วันพุธ, เมษายน 26, 2560

หนู ๆ จำไว้นะ... ผู้ใหญ่ สร้างหนี้ใหม่...





ชาวเน็ตแชร์!! ให้ลูกหลาน จำจงดี

Credit
สื่อออนไลน์ Online Media

รู้ไม๊... กปปส. ชี้!! เหตุที่เศรษฐกิจทรุด อาจเกิดจากคนชอบด่า "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ตามโซเชี่ยล ทำให้เกิดวิบากกรรมหนัก เพราะท่านเป็นพระอริยสงฆ์





กปปส. ชี้!! เหตุที่เศรษฐกิจทรุด อาจเกิดจากคนชอบด่า "หลวงปู่พุทธะอิสระ" ตามโซเชี่ยล ทำให้เกิดวิบากกรรมหนัก เพราะท่านเป็นพระอริยสงฆ์

ที่มา FB


Did you know? Hundreds of thousands of Americans live in Mexico illegally



https://www.facebook.com/aljazeera/videos/10155444493543690/

ooo


Here's a twist: 91% of Americans living in Mexico are "Illegal"


By Sara Noelle
Source: Latin Life





When most people hear the words "undocumented immigrants" they think Mexicans right? But did you know that there are a lot Americans living illegally in Mexico? Yeah, I didn’t think so. The way Fox News and Trump talk, you'd think that was something only those "drug dealers" from south of the border did. NOT SO.

The United State’s State Department confirms that almost a million Americans are living illegally in Mexico.





From 2015 the number of Americans living illegally in Mexico has increased 37.8%. According to a Study by the National Institute of Geography and Statistics, around 739,168 thousand American Citizens lived in Mexico in 2015 and, according to the National Institute of Immigration, of those only 65,302 were legal residents.

That means that 91.2 percent of Estadounidenses living in the country in 2015 were there “illegally” but that number has risen. More recent statistics from the Sate Department stipulate that almost a million Americans are currently residing in Mexico and of those 934,698 are there illegally. That's a 37.8% increase in just two years.





While Trump’s administration and campaign have been loaded with hateful words and racist slurs concerning “immigrants stealing our jobs,” they failed to even mention the reverse statistics. Trump has threatened to carry out massive raids and deport millions of who he calls “criminals” and “delinquents” but who are actually just regular people trying to live their lives.Did you know that of the roughly 11,328 people Trump has deported back to Mexico only 723 were deported on drug trafficking charges or anything equally as serious.





But unlike the way the US treats so called “illegals,” Mexico does not deport Americans. In contrast the Mexican government remains much more flexible and understanding towards the influx of undocumented immigrants from the United States.

That's a phrase I bet you never thought you'd read.

กลับไปอ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”: มีอดีต แต่ไม่มีอนาคต - ประจักษ์ ก้องกีรติ





กลับไปอ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”: มีอดีต แต่ไม่มีอนาคต


Prajak Kongkirati | Apr 25, 2017
ที่มา เวป 101 World

บทความนี้อยากจะพาผู้อ่านย้อนสำรวจคำและความคิดทางการเมืองอันหนึ่ง ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นหูหรือกระทั่งพูดกันติดปากอยู่แล้ว นั่นคือคำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ”

“ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มีความหมายเช่นไร มีที่มาที่ไปอย่างไร และการเมืองไทยในยุคปัจจุบันเป็นการย้อนคืนกลับสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นในอดีตหรือไม่

เหตุที่ทำให้นึกถึงคำนี้ เพราะในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ผมได้รับมอบหมายจากทางคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้จัดทำหนังสือรำลึกถึงชีวิตและผลงานของ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน อดีตครูสอนหนังสือและอดีตคณบดีของคณะ ผู้สร้างผลงานและเกียรติประวัติไว้มากมาย

