วันเสาร์, สิงหาคม 22, 2558

วันที่ห้าแล้วสินี่ ระเบิดร้ายแรงหน้าเอราวัณ มีคนเขียนว่า “การสนองต่อเหตุระเบิดหน้าเอราวัณของทางการไทย is turning a tragedy into a farce.” (ประมาณว่า เปลี่ยนโศกนาฏกรรมเป็นจำแลง)





วันที่ห้าแล้วสินี่ นับแต่ระเบิดร้ายแรงหน้าเอราวัณ ทั่นผู้ณรรมยังคงมีแต่คำจ้อ เซม เซม

“เพราะจากนี้ต่อไปเราต้องสามัคคีกัน จับมือกันเพื่อก้าวเดินไปข้างหน้า ความสามัคคีของคนไทยจะทำให้ประเทศของเราแข็งแกร่ง”

นี่เป็นแคมเปญใหม่ นัยว่าเพื่อเปลี่ยนวินาศกรรมไปเป็น ‘เดินตามผู้ณรรมแล้วแข็งแรง’

(http://www.thairath.co.th/content/519893)




วุ้ย ที่ผ่านมา ‘ไม่สามัคคี’ เพราะใครล่ะ เขาขอ Ballots ทั่นสาด Bullets ใส่ (เบิกไปใช้เป็นแสน ไม่ได้ส่งคืนคลังแสง บังเอิญตกหล่นเพราะมีเกือบร้อยคนวิ่งชน) เขาขอมีเสียง ทั่นเอาไปปรับทัศนคติ เขาส่งต่อความจริง ทั่นซัด ๑๑๒ แล้วยัดกรง ๖๐ ปี มีที่ไหนในโลก

เอาเถอะ ‘สามัคคี’ เป็นของดี ไม่ใช่ของเสีย แต่ว่ามันเกี่ยวกับการ “สะเปะสะปะและไร้ความสามารถ ของผู้เผด็จการ” ที่จนป่านนี้แม้แต่เบาะแสคนร้ายที่ได้ยังไม่รู้แน่ว่าของแท้หรือมโน เพราะความสับสนในการ สืบ-สอบ และค้นหาหลักฐาน ซ้ำพยายามปักธงป้ายสีพวก-ฝ่ายที่ชอบเลือกตั้ง

ดังที่นักวิชาการอาวุโสมหาวิทยาลัยควีนแมรี่ในลอนดอนเขียนถึงไว้ว่า “การสนองต่อเหตุระเบิดหน้าเอราวัณของทางการไทย is turning a tragedy into a farce.” (ประมาณว่า เปลี่ยนโศกนาฏกรรมเป็นจำแลง)

(http://asiapacific.anu.edu.au/…/thai-junta-turning-tragedy…/)

นอกจาก ‘มะงุมมะงาหรา’ จริงๆ อย่างที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ ค่อนแคะให้ “เลิกไร้สาระ หยุดดัดจริตกันเสียที...

แทนที่จะปิดสถานที่เกิดเหตุ เก็บหลักฐานโดยละเอียดให้ครบถ้วน ใครเจอหลักฐานเพิ่มเติมหรือทราบเบาะแสต้องรีบมารับหรือเรียกพบเพื่อหาความเชื่อมโยง แต่กลับรีบไปทำบิ๊กคลีนนิ่ง สร้างภาพเดินจับมือนักท่องเที่ยวเรียกความเชื่อมั่น”

ซ้ำยัง “จัดบวงสรวงเรียกขวัญและกำลังใจ” เสียอีกแน่ะ

(http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1440151386)




ทั้งชูวิทย์และลี โจนส์ (จากเว็บนิว แมนดาลา) ว่าถึงกรณีที่โจนาธาน เฮด นักข่าวบีบีซี (และประธานชมรมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ) ไปพบเศษเหล็กและลูกปืนแบริ่งที่ใช้ในระเบิดแสวงเครื่องศาลพระพรหมเอราวัณ อยู่ในบริเวณ ๕๐ เมตรจากจุดเกิดเหตุ เป็นการย้ำยืนยันสิ่งที่เขารายงานไว้เมื่อวันก่อนว่า

