วันศุกร์, กรกฎาคม 28, 2560

ศาลฎีกาฯ กับกรมบังคับคดีคนละกรณี แต่ก็ลงที่ ‘ข้อหา’ เดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน จะเอาตังค์เค้า

วันก่อนบอกแค่เตรียมการ วันนี้เปลี่ยนเป็นหลังtine ที่ยึดแล้วคนละเรื่องกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขยับปาก

การยึดทรัพย์โดยกรมบังคับคดีเป็นมาตรการทางปกครอง ต้องทำตามเวลาที่กำหนด ส่วนวันที่ ๒๕ ส.ค. เป็นเรื่องของศาลซึ่งเป็นคดีอาญา”

ใครเขาก็รู้ว่ามันคนละกรณี แต่ก็ลงที่ ข้อหาเดียวกัน เป้าหมายเดียวกัน จะเอาตังค์เค้า ในรูปคดีรอศาลตัดสินวันที่ ๒๕ สิงหา ถูก-ผิดไม่รู้ (แม้ว่าใครๆ ฟันธงจำเลยไม่รอด) ก็ต้องรอดูก่อนใช่ไหม ตรรกะธรรมดา ไอ้เณรพลทหารก็รู้

กับที่ คสช. ใช้ ม.๔๔ เอาอำนาจทางปกครองมาบังคับตบทรัพย์เสียเลย แสดงว่าตัดสินไปก่อนศาล ว่าอดีตนายกฯ ที่ตนแย่งอำนาจเธอมามีผิดแล้วเรียบร้อย อย่างนี้ต้องเรียกกว่า ชิงสุกก่อนห่า.(ม)

ดังที่นายนพดล หลาวทอง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า “ธนาคารได้ดำเนินการอายัดและถอนเงินออกจากบัญชีธนาคารทั้ง ๗ บัญชี เพื่อส่งมอบให้กับสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพฯ ๖ แล้ว ตามคำสั่งอายัด...

หากยังปล่อยให้หน่วยงานทางปกครองตั้งเรื่องเอง สั่งยึดอายัดทรัพย์เอง โดยไม่รอการพิจารณาของศาล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร การพิจารณาของศาลยังจะมีความหมายอยู่อีกหรือไม่

กลายเป็นว่าหน่วยงานทางปกครองจะใหญ่กว่าศาลหรือ”


และที่พี่ตูบไขสือทำเป็น ขู่ฟ่ออย่าเอาสองเรื่องมาพันกัน อย่าเอามากลายเป็นประเด็นเพื่อปลุกระดม” ก็ไม่ได้มีใครเขาเอาสองเรื่องมาปนกัน แต่ว่าสองกรณีนี้มันต้องเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว

กับที่พวกพ้องของคนที่โดนกระทำเจียนกระอัก ร้องโวยวายขึ้นมานี่น่ะ “ปลุกระดม” เหรอ

เรื่องของเรื่องตอนใช้อำนาจนี้คุณพี่มักง่าย ตอนนั้นไม่รู้ศาลจะไปทางไหนเพราะจำเลยสู้สุดฤทธิ์ ก็เลยเอาอำนาจทางปกครองมาใช้ก่อน แค่นั้นแหละ วิธีบริหารแบบ ‘oral…’ สำเร็จ (ราชการ) ด้วยปากของ คสช.

หรือที่ทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมายว่า “ถูกฟรี้ซเอาไว้ไม่ให้จำหน่ายจ่ายโอน” แต่ทำไมต้องถอนออกมาก่อนด้วยล่ะ

ดร.วิษณุ เครืองาม อ้าง “เงินที่ถูกอายัดมี ๑๖ บัญชี โดย ๕ บัญชีรวมแล้วมีเงินเป็นหลักแสนบาท ถูกกรมบังคับคดีถอนออกมา เป็นอำนาจตามกฎหมาย แต่ยังไม่ได้ถูกส่งเข้าคลังทันที ทรัพย์ยังอยู่ที่กรมบังคับคดี”

จะหลักแสนหรือหลักร้อยก็เงินของเขาที่ลูกไล่ คสช.ใช้อำนาจวิเศษถอนออกมา ไหนว่าจะเป็นไตแลนเดีย ๔.๐ ไฮเท็ค วิธีการยับยั้งกระแสรายวันบัญชีสั่งฟรี้ซเลยไม่ได้ ต้องเบิกเอามาฟรี้ซในกระเป๋าตัวเองเหรอ บูล..น่ะ

 
ทนายจำเลยชี้ว่า “การอายัดดังกล่าวเข้าใจว่าทำก่อนที่ทีมทนายจะยื่นเรื่องต่อศาลปกครองให้ทุเลาการบังคับทางปกครอง (ซึ่งศาลจะอ้างอีกไม่ได้ว่าความเสียหายยังไม่เกิด)

ขณะนี้ศาลได้รับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาแล้ว โดยเรียกให้หน่วยงานทางปกครอง ทั้งกระทรวงการคลังและกรมบังคับคดีเข้าชี้แจง (ภายใน ๑๕ วัน) ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง”

นี่ก็อีก ศาลปกครองได้รับเรื่องร้องตั้งนานแล้วไม่ยอมขยับ ประสาทช้าเพิ่งจะรู้สึกตัวตอนนี้ เมื่อเกิดสับสนอลเวง ความเสียหายเพิ่งเกิดเรอะ อ้างไปเรื่อยเปื่อย เลื้อยไปในโคลนยังกับปลาไหล นิสัยเดียวกับ คสช.

แบบวิธีการระบายข้าวของ คสช. นั่นก็มั่วนิ่ม ตัวอย่าง ข้าวในคลังแห่งหนึ่งที่อ่างทอง ค้างสต็อกจากโครงการจำนำ ๖,๖๐๐ ตัน ข้าวดีๆ ระบายเป็นข้าวเน่าเสียนี่ หลักฐานจะจะ เจ้าของโกดังเปิดโปง ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในคลังใหม่ทั้งหมด เพราะมั่นใจว่าข้าวไม่ได้เสื่อมสภาพ

“หากได้ราคาเพิ่มมาอีกแค่กิโลละ ๕ บาท เฉพาะที่โกดังของเธอที่เดียวรัฐก็จะได้เงินเพิ่มมาแล้ว ๓๐ ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ แล้วถ้าอีก ๒๐๐ แห่งเป็นแบบเดียวกัน รัฐเสียหาย หรือ ประชาชนนั่นแหละเสียหายไปเท่าไหร่” เจ้าของเพจ Thuethan Prasobchoke เขาช่วยถาม

 
อิศราภรณ์ คงฉวี แห่งคลังข้าว วรโชติ โรงสีพรแม่ยิ่งเจริญ จ.อ่างทอง ซึ่งเข้าร่วมโครงการจำนำข้าวเมื่อปี ๒๕๕๗ ปัจจุบันข้าวค้างคลัง ๖ หมื่นกว่ากระสอบ “เตรียมขนย้ายเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ หลังถูกตีตราว่ามีข้าวเสื่อมสภาพเกินร้อยละ ๒๐ ของข้าวทั้งหมด” ซึ่งเธอออกมาร้องเรียนว่าไม่เป็นความจริง

ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพข้าวในคลังใหม่ทั้งหมด เพราะมั่นใจว่าข้าวไม่ได้เสื่อมสภาพ” มิหนำซ้ำตอนที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสภาพก็ไม่ยอมให้ใครเข้าไปดู

“พร้อมยืนยันว่าไม่เคยได้รับทราบผลตรวจโดยตรง แต่รับทราบผ่านเว็บไซต์ และจะต้องรับผิดชอบถูกยึดแบงค์การันตี รวมทั้งจ่ายค่าส่วนต่างเป็นเงินนับ ๑๐ ล้านบาท

แต่การเข้าไปด้านในโกดังกลับพบว่าทหาร-ตำรวจสั่งคนนอกห้ามเข้าเด็ดขาด โดยอ้างว่าเป็นไปตามระเบียบของเจ้าหน้าที่


อะไรกัน ทั้งตุลาการและเจ้าหน้าที่ คสช. มีทั้งลักลั่น เลินเล่อ และมั่วนิ่ม คล้องจองทำนองเดียวกันก่อความเดือดร้อนเสียเงินสูญทรัพย์ ตั้งแต่อดีตนายกฯ ลงไปถึงเจ้าของคลังข้าว

แล้วยังหัวหน้าใหญ่ทำเป็น donkey ฉลาด “ตนไม่ต้องการให้เกิดปัญหา แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา...ต้องดูที่เจตนาว่าต้องการให้รั่วหรือไม่...ต้องคิดดูว่าคลังข้าวมีเป็นพันๆ คลัง...ใครจะไปตรวจสอบข้าวทุกกระสอบ