“อาจารย์ลิขิต” เป็นครูของคนจำนวนมาก เป็นหนึ่งในนักรัฐศาสตร์รุ่นบุกเบิกของไทยที่พัฒนาให้สาขาวิชานี้มีแนวคิดทฤษฎีที่ทันสมัย มีระเบียบวิธีวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้การเรียนการสอนสิ่งที่เรียกว่า “การเมือง”​ หลุดพ้นไปจากการถูกครอบงำของวิธีการสอนแบบราชการที่มุ่งเน้นการกล่อมเกลาความคิดให้ผู้เรียนมีความคิดคล้อยตามรัฐและระบบราชการ เพื่อฝึกหัดผู้เรียนให้เป็น “ข้า” ที่ดีของรัฐ (สมัยก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อาจารย์รัฐศาสตร์จำนวนมากมาจากข้าราชการกระทรวงมหาดไทย) อาจารย์ลิขิตและนักรัฐศาสตร์รุ่นบุกเบิกจำนวนหนึ่งช่วยปลดแอกการเรียนการสอนรัฐศาสตร์ให้มีลักษณะเป็นวิชาการที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ มุ่งให้นักศึกษาสามารถคิด ตั้งคำถาม และวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางการเมืองได้อย่างเป็นระบบ

แน่นอนว่าอาจารย์ลิขิตฝากผลงานทางวิชาการไว้มากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะตำราที่ชื่อ “วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย” ที่ตีพิมพ์แล้ว 10 กว่าครั้ง แม้ว่าบางประเด็นในหนังสือเล่มนี้จะถูกโต้แย้งจากงานวิชาการอื่นๆ ของนักวิชาการรุ่นหลัง แต่ก็ยังถือว่าเป็นหนังสือที่ให้ภาพของพัฒนาการการเมืองไทยในมุมกว้างอย่างเป็นระบบที่สุด เหมาะสำหรับยุคสมัยปัจจุบันอย่างยิ่ง … ยุคสมัยที่ความรู้ทางประวัติศาสตร์ถูกลบเลือนและพร่ามัวสับสน


อ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ผ่าน “ลิขิต ธีรเวคิน”

ในการกลับไปอ่านงานของอาจารย์ลิขิตรอบนี้ ชิ้นที่ทำให้ผมสะดุดใจมากที่สุดคือ บทความภาษาอังกฤษชื่อยาวเรื่อง “Demi-democracy and the Market Economy: The Case of Thailand” (1988) ในงานชิ้นนี้อาจารย์ลิขิตพยายามอธิบายระบอบที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ซึ่งในภาษาอังกฤษอาจารย์ใช้คำว่า demi-democracy และบางตอนในบทความก็ใช้คำว่า “halfway democracy” (ประชาธิปไตยครึ่งทาง) บทความเรื่องนี้ยังพัฒนาไปเป็นหนังสือขนาดยาวขึ้นซึ่งตีพิมพ์ในอีก 4 ปีต่อมา

ผมคิดว่า ในบรรดางานวิชาการที่พยายามสร้างกรอบแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยครึ่งใบในสังคมไทยนั้น งานของอาจารย์ลิขิตน่าจะโดดเด่นและเป็นระบบที่สุด

อาจารย์ลิขิตอธิบายว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบอบการเมืองที่เป็นผลมาจากการปรับตัวของกองทัพไทยในช่วงหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 โดยกองทัพพยายามปรับรูปแบบการใช้อำนาจให้เข้ากับยุคสมัยที่สังคมเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ผลผลิตที่เป็นรูปธรรมของการปรับตัวนี้ก็คือรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 ซึ่งเปิดช่องให้ชนชั้นนำทหารและข้าราชการยังคงมีอำนาจครอบงำการเมืองอยู่มาก แต่ก็เปิดพื้นที่ให้ชนชั้นนำในภาคธุรกิจ การเมือง และชนชั้นกลางเข้ามามีส่วนแบ่งในอำนาจมากขึ้น พูดง่ายๆ คือ มันเป็นระบอบของการแชร์อำนาจ มิใช่ระบอบที่กองทัพผูกขาดรวมศูนย์อำนาจเพียงกลุ่มเดียวเหมือนในยุค 2500-2510

ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบยอมให้มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งพรรคการเมืองลงแข่งขันกันภายใต้รัฐธรรมนูญที่ทหารกำหนด ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในบางระดับ แต่ชนชั้นนำจากกองทัพยังคงเป็นผู้ชี้ขาดและควบคุมทิศทางของการเมืองไทยผ่านตำแหน่งนายกฯ คนนอก ตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ที่สงวนไว้ให้กับชนชั้นนำข้าราชการ และวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง รวมทั้งกลไกอื่นๆ อีกหลายประการ ช่วงนี้ก็คือช่วงที่ตรงกับรัฐบาลของพลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และพลเอก เปรม ติณสูลานนท์

ระบอบนี้ถึงที่สุดเป็นระบอบการเมืองแบบกึ่งปิดกึ่งเปิด ประชาธิปไตยเต็มใบก็ไม่ใช่ เผด็จการเต็มรูปก็ไม่เชิง ในบางจุดอาจารย์ลิขิตใช้คำว่ามันคือระบอบ “เผด็จการอ่อนๆ” (soft-authoritarianism)


ทำไมทหารต้องปรับตัว?
ทำไมถึงลงเอยที่ประชาธิปไตยครึ่งใบ?


