วันอังคาร, ตุลาคม 17, 2560

ออกตัวเร็ว อาจเจ็บตัวแรง “โอ้น้ำตาหรือจะแก้ปัญหาใจ”

ถ้าเป็นเพลงรักอกหักต้องบอก “โอ้น้ำตาหรือจะแก้ปัญหาใจ”*

คราวนี้ หญิงหน่อย จะอกหักหรือเปล่าไม่รู้ เห็นข่าวไหนก็ว่าเธอหลั่งน้ำตาขอโทษสาธารณะชน “ที่ทำให้เข้าใจผิด” เมื่อเธอ “ออกตัวแรง” แสดงความจงรักภักดี

จะเป็นดั่งค่ายเนชั่นว่า “เปิดตัวแรง เจ็บตัวเร็ว” หรือไม่บ่ฮู้ แต่ว่าการออกตัวเร็วอย่างนั้น ถ้าสะดุดขาตัวเองหัวคะมำก็อาจทำให้เจ็บตัวแรงเช่นกั๋น

พูดตามประสา เดลินิวส์เค้าว่า “หญิงหน่อยแจงทั้งน้ำตา ปมถูกฉะ มีเจตนาแอบแฝง” กระทั่งเฮียตือยังชี้ “เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง...โฆษณาให้ตนเอง” โดยเฉพาะ “ติดป้ายชื่อตนเองบนรถกระบะ “ย้ำว่าทำไม่ได้”


อันเนื่องมาแต่งานแห่ดอกดาวเรืองให้เหลืองทั้งแผ่นดินของชาวลาดปลาเค้า ที่สปริงนิวส์ถามว่า #แบบนี้ก็ได้เหรอ

“จวกยับ! คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ ออกเชิญชวนประชาชนถวายดอกดาวเรืองรำลึกพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ ๙ แต่ไหงรูปแบบการเชิญชวน คล้ายหาเสียง ยังไงไม่รู้”

พอเหมาะพอเจาะกับช่วงนี้หญิงหน่อยเตรียมตัวรับไม้มากุมบังเหียนพรรคเพื่อไทย ขณะที่ ชินวัตรเต็มใจเว้นวรรค เธอออกตัวแรงไปนิดเลยถลำ ขนาดกรณียิ่งลักษณ์ พ.ต.ท. เอาสติ๊กเกอร์ออกแล้ว แถมดีเอ็นเอก็ไม่เจอ ยังไม่รอด

ทำให้โพสต์ทูเดย์อ้างได้ “สังคมวิจารณ์...เหมาะสมหรือไม่...คุณหญิงสุดารัตน์ขึ้นท้ายกระบะ ติดป้ายชื่อ...เชิญชวนประชาชนร่วมถวายดอกดาวเรือง เนื่องในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”

ขณะที่ไทยโพสต์เล่นก้ำกึ่ง อิง ท้อคออฟเดอะทาวน์จาก เพจแดง ที่ว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง “สยบข่าวน้ำท่วม” เลยทำให้ “หน่อยน็อคกลางอากาศ”


“แม้เจ้าตัวออกมาชี้แจงแถลงไขทั้งน้ำตา ยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีเจตนาแอบแฝงทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น ผิดพลาดเพียงแค่ไม่ได้เอาชื่อตัวเองที่ติดอยู่บนรถออกไปซึ่งมีเพียงคันเดียวจากหลายสิบคัน”

ถึงกระนั้นไทยโพสต์ก็ฟันธง “ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายตรงข้าม ยิ่งสกรัมรุมยำในโลกออกไลน์ หนักขึ้นเป็นทบทวี”

ยังดีเขาอุตส่าห์ไปคุ้ยหาตามเพจเสื้อแดง เช่นกลุ่มรักคนเสื้อแดง, กลุ่มรักประชาธิปไตย, กลุ่มรักแดงเกลียดสลิ่ม, กลุ่มเผด็จการกับกูอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เป็นอาทิ ได้ความว่า

“บางโพสต์เปรียบเทียบกับกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ กลับไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการหาเสียงเลือกตั้ง”

รายหนึ่งชี้ “จะสะอื้นทำไม เราไม่ได้ทำผิดอะไร หรือมันจะสร้างวัฒนธรรมใหม่ ปชป.พูดได้ทำได้ แต่ พท.ห้ามไอห้ามจาม”

อีกรายยัน “ต่อให้ทำดีแค่ไหนพวกมันก็ว่าอยู่ดี ขนาดยิ่งลักษณ์พับดอกไม้จันทร์ พวกมันยังว่าสร้างภาพเลยค่ะ”


นั่นสิ นี่ถ้ายิ่งลักษณ์ยังไม่หนีแล้วแห่ดอกไม่จันทร์ไปส่งสนามหลวง จะต้องออกมาร้องไห้ด้วยไหมนี่ ฟังที่ ธนาพล อิ๋วสกุล คอมเม้นต์ แล้วเห็นจริง

เคสสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นั้นน่าหนักใจแทนบรรดารอยัลลิสต์ไทยนะครับ” เขาแจง “ปกติความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ไทยอยู่ที่ความหลากหลายของคนที่จงรักภักดี และบรรดาคนที่จงรักภักดีนั้น แน่นอนว่าย่อมมีหลายคนหลายกลุ่มที่เหม็นขี้หน้าหรือเป็นศัตรูกัน

(ลองนึกถึงกรณีล่าสุดที่ปีย์ มาลากุล ออกมาเล่นงานธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งทั้งคู่ถือว่าเป็น วงใน ราชสำนัก)

แต่การที่สุดารัตน์ถูกเล่นงานในวันนี้ก็ย่อมทำให้บรรดาผู้จงรักภักดีหดแคบลงเหลือแต่เพียงบรรดาคณะรัฐประหาร และกลุ่มที่แอนตี้ทักษิณ/เพื่อไทย เท่านั้น”

ธนาพลตอบคำถามตนเองว่าเขาคงไม่แคร์กัน “ชนชั้นนำเขาเลือกทางนี้แล้ว” แต่ไม่เฉพาะชนชั้นนำหรอกนะ ชนชั้นตามของพวกชนชั้นนำยุคนี้ก็เห็นดีเห็นงามตามกันไปด้วย

น่าจะเพราะความจงรักภักดีไม่ลืมหูลืมตาในประเทศไทยกำลังบีบตัวเองเข้าไปทุกที ยิ่งเมื่อเอาไปสร้างปมเขื่องทางการเมืองเข้า ก็ยิ่งบีบอัดเหมือนถูกงูรัด น้ำตาก็เลยทะเล็ดออกมาอย่างไม่มีทางช่วย


*(หมายเหตุ เพลงที่เอามาอิง https://www.youtube.com/watch?v=Lh5uNpMfdMY&index=2&list=PLcaNN4iNqazOLopjm7dYXngh0S04Cr5AG)

เบนซ์ ธนชาติบอกว่า ถ้ามีการเตือน #น้ำท่วม ล่วงหน้าเพียงแค่ชั่วโมงเดียว หรือครึ่งชั่วโมง ชาวบ้านก็คงจะเก็บของทัน




ลิงค์ของวิดีโอ
https://www.facebook.com/WorkpointNews/videos/519283048440978/


ชวนอ่าน

WHY WAS BANGKOK NOT WARNED OF FLOODING?