แต่รายคลังข้าวอ่างทองนั่นแอบตรวจกันว่า เน่าพอเจ้าของตรวจเองให้สื่อดูต่อหน้า เจอข้าวดีทั้งนั้นล่ะ

‘ขอให้คุณโชคดี’... สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ



ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภาพโดย: Voice TV


‘ขอให้คุณโชคดี’ กับสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ

27 กรกฎาคม 2017
TDRI


เมื่อ Voice TV ชวน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ คุยเรื่องนโยบายเศรษฐกิจไทย ทำไมถึงต้อง #ขอให้คุณโชคดี พบกับบทสัมภาษณ์ ที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ฉายภาพความท้าทายของ นโยบายเศรษฐกิจ การเมือง ระบบราชการ และไทยแลนด์ 4.0 ที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำว่า #ขอให้คุณโชคดี ในบทสัมภาษณ์ของ ดร.สมเกียรติ จะมีความหมายอย่างไร และจะจุดประกายให้คุณเตรียมตัวอย่างไร ติดตามได้ใน ‘ขอให้คุณโชคดี’ กับสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ กับ Voice TV

1. ขอให้โชคดี กับนโยบายเศรษฐกิจแบบลูกตุ้ม

เมื่อบทสัมภาษณ์มุ่งเป้าไปที่ นโยบายเศรษฐกิจไทย ดร.สมเกียรติ ได้เปรียบเทียบนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลแต่ละสมัย ในภาพใหญ่ว่าเหมือนลูกตุ้มแกว่งไปมา เพราะรัฐบาลมักออกนโยบายโดยมีเป้าหมายเพื่อพยายามตอบสนองคนกลุ่มต่างๆ ให้เห็นผลงานไวๆ เราจึงเห็นตัวอย่าง เช่น นโยบายเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ มีทั้งที่เคยค่อยๆขึ้น ขึ้นแบบช้ากว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ภาคธุรกิจได้ประโยชน์ อยู่ได้ แต่คนงานรับไม่ไหว ส่วนในบางเวลา ค่าจ้างขั้นต่ำก็ถูกปรับขึ้นอย่างเร็ว จนภาคธุรกิจปรับตัวไม่ทันรับไม่ค่อยไหว แต่คนงานมีเงินมากขึ้น ทำให้เห็นว่านโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละสมัยมักทำให้เกิดผู้แพ้ หรือผู้ได้ประโยชน์น้อยจากนโยบาย

หากวิเคราะห์นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่อดีต จนถึง ไทยแลนด์ 4.0 ว่าส่วนใหญ่มีลักษณะอย่างไร ดร.สมเกียรติ เห็นว่าขึ้นอยู่กับนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจนั้นเน้นจุดประสงค์เพื่ออะไร เพราะโดยหลักๆแล้ว มีนโยบายเพื่อตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายเพื่อตอบโจทย์กระจายรายได้

“ถ้าเป็นนโยบายที่มุ่งหวังการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สนใจเรื่องการกระจายรายได้ นโยบายที่ทำให้ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจดีและการกระจายรายได้ดีด้วย มันทำยาก ส่วนใหญ่เราจึงเห็นนโยบายของรัฐบาลไทย แต่ไหนแต่ไรสองส่วนนี้ค่อนข้างแยกจากกัน โตก็โต กระจายก็กระจาย ไม่ใช่เป็นทูอินวัน นโยบายมันจึงออกมาเป็นท่อนๆ แล้วค่อยเอามาผสมกัน นโยบายมันเป็นแบบนี้ตลอด”

“แต่ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่ทิ้งตัวใดตัวหนึ่งไปโดยเด็ดขาด มันทิ้งไม่ได้ ถ้าทิ้งการสร้างการเจริญเติบโต มันก็มีงบประมาณมาแจกกันน้อยลง แต่ถ้าทิ้งการกระจายรายได้ในช่วงที่การเมืองเป็นประชาธิปไตย ก็จะมีโอกาสแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือ แม้แต่ไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปไตยก็มีแรงกดดัน ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง ในทางหนึ่งการเอาเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้มีกำลังซื้อกลับมา ในขณะเดียวกันความไม่พอใจต่อรัฐบาลก็จะน้อยด้วย”

ในบทความนี้มองว่า อาจจะเป็นความโชคร้าย เพราะ ดร.สมเกียรติ ระบุว่า การได้มาซึ่งนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่จะตอบทั้งโจทย์กระจายรายได้และสร้างการเติบโต ต้องอาศัยการศึกษาที่มีคุณภาพ สร้างแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งทำให้ได้ค่าจ้างสูง เศรษฐกิจฐานรากดี การเติบโตของเศรษฐกิจและการกระจายรายได้มันจะเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ของประเทศไทยไม่ได้มีจุดตั้งต้นแบบนั้น

เมื่อถามถึง นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดนี้ ดร.สมเกียรติ ได้ช่วยทบทวนความจำ ฉายภาพให้เห็นว่าในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา ก่อนจะมี นโยบายเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 ได้เคยมีนโยบาย ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 เขต’ ที่ต้องการดึงดูดนักลงทุนและหวังกระจายรายได้สู่จังหวัดชายแดน แต่ผลไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา ‘นโยบายส่งเสริม 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม’ เป็นนโยบายที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยไม่เน้นการกระจายรายได้ โดยลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุน สุดท้ายก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอีกเช่นกัน ภายหลังรัฐบาลประยุทธ์หันมาชูแนวความคิด ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ และ ดร.สมเกียรติ ก็เห็นด้วยว่าเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ต้องขึ้นกับยุทธศาสตร์และการปฏิบัติในระดับโครงการ

อาจเป็นเรื่องโชคดี ในความโชคร้ายที่ผ่านมา รัฐบาลประยุทธ์เรียนรู้จากนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ตกผลึกและหยิบเอา EEC (Eastern Economic Corridor) หรือ ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก มาเป็นตัวทำให้ ไทยแลนด์ 4.0 เกิดขึ้น สิ่งแรกที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC จะทำ คือ แยกการบริหารจัดการออกจากระบบราชการ ออกกฎระเบียบเพื่อให้หลุดพ้นจากระบบราชการปกติ ซึ่งดูจะเป็นความโชคดีอีกเรื่อง แต่การหนีจากระบบราชการไทยยังไม่เพียงพอ เพราะ ดร.สมเกียรติ เห็นว่ายังมีอุปสรรคที่ใหญ่กว่า นั่นคือระบบการศึกษาไทยมีปัญหา ทำให้การส่งเสริมเศรษฐกิจใช้ความรู้ทำได้ยาก

และแม้ใน EEC จะกำลังมีบริษัททำรถยนต์ไฮบริด บริษัททำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ บริษัทซ่อมบำรุงเครื่องบินเกิดขึ้น แต่ก็เกิดจากการดึงดูดการลงทุน สร้างการเจริญเติบโต ด้วยบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน จะมีโรงเรียนฝึกช่าง แต่ลักษณะที่กำลังจะเกิดขึ้นยังคงไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจากฐานรากขึ้นมา ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนแบบสตาร์ทอัพ (Startup)

2. ขอให้โชคดี กับไทยแลนด์ 4.0


จะไปไทยแลนด์ 4.0 ดร.สมเกียรติ เห็นว่าอย่างไรก็ต้องทำให้เกิดสตาร์ทอัพ (Stratup) แต่ทุกวันนี้ สตาร์ทอัพ (Stratup) เจอกับข้อจำกัดมากมาย แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพ (Stratup) แต่นโยบายส่งเสริมสตาร์ทอัพของรัฐบาลผิดทิศผิดทาง เช่น ช่วยโดยมาตรการทางภาษี แต่ความเป็นจริงสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ขาดทุน ไปลดภาษีไม่มีประโยชน์ แล้วก่อนจะถึงตรงนั้น ดร.สมเกียรติ เห็นว่าจะต้องมีไอเดียไปทำสตาร์ทอัพ แต่หากถูกห้ามทำโน่นทำนี่ แล้วจะนำเอาไอเดียที่ไหนมาทำสตาร์ทอัพ เช่น การใช้โดรน กฎปัจจุบันนี้ โดรนขออนุญาตทดลองยากมาก ห้ามใช้ในเมือง ห้ามใช้ในชุมชน เช่นเดียวกัน ปริ้นเตอร์สามมิติ (3D Printing) นำเข้ามาจะถูกควบคุม เพราะว่ากลัวว่าจะเอาไปพิมพ์ปืน หรือ สตาร์ทอัพจะทำแอพเรียกแท็กซี่ได้ไหม ในเมื่อถึงเวลาแท็กซี่หรือรถแดงในจังหวัดต่างๆ ก็ลุกขึ้นประท้วง ด้วยกฎระเบียบ ด้วยการปิดกั้นการรับเทคโนโลยีใหม่ๆแบบนี้ ทำให้ไม่มีเชื้อความคิดใหม่ๆให้ไปทำสตาร์ทอัพได้มากพอ