“ที่ผ่านมามีการให้ข้อมูลที่สับสนและขัดแย้งกันเองของเจ้าหน้าที่ต่างหน่วยงาน ขณะที่การจัดการกับพยานหลักฐานก็มีข้อน่าสังเกตหลายจุด เช่น ไม่ปิดกั้นจุดเกิดเหตุอยู่หลายชั่วโมง แต่หลังจากนั้นก็มีการทำความสะอาดพื้นที่รอบศาลพระพรหมอย่างรวดเร็วจนน่าทึ่ง หลุมระเบิดถูกโบกปูนทับแทนที่จะปล่อยเอาไว้สำหรับการพิสูจน์หลักฐาน...

(แต่คางพระพรหมที่บิ่นไม่ยักซ่อม)

ไม่มีความชัดเจนเลยว่าการสอบสวนคนที่ได้ติดต่อกับผู้ต้องสงสัยนั้นทำกันอย่างเป็นระบบแค่ไหน มีการใช้ข้อมูลอย่างบันทึกการเข้าเมืองละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด เจ้าหน้าที่ไม่รู้แม้แต่ว่าผู้ต้องสงสัยยังอยู่ในประเทศหรือไม่

นอกจากนี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังเชื่อว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มคนตั้งแต่ ๑๐ คนขึ้นไป แต่ไม่ได้บอกเลยว่ามีหลักฐานอะไรถึงได้ตัวเลขมาเช่นนั้น”




กระนั้นทีมงานของทั่นผู้ณรรม (ไม่อยาก) อยู่ยาว พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกรัฐบาลก็ยังอุตส่าห์ come to a sense ออกมายอมรับว่า

“เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ที่ติดตามคดีระเบิดราชประสงค์นั้น ได้ให้ข้อมูลขัดแย้งกันเอง...

(และ) ได้ติดต่อกับหลายชาติที่มีประสบการณ์ในการจัดการกับปัญหาในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะในด้านข้อมูล เทคนิค และเทคโนโลยีอุปกรณ์”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/248496.html)

อย่างไรก็ดี Thanapol Eawsakul ให้ข้อคิดประการหนึ่งว่า

“การทำความสะอาดที่เกิดเหตุในเวลา ๑๑.๐๐ น. ของวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๘ หรือเพียง ๑๖ ชั่วโมง นั้นเป็นการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ กทม. ภายใต้การบริหารของ สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์ และบรรดานายทหาร โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีส่วนร่วม และรู้เห็นแต่อย่างใด”

ทำให้สามารถสรุปในที่นี้ได้เลยว่า ๕ วันหลังจากเกิดเหตุ ทางการไทยแสดงให้เห็นถึงการขาดสมรรถภาพในการคลี่คลายสาเหตุ เจตนา และผู้ต้องสงสัย การทำงานของตำรวจล่าช้า การยื่นมือเข้าไปมีส่วนจัดการของ กทม. และฝ่ายทหาร แทนที่จะทำให้ภาพพจน์ดีอย่างที่อ้าง กลับเป็นการขัดขวางวิธีการสืบสวนสอบสวนอย่างมีประสิทธิภาพ

“Indeed, the haste with which the shrine has been swept and repaired may have seriously compromised the investigation.” นี่จากถ้อยรจนาของ LEE JONES




บวกกับความพยายามของ คสช. ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลหรือ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ที่ยัดเยียดความผิดให้แก่ ฝ่ายต่อต้านเผด็จการ หรือผู้ที่สูญเสียอำนาจจากการรัฐประหาร ทั้งที่เบาะแสต่างๆ เท่าที่มีอยู่ต่างกันคนละเรื่อง