(http://www.khaosodenglish.com/featured/2017/10/16/bangkok-not-warned-flooding/)

"อย่าไปเลยบางกอก จะบอกให้"




อย่าไปเลยบางกอก
..

อย่าไปเลยบางกอกจะบอกให้ พี่เคยไปมาแล้วน้องแก้วเอ๋ย
จะบอกเจ้าเอาบุญคนคุ้นเคย อย่าไปเลยบางกอกช้ำชอกใจ

คนที่นั่นคั้นแต่ตัวหัวกะทิ หัวใจสิแสนบ้าใบหน้าใส
สวมหน้ากากปากซื่อเขามือไว คอยจงใจให้ร้ายทำลายเรา

อย่าไปเลยบางกอกบอกไม่เชื่อ อยู่กับเสือดีกว่าไปหาเขา
คนบ้านนอกคอกนาปัญญาเบา เหมือนนกเหงาพรานซ้ำด้วยชำนาญ

ควักหัวใจไปกินจนสิ้นหมด แล้วปล่อยปลดคืนกายที่ตายด้าน
ขยี้เนื้อเหลือกายไว้ประจาน ต้องซมซานกลับรังตายทั้งเป็น


สวัสดีบางกอก
คำร้อง อาจินต์ ปัญจพรรค์
ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน


ooo

ใครว่า กรุงเทพ น้ำไม่ท่วม ! มาดูกัน !! คลองวิภาวดีรังสิต แยกลาดพร้าว ดอนเมือง รถติด รถตายเป็นแพ !!



วันจันทร์, ตุลาคม 16, 2560

สมาคมประกันวินาศภัย สรุปจำนวนรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 พบมากถึง 2,009 คัน




สรุปจำนวนรถเสียหายจากน้ำท่วม 27 บ.ประกันภัย -วิริยะหนักสุด 500 คัน


ที่มา สำนักข่าวอิศรา
16 ตุลาคม 2560 เวลา 18:07 น.


ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง ตั้งแต่ดึกวันที่ 13 ต.ค.ต่อเนื่องเกือบเช้ามืดวันที่ 14 ต.ค. 2560 จนเกิดน้ำท่วมถนนสายหลักทั้งหมด 55 จุด ทำให้รถยนต์จอดเสียหลายคัน ขณะที่บางแห่งน้ำเข้าท่วมลานจอดรถชั้นใต้ดินคอนโดมีเนียม ทำให้รถยนต์ถูกน้ำท่วมสูงครึ่งคันนั้น ล่าสุด สมาคมประกันวินาศภัย ได้สรุปจำนวนรถที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2560 พบจำนวนถึง 2,009 คัน ณ วันที่ 16 ตุลาคม เวลา 11.00 น. ประกอบด้วย 27 บริษัทประกันภัย

1.บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) 500 คัน

2.บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) 194 คัน

3.บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 184 คัน

4.บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด (มหาชน) 181 คัน

5.บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)157คัน

6.บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 156 คัน

7.บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 106 คัน

8.บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) 86 คัน

9.บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 79 คัน

10.บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 58 คัน

11.บริษัท โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 52 คัน

12. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 47 คัน

13.บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด 40 คัน

14.บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) 36 คัน

15.บริษัท สินทรัพย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) 35 คัน

16.บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) 30 คัน

17.บริษัท เอเชียประกันภัย 1950 จำกัด (มหาชน) 18 คัน

18.บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) 15 คัน

19.บริษัท สยามซิตี้ประกันภัย จำกัด 11 คัน

20.บริษัท สหมงคลประกันภัย จำกัด มหาชน 7 คัน

21.บริษัท นิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท เอไอจี 6 คัน

22. บริษัท เอฟพีจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 3 คัน

23.บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) 2 คัน

24.บริษัท ฟีนิกซ์ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2 คัน

25. บริษัท เอไอจี ประกันภัย(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 2 คัน

26. บริษัท นำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) 1 คัน

และ 27.บริษัทเจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) 1 คัน

ด้านนางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ. วิริยะประกันภัย กล่าวถึงประกันประเภท 1 จะมีคุ้มครองน้ำท่วมอยู่แล้ว ซึ่งโมเดลกู้และซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมของวิริยะฯ FIRST AID นั้น จะแบ่งเป็น 3 ระดับ 1.น้ำท่วมระดับล้อ บริษัทจะดูแลและซ่อมผ้าเบรค 2.น้ำท่วมระดับเบาะของรถยนต์ บริษัทฯ จะทำความสะอาด ล้างพรม และจัดการฆ่าเชื้อ 3.น้ำท่วมระดับฝากระโปรง หรือมิดหลังคารถยนต์ หากเสียหายมากคืนซาก ซึ่งการจ่ายเยียวยาขึ้นอยู่กับลูกค้า

ทั้งนี้ ตัวเลขรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้กับบริษัทฯ จำนวน 500 คันที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมนั้น นางสาวกานดา กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ได้มีการจำแนกความเสียหายว่าอยู่ระดับไหนบ้าง แต่เฉพาะพื้นที่กทม.มีการแจ้งรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมมากสุดอยู่แถวลุมพีนี คลองเคย และสุขุมวิท

ขอบคุณภาพจาก:https://web.facebook.com/newsthaich8/

เดาซิ WHY WAS BANGKOK NOT WARNED OF FLOODING?



A flooded street Saturday in Bangkok’s Ratchada area. Photo: @Shinminji_wow / Twitter


WHY WAS BANGKOK NOT WARNED OF FLOODING?


By Asaree Thaitrakulpanich, Staff Reporter
Khaosod English
October 16, 2017


BANGKOK — The capital city woke Saturday morning to find itself flooded by what had been the heaviest rains in 30 years. How did no one know what was coming? Or did they? And with a forecast of more rain all week, is more on the way?

The usual back and forth over who to blame has since been centered on how information, forecasts and warnings are relayed by meteorologists who, unlike elsewhere in the world, are state bureaucrats.

The director of Rangsit University’s Climate Change & Disaster Center blamed out-of-touch state meteorologists and the lack of an official warning system for the soggy surprise, while state departments insist fair warning was given.

“They’ll say something like ‘there’s a 60 percent chance of rain with a monsoon trough moving over the area.’ So? What does that mean to the average reader? People will read it, and think, ‘That doesn’t mean jack to me,’” said Seree Supratid, the director of Rangsit University’s Climate Change & Disaster Center.

One of those state meteorologists said Seree doesn’t appreciate how the system works.

“Academics can say whatever they want, but in a bureaucratic system things have to go through a process,” said Somchai Baimuang, a former deputy chief with the Thai Meteorological Department, the state agency part of the Digital Economy and Society Ministry. “We did warn last week on the 12th that a monsoon trough will open up over Bangkok.”

A monsoon trough is what happens when winds in the northern and southern hemispheres converge along a line, for those unversed in meteorological jargon.

Somchai said that state weather forecasts have to lay out information in specific formats and only warn of storms if “they come close to and have an effect on Thailand.” Moreso, the current deputy director, Songkran Aksorn, went on television two days before the flooding to warn that excessive warnings could “cause panic” or result in “false alarms.”