ดร.สมเกียรติ เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจเยอรมนี หรือ เศรษฐกิจไต้หวัน ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมจำนวนมากมีเทคโนโลยีเอง พัฒนาเทคโนโลยีเอง เศรษฐกิจไทยไม่ได้โตจากการพัฒนานวัตกรรม ไม่ได้โตจากการลงทุนทำวิจัยเพื่อทำของใหม่ขึ้นมา แต่เศรษฐกิจไทยโตมาจากการลงทุนต่างประเทศ จากการส่งเสริมการลงทุน โตจากการส่งออก โดยใช้เทคโนโลยีชาวบ้านเขา รับจ้างเขาผลิต

“ก่อนที่ Apple จะทำไอโฟน (iPhone)ได้ เศรษฐกิจอเมริกาพัฒนาฐานรากของการสร้างนวัตกรรมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เกิดซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) เกิดมหาวิทยาลัย เกิดบริษัท เกิดกลุ่มทุนที่เอาเงินไปลงทุนกับการสร้างนวัตกรรม เกิดระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพสูงมาก ของไทยระบบนิเวศมันขาด มันเหมือนกับคุณคิดว่าจะมีคนไทยเก่งๆ สักคน แล้วคุณก็เอาต้นกล้าต้นนี้ไปหย่อนลงดิน แต่ดินไม่ใช่ดินดี ฝนมันไม่ตก ต้นมันก็ไม่เกิด มันตายไปเยอะมาก ถ้าเราไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นได้ ไม่สามารถพัฒนาแรงงานมีฝีมือขึ้นได้ เราก็สร้างการเติบโตเศรษฐกิจไม่ได้ด้วยตัวเอง เมื่อเราสร้างไม่ได้ด้วยตัวเอง เราก็ต้องไปชวนต่างชาติมาลงทุน ลดภาษี การเติบโตทางเศรษฐกิจเกิด การส่งออกเกิด แต่การกระจายรายได้แย่ลง”

3. ขอให้โชคดี กับ เศรษฐกิจไทยในกระแสโลก

ในบทสัมภาษณ์ของ Voice TV ชงประเด็นว่า ชุดนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ออกมาบางครั้งขัดกัน เพราะเราเลือกไม่ได้ระหว่างเสรีนิยมใหม่ซึ่งเป็นกระแสของโลก กับ ชุมชนท้องถิ่นพัฒนา รึเปล่า ซึ่ง ดร.สมเกียรติ เห็นในอีกทางว่า ไทยไม่ได้มีความเป็นเสรีนิยมใหม่ เพราะประเทศไทยไม่ใช่เศรษฐกิจแบบเสรีแบบโมเดลฉันทานุมัติวอชิงตันเลย

ไทยมีการเปิดเสรีน้อยมากและแบบเลือกปฏิบัติมากๆ ด้วย กรณีของไทย เปิดเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิต ภาคบริการแทบไม่ได้เปิดเลย บริการต่างๆ สงวนไว้ให้คนไทย ไม่ได้แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากมาย แปรรูปก็แปรรูปแบบครึ่งๆ กลางๆ โดยรัฐยังถือหุ้นส่วนใหญ่อยู่ กฎระเบียบที่ปล่อยให้รัฐแทรกแซงระบบเศรษฐกิจแบบมั่วๆ ก็เต็มไปหมด อย่างนี้มันไม่ใช่เสรีนิยมใหม่แน่นอน แต่ไทยก็เป็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับโลกาภิวัตน์มากจริง ผ่านการค้าและการลงทุน ส่วนใหญ่เพื่อสร้างการเติบโต แต่ก็มีส่วนที่เกี่ยวกับการกระจายรายได้อยู่บ้าง เพราะมันมีแรงกดดันทางการเมืองอยู่ จึงมีเรื่องของเศรษฐกิจจากฐานชุมชน มันจึงแยกเป็นสองส่วน ยังไม่มี Synthesis (การสังเคราะห์) ที่จะทำให้สองส่วนนี้กลายเป็นภาพเดียวกัน

ในขณะที่ด้านการลงทุนที่น่าจะมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ยักษ์ใหญ่ด้านไอที อย่าง กูเกิล (Google) หรือ เฟซบุ๊ก (Facebook) อาจจะไม่ยอมมาลงทุน เพราะติดปัญหานโยบายของรัฐไทย

“รัฐบาลไทยปัจจุบันก็พยายามไม่เปิดให้มีการสื่อสารเสรี เพราะฉะนั้นใครจะมาลงทุนในส่วนที่เป็นธุรกิจแพลทฟอร์ม (Platform) การสื่อสาร เขาก็รู้สึกว่าไม่ใช่ อย่าง กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เอง ก็มีนโยบายจะจัดการกับเฟซบุ๊ก กูเกิล ยูทูป ผลกระทบคือ บริษัทขนาดเล็กลงมาที่จะมาทำธุรกิจในลักษณะเดียวกันจะลังเลที่จะมาลงทุน เพราะเป็นห่วงด้านนโยบาย”

4. ขอให้โชคดี กับ ระบบราชการและการเมืองไทย

ดร.สมเกียรติ มองว่า ระบบราชการนั้น แต่เดิมที่เคยเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนา เพราะทำให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้กลายเป็นอุปสรรคการพัฒนา ด้วยสาเหตุ อย่างแรก ค่าตอบแทนของบุคลากรของราชการต่ำกว่าของเอกชนมาก ที่ผ่านมาราชการไปเน้นขยายปริมาณ คือขยายจำนวนคน แต่ว่าอัตราผลตอบแทนขึ้นไม่ทัน

เรื่องที่สอง การตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้มีโอกาสถูกตรวจสอบจนไม่กล้าทำอะไร

สาม การเมืองในช่วงหลังมองว่าข้าราชการคือลูกไล่ของการเมือง หลายประเทศการเมืองเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ถ้าข้าราชการเป็นเสาหลักแทนได้ นโยบายยากก็ต่อเนื่องได้ สำหรับเมืองไทยการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในช่วงหลังไม่ได้ทำโดยดูตามความรู้ความสามารถ แต่ดูตามความจงรักภักดี ว่าคนนี้เป็นคนของใคร ฉะนั้นระบบราชการไทยจึงเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และยากที่จะพาประเทศไทยไปสู่ 4.0 ได้

5. ขอให้โชคดี กับ สังคมสูงอายุ และ Technology Disruption

นอกจากข้อจำกัดเรื่องสภาพการเมืองภายในประเทศ สภาพเศรษฐกิจที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนรุ่นใหม่ยังต้องเผชิญกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และ ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในระดับวินาที

คนรุ่นใหม่จะอยู่ในสังคมที่เหนื่อยหน่อย เพราะโครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป จากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ สังคมสูงอายุเกิดจาก หนึ่ง การเกิดของเด็กลดลง สอง คนอายุยืนขึ้น เลยกลายเป็นสังคมที่มีคนสูงอายุ อายุเฉลี่ยของสังคมก็สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ แรงงานหายไปจำนวนหนึ่ง เพราะว่าเด็กเกิดน้อยลง มีคนเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง ธุรกิจใช้แรงงานเยอะๆ ก็จะไม่มีแรงงานใช้ นอกจากขาดปริมาณแล้ว ถ้าการศึกษายังคุณภาพต่ำอีก มันซ้ำเติมหลายทอดมาก อันนี้คือในซีกที่หารายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซีกที่ต้องใช้จ่ายก็จะมีความต้องการใช้จ่ายเยอะขึ้น ผู้สูงอายุเจ็บป่วย เจ็บป่วยหนักๆคนที่มีเงินออม เงินออมอาจจะหายเรียบไปเลย คนอายุยืนขึ้นต้องการบำเหน็จบำนาญมากขึ้น สรุปก็คือ ซีกรายได้ลดลง ซีกรายจ่ายสูงขึ้น เป็นสังคมที่น่าจะเหนื่อยกว่าที่ผ่านมา

