสละแบบไผ่ ไม่มีความหมายเป็น “ความดี” ในวัฒนธรรมความดีแบบพระมาโปรด หากแต่กลายเป็น “ความแปลกแยก” จากวัฒนธรรมดังกล่าว ความดีแบบพระมาโปรดถูกถือว่าเป็นเรื่องเพื่อส่วนรวม เพื่อชาติ แต่การเสียสละแบบไผ่กลายเป็นเรื่องลักษณะนิสัยส่วนตัวที่หัวดื้อ หัวรุนแรง แกว่งเท้าหาเสี้ยน สร้างความแตกแยก ไม่รักชาติบ้านเมือง

นี่คือลักษณะเฉพาะของไทยแลนด์โอนลี่ใช่ไหม ก็น่าจะใช่ในปัจจุบัน แต่ลักษณะเช่นนี้ก็มีในสังคมอื่นๆ เช่นกัน เมื่อเราดูหนังเรื่อง “Suffragette – หัวใจเธอสยบโลก” ซึ่งเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิเลือกตั้งของสตรีในประเทศอังกฤษช่วงปี 1900 ต้นๆ ที่นำโดยเอมเมอลีน แพงก์เฮิร์สต์ นักเรียกร้องสิทธิสตรี การต่อสู้ของผู้หญิงเหล่านั้นต้องเผชิญกับคำปรามาสว่า ธรรมชาติของสมองผู้หญิงไม่อาจรักษาความสมดุล (ระหว่างเหตุผลกับอารมณ์) จึงไม่สามารถจะมีวิจารณญาณในการใช้สิทธิเลือกตั้ง หากยอมให้ผู้หญิงโหวตโครงสร้างสังคมจะพังทลายลง สังคมภายใต้วัฒนธรรมผู้ชายมีสิทธิเหนือกว่าทุกด้านมองผู้หญิงที่ออกมาต่อสู้ว่าเป็น “ตัวประหลาด” ผู้หญิงบางคนถูกสามีซ้อม ถูกไล่ออกจากบ้าน ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องประท้วงอำนาจของผู้ชายทั้งด้วยวิธีรุนแรงและสันติวิธี จนนำไปสู่การสละชีวิตและถูกจับติดคุกกว่าพันคน จึงทำให้รัฐสภาอังกฤษแก้กฎหมายให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้งได้ในปี 1918 ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปและสหรัฐต่างทยอยให้สิทธิเลือกตั้งแก่สตรีในเวลาต่อมา

ผมไม่ได้สรุปว่า สังคมไทยปัจจุบันอยู่ในยุคเดียวกับอังกฤษเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว อย่างน้อยผู้หญิงไทยก็มีสิทธิเลือกตั้งหรือมีสิทธิเท่าเทียมกับชายมากขึ้นแล้ว เพียงแต่ตอนนี้เราต่างตกอยู่ในสภาพบังคับให้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหญิงและชาย แต่ปัญหาคือคนที่เสียสละต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยยังคงไม่ถูกนับว่าเป็น “คนดี” ที่ควรยอมรับและสนับสนุนภายใต้วัฒนธรรมความดีแบบไทย

คนแบบไผ่ ดาวดิน จึงยังคงเป็นตัวประหลาดในสังคมไทยปัจจุบัน เรื่องราวในชีวิตจริงของหลายคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพ และประชาธิปไตยจึงไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวในหนังที่ผมกล่าวถึง คือชีวิตครอบครัวพัง งานพัง และเผชิญปัญหาเพียงลำพัง เสมือนว่าพวกเขาไม่ได้กำลังเสียสละในเรื่องสาธารณะที่ควรถูกยอมรับนับถือ เฉกเช่นตูนหรือยิ่งกว่า
แสดงให้เห็นว่าไทยแลนด์โอนลี่ ก็ไม่ต่างจากสังคมอื่นๆ ในโลก เพราะเป็นสังคมที่ต้องผ่านประวัติศาสตร์การสร้างตัวประหลาด และตัวประหลาดก็หนีไม่พ้นจากการถูกกำหนดให้มีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับเสรีภาพและประชาธิปไตย ดังที่แพงก์เฮิร์สต์กล่าวว่า "ฉันยอมเป็นกบฏดีกว่าเป็นทาส" เราไม่รู้หรอกว่าเมื่อไรเราจะชนะ รู้แต่ว่าจะชนะ เพราะในสังคมที่ปิดกั้นการสื่อสารไม่ได้ แต่ยังมีความพยายามใช้อำนาจให้ประชาชนทำตัวเป็น “กบในกะลา” ย่อมจะมีกบฏความคิดเกิดขึ้นทุกๆ วัน



นี้คือความเหี้ยระยำของเผด็จการทรราช คสช.ที่ได้กระทำต่อ ไผ่ ดาวดิน
-
ลูกหลานเราจะต้องถูก ข้าราชการชั่วที่ก้มหัวรับใช้เผด็จการ กระทำทารุณ และ เหยียดหยาม อีกสักเท่าไหร่ ถึงจะสาแก่ใจ พวกมัน
-
นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ลูกหลานฝ่ายประชาธิปไตยโดนกระทำ ครั้งก่อน ก็จับเด็กนักศึกษาสาว ตรวจภายใน.
-
กดขี่เข้าไป ทำทารุณ และ เหยียดหยามเข้าไป สร้างความกลัวให้มันมากๆเข้าไว้ ไอ้พวกข้าราชการชั่ว สักวัน เมื่อความกลัวของลูกหลานฝ่ายประชาธิปไตย ถึงที่สุด วันนั้นกรรมจะตามสนองพวกมึงอย่างสาสม
-
กูขอสัญญา
-
เสรีชนท่านหนึ่ง