But what was communicated by weather authorities – a 3am Saturday post of a meteorological map showing “light to medium rain” in much of Bangkok – later drew seething comments.

“Light rain? You’re reporting false information. I didn’t prepare to move any of my stuff! Are you afraid you’re gonna get sued or something if you tell me to prepare?” user Decha Dusit wrote in a comment. “It was raining from 1am to 4am. Try reporting some real information instead of messing around with politics.”





One person often dumped on for floods past – the Bangkok governor – professed surprise himself.

“I must apologize for what happened … it’s really an emergency. The last time there was over 200 millimeters of rainfall was during the administration of Chamlong Srimuang, or more than 30 years ago,” said Gov. Aswin Kwanmuang, who was appointed by the junta one year ago to replace Sukhumbhand Paribatra.

The flooding caused damage and heavy flooding in at least 20 districts across Bangkok, including the central business district of Siam and downtown in the Sukhumvit Road area. No official estimate of the damage could yet be found.

Seree said the public deserved better.

“They didn’t do their jobs. They left citizens to help themselves without information. They should say, ‘People in this area should do this. People in condos in this area should move their cars out from underground lots,” he said.

Seree said that if the state weather service doesn’t change the way it informs the public, natural disasters will “always be a surprise, like with Sakhon Nakhon,” referencing flash floods that killed more than 20 people in August.

“You have to draw conclusions for people. For example, my department estimated there would be 200 millimeters of rain, so we were telling people to prepare for heavy flooding,” Seree said.

His warnings were made in television appearances. Seree said his university department doesn’t have the resources or equipment to monitor or issue warnings on the national level, so it is still up to state departments.

As for whether Bangkok will flood again soon, Somchai was a street-half-empty optimist to Seree’s half-full skeptic.

“The graphs are all going downward. There won’t be an effect on Bangkok, since the storm is moving north,” Somchai said.

Seree wasn’t ready to leave his boots at home:

“You can’t close the door on the possibility of flooding. It’s still a risk, a possibility of that happening in the near future, but we will need time to evaluate conditions.”













Related stories:

Heavy Rains Leave Bangkok Swimming in Floods

ใกล้วัน 'งานใหญ่' บางพสกนิกร 'พี้ค' สุดๆ

เมื่อใกล้วัน 'งานใหญ่' (พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.๙) เข้ามา พสกนิกรผู้จงรักภักดีอย่างล้นพ้น ต่างแสดงออกถึงความซาบซึ้งและติดมั่น 'หาไหนเปรียบมิได้'


ดังปรากฏทั่วไปตาม 'platforms' หรือเวทีความเห็นบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเราเก็บบางส่วนมาแบ่งปันที่นี่ เพื่อการมีส่วนร่วมและบริการประชาคม ดังเช่น


๑. ควันหลงจากการซ้อมริ้วขบวนสำหรับพระราชพิธี ซึ่งไทยพีบีเอส 'ThaiPBS @ThaiPBS 3h3 hours ago' รายงานว่า


"(คลิป) สมเด็จพระเทพฯ-พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงร่วมซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศฯ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ"
https://twitter.com/twitter/statuses/919719360264134657


ขณะที่พสกนิกรฯ นางหนึ่งแสดงความเห็นเป็นปฏิกิริยาต่อภาพ ไว้บนเพจสนทนาของพรรคประชาธิปัตย์


๒. ก่อนหน้านั้น พล.อ.หญิงสุทิดา วชิราลงกรณ์ ผู้ซึ่งเพิ่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าฝ่ายในมาหมาดๆ (อันทำให้มีราชศักดิ์เป็นท่านผู้หญิง) ได้โดยเสด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.๑๐ ไปทรงบำเพ็ญกุศลทอดผ้าพระกฐิน

พสกนิกรฯ พากันแชร์ภาพท่านผู้หญิงใหม่ในเครื่องแบบเต็มยศกันขรม


๓. ด้วยความห่วงใยว่าจะมีประชาชนเดินทางไปร่วมพระราชพิธีฯ ในวันที่ ๒๖ ตุลาคมกันอย่างยิ่งกว่าล้นหลาม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เกรงว่าคนพิการจะได้รับความลำบาก จึงออกประกาศชักชวนให้ไปตามซุ้มใกล้บ้านแทน


๔. ในราชอาณาจักรอันยิ่งยงเช่นประเทศไทยแลนด์ ความจงรักภักดีย่อมมีขอบเขต พสกนิกรเจอปัญหาพะว้าพะวังในการส่งรูปรัชกาลที่ ๙ ต่อๆ กันทางสื่อสังคม เพราะมีคนเตือนให้ระวัง พลั้งเผลออาจต้องขึ้นศาลทหาร

โพสต์ของ Tewarit Bus Maneechai ตั้งคำถามไว้น่าห่วง "เห็นข้อความลักษณะนี้ส่งต่อๆ กันในไลน์หลายที่ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงไหม มีใครทราบข้อมูลการถูกดำเนินคดีดังกล่าวหรือเปล่า ถ้ามีรบกวนขอด้วยครับ
-----
สำหรับคำชี้อแจงของสำนักราชเลขาฯ เกี่ยวกับการนำภาพไปใช้มีดังนี้ ...
การเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ภาพพระราชกรณียกิจ พระราชดำรัส พระบรมราโชวาทและสื่อวีดิทัศน์ ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ไปเผยแพร่ ต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต การขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต"

อ่า เราไม่ทราบเหมือนกัน ไม่ถนัดทางนี้


๕. พี้คที่สุดเห็นจะเป็นโพสต์ของกระทาชายนายนี้ ที่ใช้แฮ้สแท็กว่า #เหมือนมาก เขาลงภาพที่ใครได้ดูต้องตะลึง


วันอาทิตย์, ตุลาคม 15, 2560

คลิปLive! สดๆ! เสวนา "มรดกคนเดือนตุลากับอนาคตสังคมไทย" 14 ตค 2560 ในโอกาสครบรอบ 44 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา




https://www.youtube.com/watch?v=1CNnQttu8Gs

Live! สดๆ! เสวนา "มรดกคนเดือนตุลากับอนาคตสังคมไทย" 14 ตค 2560

bamboo network
Streamed live on Oct 14, 2017

กำหนดการเวทีเสวนาวิชาการในโอกาสครบรอบ 44 ปีเหตุการณ์ 14 ตุลา หัวข้อ "เหลียวหลังแลหน้า มรดกคนเดือนตุลากับอนาคตสังคมไทย" ว่าด้วยมรดกของคนเดือนตุลา ทั้งรุ่น 14 ตุลาและ 6 ตุลา ทั้งที่ถูกรื้อทำลายไปแล้วและที่ยังส่งผลถึงสังคมไทยในปัจจุบัน อีกทั้งความคาดหวังของคนเดือนตุลาต่ออนาคตสังคมไทย 

วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม 2560 เวลา 12.30 น. - 16.30 น. ณ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

12.30 น. ลงทะเบียน ฉายสารคดี "บันทึกประวัติศาสตร์ 14 ตุลา" 

13.30 น. เสวนา "เหลียวหลังแลหน้า มรดกคนเดือนตุลากับอนาคตสังคมไทย" 

หัวข้อย่อย: - 

"มรดกคนเดือนตุลาด้านการเมือง" โดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 - "มรดกคนเดือนตุลาด้านแรงงาน" โดย คุณศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์แรงงาน - 

"มรดกคนเดือนตุลาด้านศิลปวัฒนธรรม" โดย คุณสุขุม เลาหพูนรังษี อดีตประธานชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) 

ดำเนินรายการโดย คุณณัฏฐา มหัทธนา พิธีกรรายการโทรทัศน์ ครู และนักกิจกรรม 

16.30 น. ปิดงานเสวนา 

ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมการเสวนา และไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า 

พิเศษ แจกหนังสือ "ฟัง คิด ถาม เรื่องป๋วย" สำหรับผู้เข้าฟัง จำนวน 100 เล่ม อภินันทนาการจากโครงการ 100 ปีชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 

จัดโดย พรรคใต้เตียง มธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.)