ชวนให้คิดติดท้ายทอยไม่หาย ได้ว่า รัฐบาลทหารพยายามปกปิดและเบี่ยงเบนความจริงบางอย่างหรือไม่ (เปล่านะ เราไม่บอกว่างานนี้ลูกพี่สร้างสถานการณ์)

แต่นั่นคือความจริงที่ว่า นี่อาจเป็นก่อการร้ายนานาชาติที่ระบาดเข้าไทยแล้วอย่างเต็มตัว และรัฐบาลทหารไร้น้ำยาในการสกัดกั้น ข้อสำคัญไม่ถนัดแก้ไข แถมหยิ่งทรนงทรงศักดิ์แบบไทยๆ ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใคร ฟันม่านทันใด แทนที่จะเจอวันทอง เดี๋ยวก็เจอเอาขุนช้าง

ยิ่งกว่านั้น การชักศึกก่อการร้ายเข้าบ้านคราวนี้ เป็นผลมาจากการตีไพ่ผิดใบเดียว พยายามเอาใจมหามิตรใหม่เสียจนยอมทำอะไรที่มันล้ำเส้นกฎบัตรระหว่างประเทศเรื่องผู้ลี้ภัย

ทั้งที่มหามิตรรายนั้นก็ให้เบาะแสไว้บ้างเหมือนกันว่า ให้ระวัง ‘อัยกูร์’ ไว้บ้าง

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์เสนอข่าวเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคมนี้ว่า “เผยก่อนเหตุระเบิดราชประสงค์ สถานทูตจีนประสานนครบาล ขอเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย” ซึ่งถ้าหากเจ้าหน้าที่ไทยมีไหวพริบตามควร ก็น่าจะเพ่งดูสถานที่มีคนจีนไปกันมากด้วย

ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน @dreamtuii
อะอ่าน ‪#‎เพิ่มหยักสมองป้องกันมโน‬ ๒ สัปดาห์ก่อนบึ้ม! สถานฑูตจีนขอ ตร.ดูแลความปลอดภัย มีรายงานเรื่องเช็คที่อยู่อุยกูร์ด้วย”

ว่าที่จริง ทักษะรัฐบาลทหารไทยเรื่องแก้ไขก่อการร้ายนี่มันชอบ ‘เป็นเช่นนี้แหละนาย’ ไม่สร่างซา

ดังบทความนิว แมนดาล่า อ้างว่าเมื่อปี ๒๕๔๙/๕๐ ตอนนั้นรัฐบาลทหารชุด ‘ตาอยู่’ ขิงแก่

“Then, as now, the military ruler, Surayud Chulanont, instantly (and baselessly) blamed the Red Shirts. Then, as now, the sites were rapidly swept and repaired, undermining the investigation.

(ทั้งเมื่อก่อนและเดี๋ยวนี้ คณะทหารผู้ปกครองใส่ความกล่าวหาเสื้อแดงทันควัน จัดการเก็บ กวาด ล้าง ซ่อม บริเวณที่เกิดเหตุเสียจนยากต่อการค้นหาความจริง)

Then, as now, the regime seemed to be caught in complete internal disarray, with suspects ranging from Thaksin’s friends, to Thaksin’s enemies, to the police, to factions within the military regime itself.”

(ทั้งเมื่อก่อนและเดี๋ยวนี้ ผู้ยึดอำนาจดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความสับสนละล้าละลังวุ่นวายกันเองภายใน มีผู้ต้องสงสัยตั้งแต่เพื่อนทักษิณไปถึงศัตรูทักษิณ มีทั้งตำรวจไปจนถึงฝักฝ่ายภายในแวดวงรัฐบาลทหารเอง)

ท้ายสุดแล้วก็ไม่สามารถจับกุมใครได้เลย ซึ่งบทความแมนดาล่าตวัดกลับว่า “This could well be the outcome this time around.”

อ่า ช้าก่อนคุณโจนส์ แต่คราวนี้รัฐบาลตะหานไทยเป็น ‘ตาอิน กะ ตานา’ นะฮัฟ ไม่ใช่ตาอยู่อย่างเดิมๆ