ดร.สมเกียรติ ยังเตือนไปถึงอีกผลกระทบที่จะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี “คุณเจอแน่ๆ คือ Technology Disruption เพราะว่าโลกเปลี่ยนเร็วมาก ต้องการความสามารถของคนสูงมาก แต่การศึกษาแย่มาก แล้วจะปรับตัวยังไง นี่คือสิ่งที่คนรุ่นคุณจะเจอ คุณเรียนหนังสือจบมาแล้ว คุณต้องหาวิธีอัพเกรดทักษะของคุณเอง คนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ อยู่ในระบบอยู่ ก็จะเรียนสิ่งที่ล้าสมัย เรียนสิ่งที่ไม่มีประโยชน์กับการมีชีวิตอยู่ในโลกอนาคต โลกที่แม้กระทั่งคนที่เตรียมตัวดียังเหนื่อยเลย เพราะโลกมันเปลี่ยนไปเร็ว มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่น คนเก่งสิบปีก่อนอย่าง คุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แกรมมี่ ซึ่งใครๆ ก็บอกว่าวิสัยทัศน์แจ๋วมาก แต่ถูก disrupt ไป ตอนนี้ธุรกิจแกรมมี่ก็มีปัญหาการทำกำไร อาร์เอสก็เน้นไปขายเครื่องสำอางแล้ว อย่างนี้เป็นต้น คุณก็จะเห็นว่าโลกมันเปลี่ยนเร็วเหลือเกิน ขนาดคนมีความสามารถสูงๆ เก่งขนาดนี้ยังมีปัญหาในการปรับตัวเลย”

6. ขอให้โชคดี กับ ระบบการศึกษาไทย


สิ่งที่ต้องเผชิญซึ่งเป็นปัญหาใหญ่สุด ในมุม ดร.สมเกียรติ เห็นจะเป็นเรื่องการศึกษา ดังที่ในบทสัมภาษณ์ที่กล่าวถึงทุกปัญหาสุดท้ายจะวนกลับมาที่ต้นตอคือเรื่อง การศึกษาทั้งสิ้น รวมทั้งการออกนโยบายเศรษฐกิจ ดร. สมเกียรติ มองว่า หากเรามีการศึกษาที่มีคุณภาพ จะเป็นเครื่องมือตัวเดียวที่จะตอบโจทย์ได้ทั้งการกระจายรายได้และสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน

แต่ระบบการศึกษาไทยยังอยู่ในระดับแย่ และปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาใน 2 เรื่องสำคัญ คือ ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึง และคุณภาพการศึกษาต่ำ แม้ในวันนี้การเข้าถึงการศึกษาจะลดปัญหาไปได้บ้าง ด้วยการศึกษาภาคบังคับ อัตราการเข้าเรียนในการศึกษาขั้นพื้นฐานเริ่มมีเยอะขึ้น แต่ก็ยังมีนักเรียนจำนวนหนึ่งตกหล่นไประหว่างทาง ทำให้เหลือนักเรียนที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมีไม่มาก

ส่วนอีกปัญหาที่ใหญ่กว่าการเข้าถึง คือ คุณภาพการศึกษาต่ำ เห็นได้จากคะแนนสอบวัดผลระดับสากล อย่างคะแนนสอบ PISA ที่เราตกต่ำลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีขึ้น และคุณภาพการศึกษาไทยไม่ทำให้นักเรียนมีความพร้อมกับการออกมาอยู่ในโลกความเป็นจริง หากแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ ก็นำความโชคร้ายมาถึงทั้งประเทศ เพราะจะยากมากที่จะช่วยให้เศรษฐกิจโตได้ และการกระจายรายได้ก็ไม่ดีไปด้วย

เมื่อปัญหาด้านคุณภาพการศึกษาต่ำ เป็นรากฐานที่ส่งผลกระทบต่อการปรับตัวรับมือกับปัญหาต่างๆหรือสิ่งที่ยังคาดเดาไม่ได้ ดร.สมเกียรติ แสดงความห่วงกังวลถึงเรื่องนี้ จึงนำมาสู่ประโยคปิดท้ายว่า “แล้วคนรุ่นใหม่จะปรับตัวยังไง เพราะนี่คือความโชคร้ายของคนรุ่นคุณ… ขอให้โชคดี”

ขอยกย่อง เจ้าของ...โกดังข้าวที่อ่างทอง กล้าออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม!





ต้องขอยกย่องและยอมรับในหัวใจของเจ้าของโกดังข้าวที่อ่างทองเด็กสาวอายุ 28 ปี ที่กล้าออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม กล้าร้องหาสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในบ้านเมืองนี้

สิ่งที่เธอบอกคือ สงสารข้าว สงสารชาวนา และเสียดายแทนรัฐ แทนประเทศ ที่ข้าว 6,600 ตัน แทนที่จะขายได้ราคาเพิ่มมาจากที่ประมูลขายไปเป็นอาหารสัตว์

หากได้ราคาเพิ่มมาอีกแค่กิโลละ 5 บาท เฉพาะที่โกดังของเธอที่เดียวรัฐก็จะได้เงินเพิ่มมาแล้ว 30 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ

แล้วถ้าอีก 200 แห่งเป็นแบบเดียวกัน รัฐเสียหาย หรือ ประชาชนนั่นแหละเสียหายไปเท่าไหร่

ผมพูดเรื่องข้าวดีเอาไปตีขายเป็นข้าวอาหารสัตว์ และ บริษัทค้าข้าวแย่งข้าวอาหารสัตว์กันยังกับแย่งทองคำมาตั้งแต่เริ่มประมูล แต่ด้วยเป็นเสียงเล็กๆ จึงไม่มีคนสนใจในวงกว้าง คราวนี้ออกสื่อหลัก คงเป็นที่สนใจของสังคมและผู้คน

ในยุคมืดแบบนี้นับจากนี้ไม่รู้เธอจะพบเจอกับอะไรบ้าง แต่ไม่ว่าเป็นใคร ก่อนจะตัดสินใจเดินฝ่าสายฝน ย่อมต้องรู้อยู่แล้วว่าต้องเปียก ขอให้สังคมช่วยกันจับตาและร่วมยื่นร่มกันฝนให้กับเธอ

ขอยกย่องสื่อที่เข้ามาจับเรื่องนี้และนำเสนอต่อสังคมแบบตรงไปตรงมา ไม่นิ่งเฉยต่อความเป็นธรรม

มาคอยดูกันว่า รัฐบาลคนดีเขาจะทำอะไรบ้าง


Thuethan Prasobchoke




(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=905493166255684&set=pcb.905499332921734&type=3&theater)

...

เจ้าของโกดังข้าว จ.อ่างทอง ร้องขอตรวจสอบคุณภาพข้าวใหม่ - เข้มข่าวค่ำ



https://www.youtube.com/watch?v=t7X_BL2xusQ

...


...



https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/videos/1603260466360525/


เรื่องที่ยึดเงินยิ่งลักษณ์ - "กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ " (ปล้นชัดๆ ?!?)




เรื่องที่ยึดเงินยิ่งลักษณ์

ที่มา FB
กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ


ทำตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 และตามคำสั่งคสช.ที่ 56/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559 เป็นคำสั่งทางปกครอง และสั่งยึดทรัพย์จริง เอกสารแผ่นกรมบังคับคดี ลงวันที่ 13 ก.ค.60 (ไม่กี่วันก่อนนี่เอง)

ทั้งที่ปูยื่นเรื่องต่อศาลปกครองตั้งแต่เมษายน 60 แต่ศาลกลับไม่ได้สั่งคุ้มครอง แถมบอกยังไม่ได้มีการยึด นี่ก็สรุปว่าโดนไปแล้ว เอกสารนี้ที่จริงก็เห็นเอกสารเช็คเด้งเผยแพร่ออกมาแล้ว แต่อยากให้ทุกท่านได้เห็นร่วมกัน พร้อมคำสั่งอายัดแบบเต็มๆ จะได้ช่วยเป็นประจักษ์พยาน


ท่านสมาชิก และไม่ใช่สมาชิกทั้งหลาย
ช่วยแชร์ออกไปให้คนเห็นโดยทั่วกัน

ดัชนีภาพ

1. จดหมายสำนักงานบังคับคดี อ้าง ก.คลัง





2.-3. คำสั่ง คสช. 56/2559







4.-5. เช็คของยิ่งลักษณ์ เบิกเงินไม่ได้







6. บัญชีที่โดนอายัด (ธ.กรุงเทพฯ เบื้องหลังนี่ใครหนอ)




ooo





วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 27, 2560

As Thailand restricts internet freedom, cyber activists work to keep an open web




As Thailand restricts internet freedom, cyber activists work to keep an open web


by JANJIRA SOMBATPOONSIRI
Source: The Next Web


On June 9 2017, a Thai man was sentenced to 35 years in jail for sharing Facebook posts. The crime: he allegedly defamed the king.