น้ำท่วมกรุงครั้งไร คำพูด 'หนูดี' ก็ผุดขึ้นมาหลอน

พอฝนตกหนัก น้ำท่วมกรุงครั้งไร ก็หนีไม่พ้นคนคิดถึงการเมืองเรื่องเก่าๆ ครั้งท่วมใหญ่ปี ๕๔ และก่อนที่ใครจะคิดถึงว่าทำไมยิ่งลักษณ์จึง เอาไม่อยู่ ในครั้งนั้น พลันชื่อ หนูดี ก็ผุดขึ้นมาหลอน

“น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว...ผู้นำโง่” ประโยคทองของน.ส.วนิษา เรซ นักเรียนนอก จบโทฮาวาร์ด คนสวย คนดังหรือ เซเล็บในครั้งนั้น ซึ่งเชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ เขียนสะกิดต่อม ความดีคนกรุงเทพฯ ฐานเสียงพรรคฝ่ายค้านและบรรดา ผู้ดี ทั้งหลายพุ่งกระฉูดเสียจนความมั่นใจแก้ปัญหาน้ำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเวลานั้น เปลี่ยนจาก เอาอยู่ ไปเป็น เอาไม่อยู่

ประโยคเดียวกันนี่ก็เอามาใช้ได้เหมาะเหม็งกับคนที่ออกตรวจภาวะน้ำท่วมเคียงข้างยิ่งลักษณ์คราวนั้น บัดนี้มาเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่ให้ท้ายตุลาการจัดการกับเธอจนต้อง เผ่นหนี

ปีนี้ฝนชุกอีก แถมด้วย พายุขนุนกระหน่ำหนัก น้ำทะลักเข้าท่วมตัวเมืองต่างๆ ทางภาคเหนือและอีสานมาก่อนหน้านี้ กระทั่งเมื่อกลางดึกคืนวันที่ ๑๓ ตุลาคม ต่อเนื่องเช้าวันที่ ๑๔ เข้าถึงกรุงเทพฯ น้ำท่วมถนนหนทางและบ้านเรือน ๕๕ จุด ในกลางกรุง

ขนาดบ้านของอดีตนายกฯ ขวัญใจฝ่ายค้านเก่าก็ยังไม่รอด เห็นบ่นว่านี่เป็นครั้งแรกของเขา เก็บของหนีไม่ทัน รถเสียหาย


พลโทไก่อูโฆษกรัฐบาล ออกแถลงหน้าจอ แก้ตัว แก้ต่าง แก้ไขความจริงทันใด “ปีนี้น้ำน้อย ไม่เหมือนปี ๕๔” แต่ว่ารายงานข่าวจากบีบีซีไทยระบุอีกอย่าง

“หนังสือพิมพ์หลายฉบับ เช่น ไทยรัฐ คมชัดลึก ระบุตรงกันว่า ปริมาณฝนที่สะสมมาในช่วง ๒๔ ชั่วโมงที่ผ่านมา ที่จุดวัดสำนักงานเขตพระนครถือว่ามากที่สุดในรอบกว่า ๑๐ ปี”

โพสต์ทูเดย์ รายงานเมื่อบ่ายวันที่ ๑๔ ต.ค. “น้ำท่วมสูงบนถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงแยกสุทธิสาร-ดินแดง หลังจากฝนตกหนักเป็นเวลานาน ปริมาณน้ำสูงจนรถเก๋งธรรมดาแล่นผ่านไม่ได้ ต้องจอดเสียโดนน้ำเข้าเครื่อง...การจราจรเป็นอัมพาตนานหลายชั่วโมง ในช่วงเช้ามืดถึงช่วงสาย”

ด้าน Voice TV 21 แจ้งว่า “ผู้ว่าฯ กทม.ขอโทษประชาชน ที่ไม่สามารถรับมือน้ำท่วมรอระบายได้ เนื่องจากน้ำฝนเยอะมากจริงๆ” พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ คสช. ตั้งสงสัยไม่แกร่งกล้าเท่าผู้ว่าฯ ปชป. จากการเลือกตั้ง

จึง “ยอมรับ อุโมงค์ยักษ์บางซื่อยังใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะประตูระบายน้ำริมคลองยังสร้างไม่เสร็จทุกจุด”

ขณะที่ หทัยรัตน์ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอสไปดูสถานีสูบน้ำบึงมักกะสัน “พบว่าเครื่องสูบน้ำเสียทุกตัวจนระบายน้ำจากเขตดินแดงไม่ได้ https://www.facebook.com/Hathai.Hathai/posts/10155786645769122 


อย่างไรก็ดี กรมอุตุฯ ประกาศรัวๆ ติดกันมาเป็นฉบับที่ ๘ ว่าพายุขนุนจะขึ้นฝั่งตอนใต้ของเมืองฮานอยแล้วอ่อนกำลังลงเป็นแค่พายุ ดีเพรสชั่น ความกดอากาศต่ำเมื่อเข้าถึงลาว ส่งผลให้ภาคอีสานของไทยโดนหางเลข ยังคงมีฝนไม่หยุดช่วง ๑๖-๑๘ ต.ค.


เช้านี้ (๑๕ ต.ค.) @js100radio เบิกฟ้าด้วยรายงาน “กรุงเทพแดดแรง อากาศดี คลองแสนแสบน้ำลงแล้ว เรือโดยสารให้บริการตามปกติ #ยกระดับรามรถน้อยคล่องตัว

แต่ว่าเมื่อปีที่แล้ว ราวเกือบจะปลายมิถุนา ๕๙ ฝนตกหนักแบบนี้ จนน้ำท่วมเฉียบพลันทั่วกรุง นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นซึ่งเป็นคนเดียวกับขณะนี้ และยังจะเป็นต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี ถ้าคำพูดของเขาเองเป็นจริงขึ้นมาได้ หลังจากไม่ได้เป็นอย่างพูดมาแล้วหลายหนตลอดสามปี พูดถึงภาวะน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดว่า

“ขอให้เตรียมความพร้อมที่จะรับสถานการณ์หากน้ำท่วม ซึ่งจะไม่ให้เกิดเลยก็ไม่ได้เพราะพื้นที่ประเทศไทยต่ำ (แกพูดพลั้งผิดไปนิด น่าจะบอกว่าแค่กรุงเทพฯ) โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ยังไงมันก็ท่วม