งานของอาจารย์ลิขิตอธิบายไว้ว่า เพราะผู้นำกองทัพในยุคนั้นตระหนักรู้แก่ใจดีว่าบ้านเมืองเปลี่ยนไปแล้ว จนไม่อาจย้อนเวลากลับไปปกครองด้วยระบอบการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จเหมือนสมัยจอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาสได้ ดังที่รัฐบาลอำนาจนิยมพลเรือนของนายกฯธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่ขึ้นสู่อำนาจหลัง 6 ตุลาคม 2519 และมีแนวนโยบายแบบอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและสังคมวงกว้าง จนต้องหลุดจากอำนาจไปในเวลาไม่ถึงปี

อาจารย์ลิขิตอธิบายว่า ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบถือกำเนิดขึ้นและทำงานได้คือ

หนึ่ง เศรษฐกิจเจริญเติบโตเร็ว เกิดพลังภาคธุรกิจและชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นพลังทางสังคมกลุ่มใหม่ที่เติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง จนเป็นพลังที่กองทัพมิอาจปฏิเสธ

สอง การที่สงครามการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์คลี่คลายลงในช่วงกลางทศวรรษ 2520 ทำให้ภัยคุกคามเรื่องความมั่นคงหมดไป ดังนั้น ชนชั้นนำราชการของไทยจึงรู้สึกปลอดภัยพอที่จะให้มีประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและเปิดให้มีการมีส่วนร่วมจากประชาชนในบางระดับ

สาม ปัจจัยที่สำคัญที่สุด – ปัจจัยภายในกองทัพเอง ผู้นำทหารหลายคน “ปรับเปลี่ยนทัศนคติ” ของตนเองหันมายอมรับประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มองว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบการเมืองที่ชั่วร้าย แต่เป็นระบอบการเมืองแบบปรกติที่เปิดให้ทุกฝ่ายได้แชร์อำนาจกัน พร้อมกับเห็นว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางออก

อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่จะแชร์อำนาจกับกลุ่มอื่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะผู้นำกองทัพหันมาสมาทานอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างลึกซึ้งแต่อย่างใด แต่อาจารย์ลิขิตใช้คำว่า มันเกิดขึ้นเพราะผู้นำกองทัพในยุคนั้นมีลักษณะ “ปฏิบัตินิยม” มองโลกตามความเป็นจริง มิได้มีลักษณะสุดโต่ง จึงอ่านสถานการณ์ออก ไม่ฝืนกระแสสังคม และรู้ว่าต้องปรับตัว

อาจารย์ลิขิตสรุปจบไว้อย่างน่าคิดว่า จุดแข็งของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ (หรืออีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือระบอบเผด็จการแบบครึ่งใบนั่นเอง) คือการสร้างความสงบและเสถียรภาพทางการเมือง แต่มันล้มเหลวในด้านอื่นๆ ระบอบนี้จึงมิอาจจัดว่าเป็นระบอบการเมืองที่ดี

หากวัดจากเกณฑ์หลักสองประการของระบอบการเมืองที่ดี คือ ประสิทธิภาพในการตอบสนองปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กับการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของพลเมืองอย่างแข็งขัน ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบให้ผลอย่างครึ่งๆ กลางๆ คือไม่โดดเด่นทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงาน และไม่โดดเด่นทั้งในด้านการให้สิทธิเสรีภาพกับประชาชน


การเมืองไทยยุคหลังรัฐธรรมนูญ 2560
ทวนเข็มนาฬิกากลับสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบอีกครั้ง
หรือถอยหลังไปไกลกว่านั้นอีก?