This harsh sentence is just one example of Thailand’s increasing repression in the digital sphere. Since the 2014 coup, the Thai military junta has take a hard stance toward online critics and dissidence.

In May, authorities threatened to shut down Facebook if the company failed to remove content deemed “inappropriate”. Facebook, which did not comply, has not been shut down. At least, not yet.

Cyber repression in Thailand

Thailand’s cyber repression seems to be linked to its troubled history of military coups.

At the advent of the 2006 military coup, the Computer Crime Act was passed, authorising state agencies to block internet content deemed a threat to national security. It encouraged “netizens” (web users, many of them young) to monitor and report transgressive internet behaviours.

This early effort emerged from alarm about the fact that the country’s two main factions, the red shirts and the yellow shirts, had taken their fight to cyberspace, with the red shirts vocally opposing the coup and questioning the country’s monarchy.



Red shirts in Bangkok.


Internet control increased tremendously after the May 2014 coup, staged to facilitate royal secession and preserve elite status quo in Thailand.

Hundreds of websites were blocked during May 2014 alone, and working groupswere set up to monitor and analyse internet content.

This heightened control was accompanied by a dramatic increase in lèse majestécharges against critics, dissidents and ordinary citizens. Non-criminal acts such as sharing or “liking” a Facebook post or chat message that insulted the monarchy became punishable by long jail sentences.

And in 2015, the Single Gateway proposal sought to monitor internet content by reducing the existing 12 internet gateways to a single, state-controlled portal.

The Single Gateway policy under attack


Against these continuing encroachments on digital privacy, Thai pro-democracy activists and civic groups have waged a courageous battle.

Opposition to the Single Gateway plan cleverly centred not on digital rights and freedom of expression (though those concerns were evident in the debate), but on more universal issues, such as e-commerce and the economy.





Some business groups, concerned that the proposal would slow internet connectivity in Thailand, raised alarm that the Single Gateway would discourage foreign investment in the country. Ordinary people, too, resented the attempt to limit internet access.

Thailand’s internet-penetration rate is 42%, and over 29 million citizens go online for entertainment, communication, public transport and food delivery.

Online game players and techies were worried that the policy would affect the speed of online games and expose their personal data.

Amid these diverse concerns, three forms of activism emerged.

The Internet Foundation for the Development of Thailand and the Thai Netizen Network created a Change.org petition online to gather signatures against Single Gateway, providing information to citizens about the effects of the proposed legislation.

Alternative discussion forums also cropped up on Facebook and elsewhere. In groups like The Single Gateway: Thailand Internet Firewall, Anti Single Gateway, and OpSingleGatway, people from across Thai society braved criminalisation to join the debate on internet control.



Civic groups are concerned about digital rights in Thailand.


An anonymous group calling itself the Thailand F5 Cyber Army utilised a so-called “distributed denial of services” (DDoS) system to wage cyber war on the Thai government. It demanded that the junta completely cancel its Single Gateway policy.

They encouraged netizens to visit official websites (among them the Ministry of Defense, the National Legislative Assembly and the Internal Security Operation Centre) and to repeatedly press the F5 key, which causes the webpage to refresh constantly, overwhelming servers.

The attacks caused many government web pages to shut down temporarily, in part because the sites were technologically outdated.

Coupled with other forms of resistance, this virtual civil disobedience worked. On October 15 2015, the junta announced that it had scrapped the plan.

The Computer Crime Act campaign


But the victory was short-lived. In April 2016, the junta proposed to modify the 2007 Computer Crime Act to better tackle cyber threats to national security, claiming it would help develop Thailand’s digital economy.

Activists again geared up for a fight. This time, given the law-and-order frame of the proposed amendment, public criticism of it took a different shape.





The business sector abandoned its concern over the economic effects of internet control to focus on the proposed law’s broad threat of legal sanction against violators, anticipating that fear would lead to self-censorship online.

Netizens used online forums to discuss the impacts of the cyber law, including the fact that it was gearing toward increasing sentences against loosely-defined cyber law “offenders”, whose crimes could merely be sharing a Facebook post deemed a threat to the nation’s moral integrity or considered distorted information.

Rights groups such as iLaw and Thai Network of Netizens took to Twitter and engaged with progressive online magazines to raise public awareness of the issue. They also worked with environmental activists who had already experienced local authorities’ abuse of the Computer Crime Act.

Meanwhile, the F5 Cyber Army continued its attacks on government websites, providing manuals so ordinary citizens could wage cyberwar. And an online petition, which received more than 300,000 signatures, was submitted to members of the National Legislative Assembly.

This time, though, popular discontent went unheeded. On December 16 2016, the revised Computer Crime Act passed in the Assembly.

Cyber activism and political messages


There are lessons to be learned from the very different outcomes of these two similar campaigns against internet regulation.

Opposition to the Single Gateway plan concentrated on its likelihood to slow internet speed. The consequences for the economy and everyday conveniences were obvious, even to apolitical citizens and junta sympathisers.

This was a critical breakthrough, because these are vulnerable policy areas for the junta. Thailand’s military leadership derives its legitimacy partly from Bangkok’s middle class, whose livelihood and everyday convenience depends on the country’s continued economic growth and global connection.

The junta had more success in its second attempt to limit internet freedom by changing its framing of the issue. By invoking a law-and-order rationale, which has constituted the junta’s source of legitimacy since its seizure of power, the government could argue that the impact of the proposed law would be finely honed: only “wrongdoers”, not regular netizens, would be punished.

This sleight of hand ultimately enabled the government to criminalise an array of online activities, handing privacy-rights advocates a major defeat. Next time the junta seeks to obfuscate its agenda with a law-and-order rhetoric, Thai activists will be better prepared.

This article was originally published on The Conversation. Read the original article.
...

Janjira Sombatpoonsiri, PhD, is an assistant professor in International Relations at Thailand's Thammasat University and co-Secretary General of the Asia Pacific Peace Research Association (APPRA).

ทนายยิ่งลักษณ์ยื่นอีกครั้ง ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคดีจำนำข้าวใช้กฎหมายไม่ต้องตาม รธน.

(หมายเหตุ นี่เป็นบทความเดียวกันกับเมื่อ ๖ ชั่วโมงที่แล้ว ซึ่งผู้เขียนได้ปรับเพิ่มเติมเนื้อหา)

ตามติ่งยิ่งลักษณ์จากเมื่อวาน ๒๖ ก.ค. คืบหน้าจากรายงานของธีรัตถ์ รัตนเสวี และพรรณิการ์ วานิช รายการทูไน้ท์ไทยแลนด์ ทางช่องว้อยซ์ทีวี


นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองอีกครั้ง ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตีความข้อโต้แย้งของจำเลยในคดีจำนำข้าว

อ้างเหตุข้อแรกว่า มาตรา ๒๑๒ ของ รธน. ปี ๖๐ บัญญัติชัดแล้วเรื่องที่มีการโต้แย้งว่าศาลใช้หลักกฎหมายต่อคดีไม่ต้องตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา ๕) ศาลฎีกาฯ จะต้องส่งให้ศาล รธน. ตีความ ไม่มีทางเป็นอื่นได้

ศาลฎีกาฯ จึงไม่สามารถสั่งยกคำร้องเสียเองได้ (ข้อ ๒) และทนายยิ่งลักษณ์ยังชี้ด้วยว่า (ข้อ ๓) บทบัญญัติมาตรา ๒๑๒ วรรคสองระบุ “ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้” ย่อมหมายความว่า การตีความเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่ใช่ศาลฎีกาฯ ตัดตอนทำเอง

ส่วนเหตุอ้างข้อ ๔ ของทนายยิ่งลักษณ์ ยกเอาบทบัญญัติข้อ ๒๐ ของข้อกำหนดเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญใน รธน.ใหม่มาย้ำซ้ำว่าศาลฎีกาฯ จะมีความเห็นเองไม่ส่งศาล รธน. ตีความ ไม่ได้ แล้วสรุปในข้อ ๕ ว่า

การที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสั่งยกคำร้องที่จำเลยขอให้ส่งศาล รธน. ตีความนั้น “อาจขัดต่อหลักนิติธรรม และการดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลางในฐานะตุลาการ”

ต่อประเด็นที่เป็นข่าวเมื่อนายมีชัย ฤชุพันธุ์ แย้มว่าหาก น.ส. ยิ่งลักษณ์จะยื่นอุทธรณ์ในวันตัดสินคดีที่ ๒๕ สิงหา ทันทีไม่ได้ ต้องรอ ๓๐ วันตามรัฐธรรมนูญ ๖๐ เนื่องเพราะกฎหมายลูก (พรป.) ในเรื่องนี้ติดขั้นตอนยังไม่ได้ประกาศใช้ ขณะนี้เรื่องอยู่ที่นายกรัฐมนตรี รอนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระราชทาน

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “สิทธิในการอุทธรณ์มันมีแต่กฎหมายลูกยังไม่ออก ก็เลยไปไม่ถูก” ตาม รธน. ๖๐ “ให้อุทธรณ์ได้ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่ว่าจะอุทธรณ์ไปที่ไหน-อย่างใด ให้เป็นไปตามกฎหมายลูก”

จึงต้องลุ้นกันอีกหน่อยว่ากฎหมายลูกฉบับนี้จะมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาทันในเวลาอีก ๑ เดือนพอดีไหม (ลุ้นดูใจบิ๊กตู่นั่นละ)

อย่างน้อยวานนี้ พ่อคนดีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดน่าฟังเหมือนกันเรื่องที่กระทรวงการคลังส่งบัญชีธนาคารของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้กรมบังคับคดีจัดการ ๑๒ บัญชี นั่นเป็นข่าวสับสนว่า เอ๊ะ ศาลยังไม่ตัดสิน คลังหิวเงินหรือไง รีบจัดการยึดทรัพย์เสียแล้ว

ลุงตูบของน้องๆ ตอบว่าเป็นการเตรียมการของเจ้าหน้าที่เท่านั้น ต้องรอศาลตัดสินเสียก่อน (พนักงานของรัฐบาลทั่นรอบคอบ รอบจัด พอตัดสินปึ๊บจะได้ยึดปั๊บเลย ว่างั้น)

แต่ปรากฏว่า สงสัยหัวหน้าใหญ่รู้ไม่หมดว่าลูกน้องทำอะไรไปบ้าง เมื่อยิ่งลักษณ์ทวี้ตสวนทันเวลา ใช้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ (แจ้งให้ชาวโลกร่วมรับรู้ด้วย) ว่า

“ไม่ใช่แค่อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการนะคะ แต่ได้ยึดและถอนเงินในบัญชีดิฉันไปแล้วค่ะ”

อ๊ะ อย่างนี้กระทรวงคลังกับนายกฯ ยึดอำนาจ ถือกฎหมายคนละฉบับหรือไร แต่ไม่มีใครโวยวายเพราะแค่ต่างสไตล์ ต่างวิธีการ เพื่อจัดการยิ่งลักษณ์และชินวัตรเหมือนกัน ด้านหนึ่งตัดหัว อีกด้านหนึ่งใช้สไน้เปอร์ ยิงเข้าหัวใจไม่ต้องยิงหัว

ถ้างั้นต้องมาดูความเห็นอีกด้าน จาก อจ. ปิยะบุตร แสงกนกกุล อีกครั้ง ที่บอกว่า “ผมพูด...ดักไว้ตั้งแต่วันที่รัฐบาล คสช. กระทรวงการคลัง เริ่มตั้งเรื่องแล้ว” ถึงกรณีการออกคำสั่งเรียกให้คุณยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากกรณีกระทำละเมิดหน่วยงาน อันเป็นผลมาจากการดำเนินการตามนโยบายจำนำข้าว...


อจ.ปิยะบุตรอธิบายว่า กระบวนการเรียกเก็บค่าชดเชยด้วยคำสั่งทางปกครองนี้มีมานานนมกาเลแล้ว โดยใช้อำนาจ “ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งระบบกฎหมายไทยจัดให้คำสั่งเรียกชดใช้นี้มีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครอง

ตัวอย่างของการเรียกเก็บแบบนี้ที่เห็นเด่นก็คือกรณีนายเริงชัย มะระกานนท์ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้มาตรการปกป้องเงินบาทในวิกฤตการคลังปี ๒๕๔๐ จนประเทศถังแตกต้องให้ไอเอ็มเอฟมาอุ้ม

ต่อมานายเริงชัยถูกเรียกค่าเสียหายแบบเดียวกับยิ่งลักษณ์ วงเงินมากมายแต่ก็ยังสู้ที่เขาจะเอากับยิ่งลักษณ์ไม่ได้

แม้ อจ.ปิยะบุตร ยอมรับว่า “กรณีที่เกิดขึ้นนี้เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีอาญา หรือคดีอื่นๆ

หากแต่ “กรณีนี้มีความสัมพันธ์กับการรัฐประหาร ๒๒ พค ๒๕๕๗ มีการใช้มาตรา ๔๔ เข้ามาช่วยด้วย ยิ่งทำให้กระบวนการที่ทำๆ กัน แม้จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ก็ส่อให้เห็นถึงความไม่สุจริตอยู่

มันอาจเป็นการใช้กระบวนการแบบบิดผันเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง หรือ abuse หรือที่ในกฎหมายฝรั่งเศส เรียกว่า le détournement de procédure” ก็ได้

แท้จริงในบริบทของกฎหมายที่จะเอาผิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เป็นละเมิดตั้งแต่แรก คือ ไม่ครบองค์ประกอบความรับผิดทางละเมิดตาม ปพพ. มาตรา ๔๒๐” โดยเฉพาะในประเด็น “การกระทำสัมพันธ์โดยตรงกับเหตุ หรือ causation

ข้อสำคัญ “ต่อให้กระทรวงการคลังวินิจฉัยให้เป็น ละเมิด และสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายนี้ได้ การละเมิดก็ไม่ได้เกิดจากประมาทเลินเล่อร้ายแรง เต็มที่เป็นได้แค่ประมาทธรรมดา

อจ.ปิยะบุตรยกตัวอย่างคดีเริงชัย “ชนะคดีมาแล้ว เพราะศาลฎีกาตัดสินว่าคุณเริงชัยประมาทเลินเล่อธรรมดา ไม่ถึงขั้นประมาทเลินเล่อร้ายแรง จากการนำเงินสำรองไปปกป้องค่าเงินบาทจน ธปท. เสียหาย

ส่วนคดีของยิ่งลักษณ์ ในศาลปกครองชั้นต้นก็มีความกรุณาโดยตุลาการคนหนึ่ง ทำนองเดียวกับที่นายเริงชัยได้รับ นายภานุพันธ์ ชัยรัต "ทำความเห็นแย้ง ให้ศาลสั่งทุเลาคำสั่งเรียกให้ชดใช้เงิน


ต่างกันตรงที่ นี่คดีเล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และชินวัตร องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกานักการเมือง คงจะไม่ให้ความสำคัญกับการตีความกฎหมายโดยให้โอกาสแก่จำเลยจากการปกป้องชาวนา เหมือนเช่นจำเลยที่ปกป้องค่าเงินบาทเคยได้รับ

"ยิ่งลักษณ์"ติดคุก นักวิเคราะห์เชื่อไม่ต่าง "อองซาน ซูจี" และอาจเข้าล๊อค "ทักษิณ"




https://www.youtube.com/watch?v=VbJPFXPNhHo

"ยิ่งลักษณ์"ติดคุก นักวิเคราะห์เชื่อไม่ต่าง"อองซาน ซูจี"และอาจเข้าล๊อค"ทักษิณ"

jom voice

Published on Jul 26, 2017

นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ Thais Voice วิเคราะห์วันพิพากษาคดีรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ว่า คดีนี้เป็นครั้งแรกที่จะเอาผิดอดีตนายกฯเพราะการปฎิบัติหน้าที่ตามนโยบาย เป็นคดีการเมืองที่ใช้ศาลเป็นเครือ่งมือ และหากคำพิพากษาออกมาให้จำคุกคณยิ่งลักษณ์ ประชาชนที่สนับสนุนก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหมดยุคของการเมืองบนท้องถนนแล้ว ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจจะมีเส้นทางชีวิตเหมือน อองซาน ซูจี ก็ได้ และถ้าวิเคราะห์แบบขำๆ อาจจะเข้าทางคุณทักษิณก็ได้ ที่ต้องการเร่งปฎิกิริยาทางการเมือง และทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น แม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่จะเป็นพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด


วันพุธ, กรกฎาคม 26, 2560

Thai king's birthday celebrations mark consolidation of power




FILE PHOTO: Thailand's King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun watches the annual Royal Ploughing Ceremony in central Bangkok, Thailand, May 12, 2017.



JULY 26, 2017 
Source: Reuters

BANGKOK (Reuters) - Authorities in Thailand are going all out to mark the birthday of new King Maha Vajiralongkorn this week as part of wider moves to consolidate his power and build his reputation as he emerges from his late father's shadow.

The king, who turns 65 on Friday, has been putting an assertive stamp on his rule since he took the throne in December following his father's death in October.

The monarchy is held in high esteem by the vast majority of Thais and, although the king is officially above politics, few would dare challenge his wishes. That gives him huge influence over politics as the country waits for an election the junta has tentatively set for 2018.