ถ้าไม่อยากให้ท่วมก็ไปอยู่ที่อื่น เพราะทำไม่ทัน ไปหาที่อยู่สูงๆ เอาแล้วกัน...วันนี้ไม่ได้ไล่ แต่ต้องมาช่วยกันทำให้ประเทศสูงขึ้น เพราะมันต่ำอยู่แล้ว ถ้ามีคนไม่ดีมันก็หนักแผ่นดินมากขึ้น จะจมลงไป”


 
จะให้ตอบตอนนี้ คงต้องชี้ว่า คนไม่ดีที่ทำให้หนักแผ่นดินอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดไว้ หากหมายถึงยิ่งลักษณ์-ทักษิณ และบรรดาพวกต้านรัฐประหาร เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยหลายคนต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศกันแล้ว แผ่นดินยังสูงไม่พอน้ำท่วมไม่ถึงอีกเหรอ จะต้องไล่ออกไปอีกกี่คน

คำพูดของ หนูดี จึงได้กลับมาหลอน และเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ (ไม่จำเป็นต้องขู่จะจัดการด้วยข้อหา พรบ.คอมพิวเตอร์) ที่ชาวบ้านร่ำลือกันไปต่างๆ นานา รวมทั้งเรื่อง มีการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลลงแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านคลองแสนแสบให้ระบายสู่แม่น้ำบางปะกงเหมือนเมื่อปี ๕๔

อันทำให้ปีนั้นยิ่งลักษณ์ เอาไม่อยู่แล้วหนูดีเขียนว่า ผู้นำโง่เป็นวลีฮิตส่งต่อกันดังลูกโซ่ แม้นว่าเจ้าตัวจะออกมาแถแก้ต่างไปน้ำขุ่นๆ ว่า “ตนหมายถึงผู้นำที่ประกาศให้ชาวบ้านอพยพหนีตายกลางดึก ในจังหวัดปทุมธานี ทำให้คนโกลาหล ไม่มีระบบ และไม่มีข้อเท็จจริง

ก็ยังดีที่หนูดีกล้ารับผิดในตอนนั้น ว่า “ผิดไปแล้วก็พร้อมขอโทษ ไม่ได้หมายถึงนายกฯเลย ถ้าใครอ่านกลางๆ เราไม่ได้หมายถึงนายกฯ เราพลาดเอง


เหมือนที่ผู้นำ กทม.กล้าพูดตอนนี้ว่า “ไม่สามารถรับมือน้ำท่วมรอระบายได้” ต่างกับ “ผู้นำคนนั้น” จะพูดอีกไหมว่าแผ่นดินยังไม่สูงพอ

วันเสาร์, ตุลาคม 14, 2560

คนดีที่เฮงซวย...





#คนดีที่เฮงซวย

(ซ้าย)"ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว"(เดิมชื่อจีน"จุ้งเคี้ยง แซ่ฉั่ว"(蔡駿强 ไช่ จวิ้น-เฉียง)หรือ"ไอ้ก้านยาว"(Walking Tall)
นักศึกษาเกษตรศาสตร์ที่ร่วมชุมนุมขับไล่สามทรราชย์ ถือกระบองตั้งท่าต่อสู้กับทหารที่มีอาวุธครบมือ ก่อนที่เขาจะถูกยิงล้มลงหน้าโรงแรมรอยัล(รัตนโกสินทร์) เที่ยงวันที่ 14 ตุลาคม คศ.1973

(ขวา)อีกหลายปีต่อมา "ประพัฒน์ แซ่ฉั่ว"กลายเป็น"ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" รมว.กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมัยรัฐบาลทักษิณ 1(2002-2004)

และต่อมา
เจ๊กประพัฒน์ชาวยะลา ในวัย64 รับใช้เผด็จการทหารที่รัฐประหารโค่นล้มประชาธิปไตยและฉีกรัฐธรรมนูญ
ได้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสินเชื่อเกษตรแห่งชาติ กรรมการในคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 105/2557 ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง และประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ
และไม่นานมานี้
มีชื่อในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีกับเขาด้วย

(สำนักข่าวหงวน จัดให้)


Sa-nguan Khumrungroj

ooo



วันนี้ (11 ส.ค. 60) ที่บริเวณอนุสรณ์สถานจอมพลถนอม กิตติขจร อ.เมือง จ.ตาก พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรของจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาเพื่อระลึกถึงคุณความความดีของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่มีต่อจังหวัดตาก โดยมีหน่วยงานทหารทุกหน่วย ร่วมวางพวงมาลาได้แก่ กองทัพภาคที่ 3 ,กองกำลังนเรศวร ,มณฑลทหารบกที่ 310 ,สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา ,กองพันทหารราบที่ 1 กองพันทหารราบที่ 2 กองพันทหารราบที่ 3 และกรมทหารราบที่ 14 ตามลำดับ

จอมพลถนอม กิตติขจร เกิดที่บ้านหนองหลวง อ.เมืองตาก เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2454 วัยเด็กได้รับการศึกษาครั้งแรก ที่โรงเรียนวัดโคกพลู อำเภอเมืองตาก ต่อมาได้ไปศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก เข้ารับราชการเป็นนายทหารกองทัพบก ยศร้อยตรี ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ขยันขันแข็งตลอดมา จนได้รับโปรดเกล้าพระราชทานยศเป็น จอมพลกองทัพบก จอมพลเรือ และจอมพลอากาศ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2501 และต่อมาอีก 3 ครั้ง

การพัฒนาจังหวัดตาก ได้ริเริ่มสร้างบริเวณศูนย์การค้าเมืองตากใหม่ ริเริ่มให้มีศูนย์ราชการจังหวัด ริเริ่มสร้างถนนจากอำเภอเมืองตากไปอำเภอแม่สอด และต่อไปยัง 4 อำเภอชายแดน ทำให้จังหวัดตากเจริญรุ่งเรือง อย่างรวดเร็ว การที่จังหวัดตากได้มีปูชนียบุคคล เช่น จอมพลถนอม กิตติขจร นั้น สมควรที่อนุชนรุ่นหลัง จะได้เรียนรู้และศึกษาต่อไป.

http://pr.prd.go.th/tak/ewt_news.php?nid=3321&filename=index%2FFORTICLIENT_CONTINUE




Atukkit Sawangsuk


น้ำท่วมปี 54 มีคนนำเรื่องไปฟ้อง ปปช.ว่ารัฐบาลยุคนั้น ไม่บริการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เอ่. .ปีนี้..ไม่มีใครคิดฟ้อง..รัฐบาลนี้เหรอครับ??