อ่าน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ของอาจารย์ลิขิตจนจบก็ได้ประเด็นมานั่งคิดต่ออีกหลายเรื่องทีเดียว

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมานั้น เป็นการรื้อฟื้นโมเดลของระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบกลับขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการมีนายกฯ คนนอก มีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งซึ่งมีอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ การสร้างระบบพรรคการเมืองที่อ่อนแอ การให้อำนาจกับรัฐราชการรวมศูนย์ ฯลฯ

แน่นอนว่า หากมองจากประเด็นเหล่านั้นก็มีความคลับคล้ายคลับคลา แต่ผมอยากจะชวนให้คิดว่าระบอบการเมืองหลังรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 นั้นจะไม่เหมือนกับระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบสมัยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 ในหลายประการด้วยกัน

หนึ่ง กลไกองค์กรอิสระ อำนาจของฝ่ายตุลาการ รวมทั้งปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” เป็นกลไกใหม่ที่ไม่มีในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบของรัฐบาลพลเอก เปรม ติณสูลานนท์

กลไกและองค์กรเหล่านี้จะมีอำนาจบทบาทหน้าที่เพิ่มสูงขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 ในการกำกับควบคุมการทำงานของระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะทำงานได้ลำบาก ไร้เสถียรภาพ และถูกถอดถอนได้ง่ายยิ่งกว่าภายใต้ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบในอดีต

สอง รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2521 เป็นผลผลิตของการประนีประนอมและความพยายามปรับตัวที่จะแชร์อำนาจเพราะตระหนักว่าสังคมไทยพัฒนาไปมากแล้ว จึงมิอาจฝืนกระแสการเปลี่ยนแปลง ยอมเปิดพื้นที่ให้พลังทางสังคมใหม่ๆ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 กลับมิได้ถูกออกแบบบนฐานคิดแบบเดียวกัน ทว่าถูกออกแบบจากฐานคิดของความไม่ไว้วางใจประชาชน (ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนและลดทอนอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาชน) และพรรคการเมือง (การทำให้พรรคการเมืองตั้งยาก แต่ถูกยุบได้ง่าย)

ฐานคิดในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมองว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่พร้อมและไม่มีวิจารณญาณในการตัดสินใจทางการเมือง จึงมุ่งออกแบบกติกาทางการเมืองที่จะหยุดยั้งกระแสความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นอกจากนั้น ยังมองว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนได้ท้าทายสถานะและอำนาจของชนชั้นนำ จึงมุ่งทวนเข็มนาฬิกากลับไปสู่ยุคของการเมืองแบบชนชั้นนำและรัฐราชการรวมศูนย์อีกครั้ง

ทั้งที่หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว สังคมไทยใน พ.ศ. ปัจจุบันยิ่งมีความซับซ้อนและมีพลวัตทางเศรษฐกิจสังคมสูงกว่าในช่วงทศวรรษ 2520 หลายสิบเท่า พลังของภาคธุรกิจ พรรคการเมือง และภาคประชาสังคมเติบโตและแตกต่างหลากหลายอย่างสูง จนน่าตั้งคำถามว่าโมเดลที่ให้ชนชั้นนำในระบบราชการ (ซึ่งในยุคปัจจุบันยิ่งขาดความเป็นเอกภาพ ความเป็นมืออาชีพ และประสิทธิภาพเสียยิ่งกว่าในยุคทศวรรษ 2520) มีอำนาจเป็นผู้ชี้นำควบคุมสังคมจะยังคงเป็นโมเดลที่ใช้ได้ในโลกยุคปัจจุบันอีกหรือไม่

เราอาจจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2560 มุ่งหมายที่จะสร้างระบอบการเมืองที่มีความเป็นประชาธิปไตยในระดับที่น้อยลงกว่าโมเดล “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในทศวรรษ 2520 เสียอีก ทั้งที่เศรษฐกิจสังคมไทยพัฒนาไปมากกว่าเดิมอย่างมิอาจเปรียบเทียบกันได้

ในยุคที่สังคมเศรษฐกิจเดินหน้าสู่ยุค 4.0 แต่การเมืองไทยกลับกำลังเดินหน้าไปสู่โมเดลทางการเมืองแบบ 1.0 ที่ชนชั้นนำในระบบราชการผูกขาดรวมศูนย์อำนาจอยู่กับตัวเอง มากกว่าจะปรับตัวไปในทิศทางที่ยอมแบ่งปันอำนาจและเปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองให้กับพลังทางสังคมอื่นๆ

การเมืองไทยจึงถอยหลังไปไกลกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ และดูเหมือนว่าเราจะไม่มีชนชั้นนำที่เป็น “นักปฏิบัตินิยม” ซึ่งรู้เท่าทัน ยอมรับความเปลี่ยนแปลง และเข้าใจโลกและสังคมตามความเป็นจริงอีกแล้ว

หนทางข้างหน้าของการเมืองไทยจึงขรุขระ มืดมน และเคว้งคว้างยิ่งนัก

วันอังคาร, เมษายน 25, 2560

เพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน?!? ... ค่าตอบแทน "บิ๊ก คสช." มากกว่าที่คิด ขึ้นเงินเดือน 2 ขั้น 3 ปี คนละ 4 ล้าน อึ้งทั้งประเทศ!!