This month, Thailand amended a royal property law to formally give King Vajiralongkorn full control of the agency that manages the multi-billion dollar holdings of the monarchy.

That followed the transfer in April of various royal agencies from the government to the king's supervision.

The king has also been reshaping the palace staff and style - noticeable in the more robust language of some announcements: one official was fired for "extremely evil" misconduct.

"A lot of people would not have expected of him what he has done so far," said Pavin Chachavalpongpun of Kyoto University, a vocal junta critic who lives in exile.

"But it turns out that we have seen him moving towards consolidating his own political power... This is just the beginning."

Members of the Privy Council, a body of appointed advisors to the king, were not available for comment. The government declined to comment and the king's palace does not respond to questions from the media.

His father, the late King Bhumibol Adulyadej, known as Rama IX, ruled for seven decades and was widely regarded as the nation's moral compass. His December 5 birthday is a national holiday that was celebrated amid much pomp and ceremony.

Vajiralongkorn's birthday, July 28, was made a public holiday for the first time this year and promises to be a grand event with celebrations abroad and at home.

Bangkok's city hall will host a mass alms-offering on Friday for more than 600 Buddhist monks attended by junta chief Prayuth Chan-ocha at a public square in the city.




Well-wishers release sea turtles at the Sea Turtle Conservation Center as part of the celebrations for the upcoming 65th birthday of Thai King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun, in Sattahip district, Chonburi province, Thailand, July 26, 2017.



Turtles, Birds and Good Deeds


Meanwhile, gold-adorned Buddhist temples will host alms-giving ceremonies and release animals, including turtles and birds - a practice Thai Buddhists believe brings good fortune.

"This birthday is important. It sets the tone for His Majesty's reign so the celebrations must reflect this," said a palace source who declined to be named because of the sensitivity of the matter.

On Tuesday, Prayuth urged Thais to express their loyalty to the new monarch. "The government hopes all people will join to do good deeds," Prayuth told reporters.

Preparations for Vajiralongkorn's succession began before his father's death when he took over most of his father's ceremonial duties and was portrayed by state media as a family man and a devoted father.

Still, he has a challenge to fill his father's shoes. Bhumibol was regarded as a demi-god and his development work, promoted with zeal by the palace, endeared the late king to the population.

Vajiralongkorn spent much of the last few years abroad and has continued to do so since he took the throne. He owns a home in Munich, where his son is at school.

A request to Thai embassies to say what they were planning for the birthday celebrations came from a "Munich Operations Office" with an address at the 5-star Hilton Munich Airport hotel, according to a document reviewed by Reuters.

It was signed by Pinthep Devakula Na Ayudhaya, a minister at the Thai Embassy in Berlin.

The king's life abroad has also contrasted with his very traditionalist approach at home - filled with ceremonies and where he has instituted weekend band concerts in order to "bring happiness to the people".

German prosecutors last month said they were investigating a boy suspected of shooting plastic bullets from a toy gun at king, who was cycling near Munich.

More colourful stories about the king's life abroad published in foreign media cannot be reported in Thailand because of strict lese majeste laws protecting members of the royal family from insult.

The laws limit what all news organizations, including Reuters, can report from Thailand.


Reporting by Bangkok Bureau; Editing by Matthew Tostevin and Bill Tarrant

ถูกล้วงแล้ว... ‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ทวิตเตอร์ ‘เงินในบัญชีถูกถอน-ยึดไปแล้ว’




‘ยิ่งลักษณ์’ โพสต์ทวิตเตอร์ ‘เงินในบัญชีถูกถอน-ยึดไปแล้ว’


'ยิ่งลักษณ์' โพสต์ทวิต ‘เงินในบัญชีถูกถอน-ยึดไปแล้ว’ หลัง 'ประยุทธ์' แจงยังไม่ได้ยึด รอศาลตัดสินก่อน

วันที่ 26 ก.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกมาชี้แจงกรณีการยึดทรัพย์สินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวว่า

"ผมยังไม่ได้บอกว่าเขาผิด จนกว่าศาลตัดสินถึงจะดำเนินการได้ ไม่ใช่ตั้งใจจะไปยึดเขาก่อน เป็นการเตรียมการของทางราชการ เขาทำงานกันแบบนี้...ถ้าไม่ผิดก็จบ จะไปยึดอะไรก็ไม่ได้ เป็นการเตรียมความพร้อมเท่านั้นเอง"

ล่าสุด ในทวิตเตอร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทวิตข้อความ ระบุว่า “ไม่ใช่แค่อยู่ขั้นตอนการเตรียมการนะคะ แต่ได้ยึดและถอนเงินในบัญชีดิฉันไปแล้วค่ะ”



ขอขอบคุณ
ข้อมูล : @PouYingluck

ที่มา Sanook.com

...

...


“วาทกรรมนกแก้วนกขุนทอง” ยุค คสช.สุดแย้งย้อน สร้าง 'ความหวังในความลวง' นักวิชาการชี้...



รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา


วิชาการชี้ชัด “วาทกรรมนกแก้วนกขุนทอง” ยุค คสช.สุดแย้งย้อน / “คืนความสุข” ทำให้เชื่องและเซื่องซึม / “คนดี” ต้องมีอำนาจพิเศษ 20 ปี / “ประชาธิปไตย” ไม่เห็นหัวประชาชน (ชมคลิป)


โดย MGR Online
26 กรกฎาคม 2560





ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ทักษิณสงขลา แถลงในประเด็น การใช้ภาษาไทยกับการเมือง : การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย 4.0 เนื่องในวันภาษาไทย ชี้ชัด “วาทกรรมนกแก้วนกขุนทอง” ยุค คสช.สุดแย้งย้อน / “คืนความสุข” ทำให้เชื่องและเซื่องซึม / “คนดี” ต้องมีอำนาจพิเศษ 20 ปี / “ประชาธิปไตย” ไม่เห็นหัวประชาชน

รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ จ.สงขลา แถลงในประเด็น การใช้ภาษาไทยกับการเมือง : การอุปลักษณ์และความแย้งย้อน ยุคประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ (29 กันยายน 2560) โดยระบุว่า

ในท่ามกลางกระแส และการตื่นตัวอย่างขนานใหญ่ของสังคม และประชาชนทั่วไปต่อการดำเนินนโยบายทางการเมือง และการริเริ่มนโยบายพัฒนาประเทศเพื่อพัฒนา/เปลี่ยนผ่านประเทศไทย จากวิกฤตการทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไปสู่ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ภายใต้รูปแบบการขับเคลื่อนที่เรียกว่า ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 นั้น ภาษาไทยมีบทบาทสำคัญในการ “สื่อสาร” สร้างอุดมการณ์ และการขับเคลื่อนเชิงนโยบายประเทศไทย 4.0 และนโยบายอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ซ่อนเงื่อนโยงใยไม่สิ้นสุด ผ่านการสร้าง “อุปลักษณ์” (Metaphor) ที่ไม่เป็นเพียง “ถ้อยคำเปรียบเทียบที่แล่นวูบ” เท่านั้น

แต่เต็มไปด้วยศิลปะ/ชั้นเชิงของการประดิดประดอยภาษา ที่เกิดจากสร้าง “ความคิดเชิงอุปลักษณ์” (Conceptual Metaphor) อันหลายหลาก ภายใต้วิธีคิด วิธีการ กระบวนการ และการปฏิบัติการทางการเมืองที่ลึกซึ้ง และแยบยล กระทั่งกลายเป็น “คำอุปลักษณ์” ที่ดำรง-ผลึกแน่นในการรับรู้ และสามัญวิถีของผู้คนในสังคมนั้น โดยกลไกรัฐเชิงสถาบัน และโครงสร้างอำนาจที่ทำให้ปราศจากการตั้งคำถาม การปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การรับรู้ข้อมูล/ข้อเท็จจริง รวมทั้งการข่มขู่ คุกคาม จับกุม คุมขัง จ้องจับ ทำให้หวาดกลัวด้วยกลไกอำนาจรัฐ ทั้งที่เปิดเผยและปิดเร้นอำพราง ดังเช่น คำอุปลักษณ์ว่าด้วยการคืนความสุข จากการเสียสละเข้ามาเพื่อปฏิรูปประเทศ การร่างรัฐธรรมนูญเพื่อปราบโกง กวาดล้างการคอร์รัปชัน การสร้างความสามัคคีปรองดอง ยุทธศาสตร์ชาติ และอนาคตประเทศไทย เป็นต้น

โดยที่การใช้ภาษาเพื่อประกอบสร้างความคิดเชิงเชิงอุปลักษณ์ มีแนวโน้มจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายรูปแบบ และวิธีการ โดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม ทำให้หลุดจากกรอบความรับผิดชอบทางจริยธรรม ผลประโยชน์ส่วนรวม และความเป็นประชาธิปไตย