ที่มา FB
สมคิด อุบล added 5 new photos.
6 hrs ·

ooo










ooo



ooo






‘มาร์ค’ เซ็ง น้ำท่วมเข้าบ้านครั้งแรก ยังไม่ทันเก็บของขึ้นที่สูง รถเสียไปเรียบร้อยแล้ว


ฆราวาสที่อยากปฏิรูปพระสงฆ์ จะปฏิรูปพระสงฆ์ ต้องรู้อะไรบ้าง... อ่าน...



https://www.facebook.com/wattana.panadipo/videos/732343043641698/


ปฏิรูปพระสงฆ์ ต้องรู้อะไรบ้าง

มีกลุ่มฆราวาส อยากปฏิรูปพระสงฆ์
เสนอห้ามพระรับเงิน ใช้เงิน ให้รักษาแต่ศีลอย่างเดียว..และคิดกันว่าพวกตนจะมาดูแลพุทธศาสนาเอง(มารับเงินแทนพระ?)
ได้ฟังแล้วก็อดขำไม่ได้
รู้หรือไม่ว่าแต่ละวัดใช้จ่ายอะไรบ้าง ?
เอาเฉพาะค่าไฟฟ้า น้ำประปา เดือนหนึ่ง แต่ละวัด(วัดเล็กๆ)จ่ายอย่างต่ำ 4 หมื่นบาท ปีละ 480,000 บาท
นี่ยังไม่ พูดถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆร่วมเดือนละ 100,000 + บาท

ในกรุงเทพ มีทั้งหมดกี่วัด ?
มี 450 วัด แบ่งออกเป็นวัดใหญ่ๆ ประมาณ 150 วัด ค่าไฟฟ้า น้ำประปา
เดือนหนึ่ง 200,000 บาท รวมตกเดือนละ 30,000,000 บาท (สามสิบล้าน)
วัดเล็กๆ อีก 300 วัด ค่าไฟฟ้าประปา เดือนละ 4-5 หมื่น
รวมแล้ว 15,000,000 บาท (สิบห้าล้าน)
รวมเดือนหนึ่ง วัดในกรุงเทพ เสียค่าไฟกับค่าน้ำประปา เดือนละ 45 ล้านบาท
ปีละ 540,000,000 บาท (ห้าร้อยสี่สิบล้านบาท)
นี่เฉพาะในกรุงเทพจังหวัดเดียวเท่านั้น และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ

วัดทั่วประเทศ มีทั้งหมด 33,902 วัด
ปีหนึ่ง ต้องใช้งบประมาณ เฉพาะค่าไฟฟ้า ประปาถึง 18,307,080,000,000 บาท
ถ้ารวมค่าบูรณะปฏิสังขรณ์ ค่าภัตตาหาร ด้านการศึกษาค่า ค่ายานพาหนะ ค่าจิปาถะ ใช้จ่ายอีกเท่าตัว ครับ

เวลาจะคิดอะไร ช่วยคิดเชิงระบบ รู้รายละเอียดให้มากกว่านี้ ไม่ใช่คิดส่งๆ เหมือนคนไม่รู้เรื่อง แล้วอยากจะมาปฏิรูปพระ...ล่มจมแน่นอน
ถ้าคิดกันได้แค่นี้ กลับไปศึกษารายละเอียดก่อน ที่จะกลายเป็นตัวปัญหาทำให้พระศาสนาเสื่อมสูญไวขึ้น



Wattana Pannadipo added 2 photos and a video.
October 11 at 1:23pm ·






อินไซด์คุกการเมือง :บันทึกนักโทษคดีการเมือง ตอนที่ 6

บันทึกนักโทษคดีการเมือง ตอนที่ 6 :อินไซด์คุกการเมือง

เมื่อย่างเข้าสู่ประตูคุก เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครวันแรกนั้น เขาจะพาไปส่งที่แดนแรกรับซะก่อน เรียกว่าแดน1

ตรงหน้าแดน เปิดประตูเข้าไปด้านขวามือจะเป็นออฟฟิศเล็กๆ สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้คุม ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่คนหรอก แต่ทางผู้คุมจะตั้งนักโทษมาช่วยงานกันเพียบ เรียกว่าให้นักโทษคุมนักโทษด้วยกันซะมากกว่า

เดินผ่านออฟฟิศผู้คุมเข้าไป จะมีลานกว้างประมาณสนามบาสเก็ตบอล เอาไว้เป็นที่รวมพลเคารพธงชาติ สวดมนต์ไหว้พระ ฟังหัวหน้าผู้คุมอบรมทุกเช้า ที่เหลือก็เอาไว้เป็นสนามฟุตบอล และนักโทษกระเทยขอแบ่งไปเล่นวอลเลย์บอลบ้าง

เลยลานโล่งเข้าไปเป็นเรือนนอนไม้ขนาด 2 ชั้น ชั้นแรกเอาไว้รับบรรดานักโทษที่เข้ามาใหม่ห้องหนึ่ง เอาไว้รับนักโทษที่เดินทางออกไปศาลเพื่อพิจารณาคดีและกลับมาตอนค่ำอีกห้อง ส่วนอีกห้องเอาไว้รองรับนักโทษที่ชราภาพและพิการ แต่หลังๆ ก็ค่อยๆ กลายร่างมาเป็นห้องขังสำหรับนักโทษ VIP และมีห้องขังเดี่ยวสำหรับนักโทษที่แสบๆ ทั้งหลาย ส่วนใหญ่ก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกัน พอโดนซ่อมมาหนักๆ แล้วก็เอามาขังเดี่ยว

ชั้นสองจะแยกเป็นห้องนอนฝั่งซ้ายฝั่งขวาหลายสิบห้อง ส่วนพื้นที่ตรงกลางเราเรียกมันให้ดูดีขึ้นมาว่า "สายกลาง" ก็เอาไว้เป็นที่นอนเหมือนกัน

บนสวรรค์ก็มีหลายชั้น ในนรกมีหลายขุม ในคุกก็มีเกรดเช่นกัน ใครเข้าคุกมาแล้วได้อยู่แดนหนึ่งยาวไปเลย แสดงว่าคุณเป็น VIP ไม่ต้องโดนจำแนกแยกย้ายให้ไปอยู่แดนอื่นๆ ตั้งแต่แดน 2 ไปถึงแดน 8

และในแดนหนึ่งเอง หากใครได้พักได้ที่นอนที่ชั้นล่างก็ถือว่าคุณเป็น Super VIP มีศัพท์แสงเรียกกันว่าเป็น "สมเด็จ" หากไม่ถึงขั้นนี้ก็ต้องขึ้นไปนอนชั้น 2 และในชั้นสองเองก็มีพื้นที่หวงห้ามสำหรับบรรดาขาใหญ่ที่ขีดเส้นแดงไว้เลยว่า ห้ามใครเข้าไปยุ่มย่ามหรือขยับตีนล้ำเส้นเข้าไป ไม่งั้นโดน

ที่ชั้นล่างยังมีบริเวณที่เป็น "กองงาน" อีกด้วย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อฝึกฝนให้นักโทษได้ฝึกหัดอาชีพ เมื่อพ้นโทษไปแล้วจะได้มีวิชาชีพติดตัว ไม่ก่อคดีกลับเข้าคุกใหม่ โดยกองงานพวกนี้ก็จะมีตั้งแต่พับถุงกระดาษสำหรับร้านกาแฟโบราณ ไปยังถุงกระดาษแบรนด์เนมที่ใช้กันในห้างสรรพสินค้าหรูๆ หรือถุงกระดาษสวยๆทั้งหลาย กองงานไม้จิ้มฟัน คือเอาไม้จิ้มฟันใส่ลงไปในกล่องพลาสติก กองงานเย็บรองเท้า กองงานช่างไม้ กองงานกระดาษเงินกระดาษทอง กองงานปลั๊กไฟฟ้าสามตา แม้กระทั่งกองงานเอาสติ๊กเกอร์รายชื่อแปะซองจดหมายสำหรับธุรกิจร้านค้าต่างๆ ที่ทำการตลาดผ่านจดหมาย

พูดง่ายๆ ว่าคนที่อยู่โลกภายนอกถึงจะรังเกียจเดียดฉันท์คนคุกอย่างพวกเราเพียงไร แต่พวกคุณไม่รู้หรอกว่าเราอยู่ใกล้ชิดกันขนาดไหนในแต่ละวัน 

ตื่นเช้ามาถ้าคุณควานหามือถือสมาร์ตโฟนที่เสียบชาร์จไฟกับปลั๊กสามตาอยู่ แล้วเอากระดาษเงินกระดาษทองเผาส่งให้บรรพบุรุษ ถ้าคุณสวมรองเท้าแตะสวยๆ แต่ราคาถูก คุณกินข่้าวเสร็จคว้าไม้จิ้มฟันมันก็ฝีมือพวกเรา

คุณไปเดินห้างช็อปปิ้ง คนขายหยิบใส่ถุงกระดาษสวยๆ ให้คุณหิ้วกลับบ้าน ถุงทุกใบมาจาก "ข้างในคุก"
คุณแวะซื้อกาแฟโบราณและกาแฟมีแบรนด์ เขาใส่ถุงกระดาษสวยๆ นั่นก็ฝีมือเรา  

...ก่อนจะนอนคุณเสียบสายชาร์จกับปลั๊กสามตา นั่นหละฝีมือพวกเรา สรุปว่าตั้งแต่ลืมตาไปยันเข้านอน เราอยู่ใกล้กันมากกว่าที่คุณๆ คิด

ระหว่างคุณขับรถไปตามท้องถนนหากมองไปข้างถนนซักหน่อย เจอคนใส่ชุดสีน้ำเงินมอๆ สกปรกมอมแมมกำลังล้วงท่อล้างท่อน้ำเสี่ยเพื่อไม่ให้น้ำท่วมจากขยะอุดตัน นั่นคือพวกเราทั้งสิ้น...

งานที่คุุณๆ อาจส่ายหน้าเพราะความเหม็นเน่าน่ารังเกียจนั้น พวกเราต้อง "เบียดแย่งกัน" เพื่อมาทำนะครับ เพราะได้ส่วนลดวันต้องโทษในคุกให้พวกเราได้รับอิสรภาพไวขึ้น

สำหรับผมเองนั้นเลือกกองงานห้องสมุดครับ ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมาก็มาประจำอยู่ห้องสมุด ไปยันบ่ายสามโมงที่ทางผู้คุมต้อนเข้าเรือนนอน

ในบรรดากองงานทั้งหลายนั้น กองงานห้องสมุดถูกมองว่าเป็นงานสบายที่สุด ไม่ต้องใช้แรงงานหนัก มีโต๊ะส่วนตัวเอาไว้นั่งกินข้าวกินกาแฟสนทนากัน เป็นที่สำหรับ VIP อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ผมก็ต้องขอบคุณรุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนและปักหลักยึดกองงานห้องสมุดเอาไว้ คือคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข เมื่อมีนักโทษการเมืองเข้ามา คุณสมยศก็จะเชื้อเชิญให้มาประจำการที่ห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นคุณเจ๋ง ดอกจิก, ทอม ดันดี,จ่ าประสิทธิ์, บก.ลายจุด คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ในชั้นหลังก็มีหมอเลี้ยบ คุณอริสมันตร์ และคุณตู่จตุพรเข้ามาสมทบ

ตอนหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้น ผมเป็นนักโทษคดีการเมืองคนแรกๆ ที่เข้าไปพร้อมจ่าประสิทธิ์ จากนั้นก็ตามมาด้วยทอม ดันดี บก.ลายจุด นักศึกษาธรรมศาสตร์ นักศึกษาม.ขอนแก่น นักศึกษาม.เทคโนโลยีมหานคร คนผลิตคลิปเสียงคธาวุธนายแน่มาก กวีออนไลน์ทางเวปไซต์รุ่งศิลา

คนกลุ่มนี้เรียกกันรวมๆ ว่าเป็นพวกต้องโทษคดีการเมือง โดนมาตรา 112 และมาตรา 116 คือต่อต้านการรัฐประหารของคสช.

ส่วนอีกพวกเป็นคดีถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธสังหารผู้อื่น เช่น คดีกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าใช้เอ็ม 79 ยิงใส่ม็อบ กปปส. กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำสังหารพันเอกร่มเกล้ากับทหาร รายที่ถูกกล่าวหาว่ายิงสังหารคนของ กปปส.ที่ไปคัดค้านการเปิดหน่วยเลือกตั้งที่สมุทรปราการเมื่อต้นปี 2557

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักโทษการเมือง หรือกลุ่มที่ถูกข้อหาเรื่องการใช้อาวุธ ผมก็ยอมรับตรงๆ ว่าไม่เคยรู็จักใครเป็นการส่วนตัวมาก่อนเลย ผมรู้จักเป็นการส่วนตัวอยู่แค่รายเดียวคือ บก.ลายจุด นอกจากนั้นก็ต่างคนต่างมา

การที่คณะรัฐประหารพยายามพล็อตเรื่องว่าขบวนการเสื้อแดงมีใครซักคนเป็นหัวโจก เป็นมาสเตอร์มายด์ มีฝ่ายทำงานทางความคิดเรื่องจะเปลี่ยนแปลงการปกครองบ้านเมืองไปเป็นระบอบอื่น จะล้มล้างสถาบันสำคัญๆ มีฝ่ายเผยแพร่ความคิดแบบผมหรือพวกทำสื่อออนไลน์ และมีฝ่ายติดอาวุธครบครันนั้น..ผมว่าจะมโนมากไปอยู่หน่อย

คือหากไม่เกิดรัฐประหาร 22 พฤษภา 2557 ขึ้น ไม่มีการกวาดล้างและกวาดต้อนมาเข้าคุก ผมว่าทั้งชาตินี้ก็คงไม่มีโอกาสได้เจอหน้าค่าตาหรือได้รู้จักกันหรอก

ขบวนการที่เรียกกันหยาบๆ รวมๆ ว่า "เสื้อแดง" นั้นมันไม่เคยมีองค์กรหรือ Organization กันเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าไม่นับรวม นปช.ที่มีตู่ จตุพรเป็นประธาน มีณัฐวุฒิ หมอเหวง อาจารย์ธิดา กับนายหัววีระเป็นแกนนำ พวกนี้ก็จะมีบทบาทเฉพาะตอนจัดการชุมนุม

ในเมื่อไม่มี Organization ไม่มีมาสเตอร์มายด์ (หรือศูนย์รวมจิตใจ) ก็ไม่มีอุดมการณ์ที่ตรงกัน แต่คงมีอะไรร่วมกันได้แบบหลวมๆ

พูดง่ายๆ ว่าขบวนที่เรียกว่าเสื้อแดง หรือขบวนประชาธิปไตยในประเทศนั้นว่ากันตรงๆ คือ "ไม่เป็นขบวน" หรือ "ไม่ได้มีขบวน" ต่างไปจากขบวนพรรคคอมนิสต์ประเทศไทย ขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในแอฟริกาใต้ของแมนเดล่า...