การอุปลักษณ์ “ความสุขและการคืนความสุข” ให้ประเทศไทย ที่เป็นการหยิบยื่นความสุขฝ่ายเดียวในนามของความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ พร้อมๆ กับการดึงประชาชนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง/หยิบยื่นความสุขเพื่อสถาปนาอำนาจนำ และทำให้ “ประชาชน” กลุ่มต่างๆ ในสังคม “เชื่องและเซื่องซึม” อยู่ในความสุขที่ตายตัว ทั้งที่ความสุขนั้นมีความหมายที่ซับซ้อน หลายหลากมิติ ทั้งในแง่ความสุขจากการสรรค์สร้างของปัจเจกบุคคล และประชาชน พลเมือง ในกิจการสร้างสุข ท่ามกลางการมีชีวิตสาธารณะที่ผูกพัน เป็นส่วนหนึ่งของการร่วมสร้างสังคมส่วนรวม

การอุปลักษณ์รัฐธรรมนูญให้เท่ากับ “เป็นประชาธิปไตย” ทว่า รัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุดในการจัดโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจของผู้คน การรับรองสิทธิเสรีภาพ การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดทิศทางการบริหารราชการแผ่นดิน ให้บรรลุเป้าหมายอันตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม ธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ในหลักการประชาธิปไตย ความเป็นนิติธรรม และนิติรัฐ กลับมีเนื้อหาที่ไม่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย ขาดการยึดโยงกับประชาชน การเปิดช่องให้อำนาจรัฐราชการเข้ามามีบทบาทในระบบรัฐสภา การลิดรอนระบบการตรวจสอบ ควบคุม และถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันในระบอบประชาธิปไตย

พร้อมเชิดชูความโดดเด่นด้วยมายาภาพอันเก่าก่อนคือ “การต้านโกง” อันเป็นการตอกตรึง และย้ำความทรงจำอันเลวร้ายของผู้คนที่มีต่อนักการเมืองเพียงกลุ่มเดียว ทั้งที่การทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นในแทบทุกอณูของสังคม การใช้ “มาตรฐานจริยธรรมที่คลุมเครือ” การปฏิรูปในนามของ “คนดี” ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างอนาคต 20 ปี และคงไว้ซึ่ง “อำนาจพิเศษ” ตามมาตรา 44

ประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 ที่กำลังเดินไปตามการทิศทางพัฒนา สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้กลายมาเป็นคำอุปลักษณ์ที่ติดหูติดตาประชาชนมากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา ด้วยภาษา และถ้อยคำใหม่ๆ เช่น นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เกษตรอุตสาหกรรม ฯลฯ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกปลอบ สร้างระบบปฏิบัติการให้สังคมยินยอมพร้อมใจเปล่ง “คำ” ดั่ง “นกแก้วนกขุนทอง”

เพราะการพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์ดังกล่าว แม้กำหนดเป้าหมายไว้ที่การขับเคลื่อนสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” แต่กลับให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลก และอุตสาหกรรมข้ามชาติ โดยละเลย/ไม่ให้ความสำคัญต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม ความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพแต่อย่างใด ดังสะท้อนจากการริเริ่มโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และระเบียงเศรษฐกิจ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายประชารัฐ เป็นต้น

ขณะที่เส้นทางสู่การเลือกตั้ง หรือโรดแมป (Road Map) ที่ได้ประกาศต่อสาธารณชนมาอย่างต่อเนื่อง กลับไม่มีความแน่นอนมากนัก ในแง่ระยะเวลาที่นำไปสู่การจัดการเลือกตั้ง แต่มีความชัดเจนในแง่การใช้คำเป็นเกมภาษา (Language Game) เพื่อปักหลักรักษาพื้นที่อำนาจทางการเมือง บนฐานความชอบธรรมจากการทับถมซากปรักหัก โดยผู้ร้ายตลอดกาลอย่างนักเลือกตั้ง และการตั้งคำถามอันชาญฉลาด 4 ข้อ เชิญชวนประชาชนส่งความคิดเห็นยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อรวบรวมให้กระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งต่อให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตั้งคำถามแบบไม่ประสงค์คำตอบ หรือมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ภายใต้ฐานคติ ความคิด ความเชื่อที่ฝังจำต่อนักการเมือง/นักเลือกตั้ง

ที่สำคัญคือ การดูแคลนประชาชน พลเมือง จะไม่สามารถใช้เจตจำนงได้อิสรเสรี และเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้อย่างมีคุณภาพในพื้นที่ และปริมณฑลทางการเมือง จึงเป็นความชอบธรรมที่จะเข้ามา “ยึดกลับคืน” ขณะถือไพ่เหนือกว่าของรัฐ-ชนชั้นนำ โดยที่เส้นทาง-ตารางเวลา หรือโรดแมป ที่กำหนดและเลื่อนเปลี่ยนไปมา ทำหน้าที่เสมือนเครื่องมือในการ “สะกด” และ “ควบคุม” ให้ประชาชน “เชื่อ” และมี “ความหวังในความลวง”

โดยสรุปในแง่การใช้ภาษาไทยกับการเมือง กล่าวได้ว่า ภาษาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสารอย่างผิวเผินเท่านั้น แต่คืออำนาจในการสร้าง กำกับ ตอก ตรึง ควบคุม อำพราง ความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ ความรู้ ความจริง โดยเฉพาะการปฏิบัติการ และการโฆษณาทางการเมือง ด้วยวิธีการที่เรียกว่าการอุปลักษณ์ถ้อยคำ จากการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ที่มีความหลากวิธีการมากขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ บทเพลง บทกวี ภาพยนตร์บันเทิง วาไรตี เป็นต้น

ในอีกด้านหนึ่งนับวันความคิด และการประกอบสร้างความคิดเชิงอุปลักษณ์ ยิ่งทวีสร้างความย้อนแย้งให้แก่สังคมมากขึ้นไปเป็นเงาตามตัว เพราะคำเหล่านี้ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกับการปฏิบัติ ทำให้เกิดการผลิตซ้ำความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม ระหว่างภาษากับการปฏิบัติของผู้พูดหลายกรณี เช่น พอเพียง-ซื้ออาวุธ ประชาธิปไตย-วุฒิสมาชิกแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ฯลฯ

การมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมือง แม้จะเป็นการ “รุก” กรุยทาง-สร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ การละเมิดสิทธิ บิดประชาธิปไตย และประชาชนให้อยู่ในปกครองแบบกระชับ/กำกับแน่น ด้วยกฎหมายอันชอบ/มิชอบ กระนั้นในทางกลับกันประชาชน พลเมือง ก็ไม่ได้นิ่งงัน หรือยอมจำนนโดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่จะมีปฏิบัติการ สร้างการเคลื่อนไหวตอบโต้ด้วยการสร้างชุดคำ และการประกอบสร้างความคิดอุปลักษณ์ เพื่อขจัดความแย้งย้อนด้วยไปพร้อมๆ กัน

เพราะในด้านหนึ่งประเทศไทย 4.0 หรือ Thailand 4.0 อันเกิดจากการมุ่งสร้างอุปลักษณ์ทางการเมืองจะถูกบันทึกไว้ และประชาชนก็พร้อมที่จะรื้อค้น ถอดถอน นำกลับมาตรวจสอบ โต้ตอบ และเทียบเคียงกับพฤติกรรมและการปฏิบัติของผู้สร้างอุปลักษณ์ได้อย่างทันท่วงที และไม่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายๆ อีกต่อไป การนี้จึงสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง และการเผชิญหน้ารอบใหม่ในอนาคตอันใกล้

ข้อเสนอและทางออกในวันนี้ จึงอยู่ที่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชน พลเมือง และกลุ่มองค์กรต่างๆ ในสังคมมีสิทธิ เสรีภาพในการปฏิบัติการสร้างคำ-ความคิดเชิงอุปลักษณ์ ได้อย่างอิสระ เสรี มีหลักประกันคุ้มครอง ปกป้องที่เพียงพอ ปราศจากการละเมิดใดๆ ต่อผู้ปรารถนา “ร่วมสร้าง” อนาคตประเทศไทย และแสดงออกบนหลักการพื้นฐาน และสิทธิมนุษยชนสากล ที่สำคัญที่สุดคือ การทำให้ “การเลือกตั้ง” ในฐานะคำอุปลักษณ์ และความคิดเชิงอุปลักษณ์ที่ถึงพร้อมการยอมรับของอารยะสังคม “กลับคืน” สังคมไทยโดยเร็วที่สุด