ไม่มีองค์กร ไม่มีการจัดตั้ง ไม่มีระเบียบวินัย มีแต่คนนำแต่ไม่มีใครตาม ถ้าจะตามก็เป็นการรวมการเฉพาะกิจอย่างการชุมนุมใหญ่

เอาง่ายๆ อย่างทีมของเราทำสื่อออนไลน์ไทยอีนิวส์ เราก็ไม่เคยต้องรับคำสั่งจากใคร หรือมีธงนำจากใคร หรือการชี้นำจากใครว่าต้องไปทางไหน จะนำขบวนไปสู่ทิศทางใด นอกจากภาพใหญ่ๆ คือต่อต้านรัฐประหาร คัดค้านเผด็จการทหาร ต่อต้านการขบวนที่ต่อต้านประชาธิปไตย สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย...

เป้าหมายของขบวนการเสื้อแดงคืออะไร ก็คงตอบได้คร่าวๆ ว่าเพื่อประชาธิปไตย แต่คำว่าประชาธิปไตยของแต่ละคนในขบวนนั้นมันไม่เคยเหมือนกันเลย

ถ้านับเสื้อแดงเป็นเฉดสีแล้ว ฝั่งขวาสุดคงจะแดงระเรื่อออกไปทางชมพูหรือส้มๆ ไม่ถึงกับแดงมาก...ประชาธิปไตยของคนพวกนี้หมายความว่า ขอยืนหยัดสนับสนุนให้ทักษิณ ชินวัตร หรือวงศ์วานว่านเครือของทักษิณได้เป็นรัฐบาล

เพราะเขาเห็นว่าทักษิณมีผลงานเป็นประโยชน์กับพวกเขา ที่บ้านเมืองและฝ่ายปฏิปักษ์บดขยี้ทักษิณนั้นถือว่าไม่เป็นธรรม พวกเขาต้องต่อสู้เพื่อให้ทักษิณได้รับความเป็นธรรม...ถ้าทักษิณได้รับความเป็นธรรม พวกเขาก็ย่อมได้รับความเป็นธรรมด้วย เพราะพวกเขาสนับสนุนและโหวตเสียงเลือกตั้งให้ทักษิณกับพวกทักษิณ

คนเหล่านี้น่าจะเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในขบวนการที่เรียกกันว่า เสื้อแดง (หรือจะไปใส่เสื้อสีอะไรก็ได้ ถ้าเป็นทักษิณก็คงจะเอาด้วยทั้งนั้น)

ถัดมาตรงกลางๆ หน่อย ก็น่าจะสีแดงพอประมาณ ราวๆ แดงชาด พวกนี้เป็นปัญญาชน นักวิชาการ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว แอคทิวิสต์ นักศึกษา รวมทั้งพวกที่เคยเรียกตัวเองว่า "2 ไม่เอา" (ไม่เอารัฐประหาร และไม่เอาทักษิณ) ที่ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย ทัดทานคัดค้านเผด็จการทหาร ต่อต้านขบวนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีความเห็นอกเห็นใจบรรดาผู้สนับสนุนทักษิณโดยพื้นฐานว่า คนเหล่านี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ที่โหวตเลือกตั้งรัฐบาลของตนเอง แต่ถูกอีกฝ่ายบดขยี้ด้วยอำนาจปืน อำนาจศาล และอำนาจนำ...

แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้เอออวยไปกับทักษิณและพวก (พรรคการเมืองของทักษิณ และองค์กรมวลชนของทักษิณ คือ นปช.) ซะทุกเรื่อง หลายเรื่องก็ออกมาคัดค้านอย่างหนักมาก เช่น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย เป็นอาทิ
ผมคงจัดอยู่ในประเภทนี้...

ถัดไปทางฝั่งซ้าย เป็นพวกเสื้อแดงที่ไม่คิดว่าหนทางประชาธิปไตยอย่างเดียวจะเพียงพอสำหรับประเทศไทย ต้องไปไกลกว่านั้น พวกเขาเรียกตัวเองว่า พวกเปลี่ยนระบอบบ้าง พวกสหพันธรัฐไทยบ้าง พวกแดงใต้ดินบ้าง หรือบางทีคนก็เรียกพวกเขาว่า แดงมโนบ้าง...

คนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาเป็นแดงก้าวหน้า แต่ความเคลื่อนไหวของพวกเขาหลายครั้งบางหนก็เป็นผลเสียต่อขบวนไม่น้อย เพราะฝ่ายตรงข้ามเอาไปเหมารวมว่าพวกเสื้อแดงทั้งหมดนั้นต้องการ "เปลี่ยนระบอบและล้มเจ้า"

พวกอยู่ซ้ายสุด คือพวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ พวกเขาอาจจะเริ่มจากการเป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยในที่ชุมนุม และเนื่องจากขาดจัดตั้งที่ดี ขาดวินัย ขาดผู้นำที่ประเมินผลได้ผลเสียทางการเมือง จึงอาจแปรความขมขื่นคับแค้นไปเป็นการใช้อาวุธในทางที่ก่อปัญหาตามมา...

เพราะการกวาดล้างจับกุมหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้นฝ่ายคณะรัฐประหารสามารถนำมาเป็นหลักฐานปรักปรำขบวนฝ่ายประชาธิปไตยว่า มีกองกำลังติดอาวุธ ใช้อาวุธสังหารผู้ชุมนุมของ กปปส. และพันเอกร่มเกล้ากับทหาร โดยมีแนวคิดเปลี่ยนระบอบ และเป็นพวกล้มเจ้า!
...

พวกที่ถูกกวาดจับกวาดล้างหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นั้นมีอยู่ 2 ประเภทหลักในสายตา (หรือปรักปรำ) ของคณะรัฐประหาร คือพวกกองกำลังชายชุดดำติดอาวุธ กับพวกเปลี่ยนระบอบล้มเจ้า

ผมเองนั้นได้รับเกียรติถูก ปรักปรำให้เป็นคนพวกหลังนี้...ซึ่งว่ากันตามจริง เอาผมไปฆ่าให้ตายผมก็จะบอกว่าไม่ใช่ แต่ผมเป็นแอคทิวิสต์ที่เรียกร้องเคลื่อนไหวรณรงค์ประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยที่ง่ายๆ ตามนิยาม "ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน" นี่แหละ เหมือนๆสหรัฐอเมริกา เหมือนยุโรป เหมือนประเทศประชาธิปไตยเขาเป็นกัน ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนไปกว่านี้
....

ในระยะหลังที่ผมอยู่คุกนานเข้า ก็มีทะลักเข้ามาอีกชุดใหญ่ พวกนี้ไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ ไม่ใช่นักโทษการเมืองที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอะไรทั้งสิ้น...แต่เรียกรวมๆ ว่าพวก "แอบอ้าง"

คนเหล่านี้ก็อาทิ หมอหยอง, บิ๊กกิ๊ก-พลตำรวจโทพงศ์พัฒน์, ญาติพี่น้องของอดีตบุคคลระดับ VIP เป็นอาทิ
...

ถ้าจะว่าพวกนักโทษคดีการเมือง และพวกชายชุดดำโดนมาหนักแล้ว คนกลุ่มหลังสุดที่โดนมาตรา 112 ฐาน "แอบอ้าง" น่าจะโดนหนักยิ่งกว่า...