อึ้งทั้งประเทศ!! ค่าตอบแทน "บิ๊ก คสช." มากกว่าที่คิด ขึ้นเงินเดือน 2 ขั้น 3 ปี คนละ 4 ล้าน

22 พฤษภาฯ 2557 บ่ายคล้อย วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-ผู้ก่อการปฏิวัติ ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก-คุมกำลังปฏิวัติ ปิดทำเนียบฯ-ล้อมสภาฯ-แช่แข็งตุลาการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จากวันนั้นถึงวันนี้ 2 ปี 11 เดือน มีต้นทุนที่เป็นทั้งนามธรรมและเป็นตัวเลขนับเป็นเงินเป็นทองที่ต้องจ่าย

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 60 จึงมีเสียงกระซิบ-ดังกึกก้องไปทั่วทำเนียบรัฐบาล-บอกต่อกันถึงวาระการขอรับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ2 ขั้น (นอกเหนือโควตาปกติ) จากงบกลางเพิ่มเติมให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติงานในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการสนับสนุนโควตาบำเหน็จความชอบประจำปี (2 ขั้น) เพิ่มเติมอีกร้อยละ 3 ของจำนวนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใน คสช. ที่อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถนำมาพิจารณาบำเหน็จประจำปีได้ จำนวน 721 นาย และให้มีผลในปีงบประมาณ 2560 (1 ตุลาคม 2559-30 กันยายน 2560) 2,463 นาย ขึ้น 2 ขั้น 3 รอบปี

เหตุผลของการปูนบำเหน็จ คือ การปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง-ยากลำบาก ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างขวัญ-กำลังใจ ตอบแทนจากการทุ่มเท-เสียสละ

โครงสร้างในปัจจุบันมีอัตรากำลังทั้งสิ้น จำนวน 24,342 อัตรา แบ่งเป็น หน่วยงานส่วนกลาง จำนวน 1,571 นาย และกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) จำนวน 22,771 นาย ซึ่งเป็นข้าราชการประจำการที่สามารถพิจารณาบำเหน็จประจำปี เพื่อตอบแทนผลการปฏิบัติงานได้ จำนวน 24,033 นาย ส่วนที่เหลือที่ไม่ได้รับการพิจารณา ได้แก่ พลทหารกองประจำการ-บุคคลพลเรือนที่มิใช่ข้าราชการ

นางเมธินี มณีเทพ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) กล่าวว่า การเลื่อนขั้นเงินเดือนกรณีพิเศษ 2 ขั้น ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ใน คสช.จะประเมินจากหลักเกณฑ์ของ คสช.และระเบียบราชการปกติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายละเอียดของผู้ถูกประเมินแตกต่างกัน

เนื่องจากบางคนมีชื่ออยู่ต้นสังกัดแต่มาปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน คสช. บางคนถูกโอนมาให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ใน คสช. 100% อย่างไรก็ตามเป็นการเลื่อนขั้นปกติปีงบประมาณละ 2 ครั้ง หรือ 6 เดือนครั้ง (ต.ค.-มี.ค. 1 ครั้ง และ เม.ย.-ก.ย. 1 ครั้ง) ปีงบประมาณละไม่เกิน 2 ขั้น สำหรับจำนวนตัวเงินที่ได้รับเพิ่มแต่ละขั้นนั้น ขึ้นอยู่กับขั้นเงินเดือนของระบบราชการของแต่ละคนต่ำสุดขั้นละประมาณ 200 บาท สูงสุดขั้นละ 1,000-2,000 บาท

ที่ผ่านมามีการอนุมัติเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นบำเหน็จความชอบมาแล้ว 2 ครั้ง โดยวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 ครม.มีมติเห็นชอบจำนวน 709 นาย โดยให้มีผลในปีงบประมาณ 2559 (1 ตุลาคม 2558-30 กันยายน 2559)

ครั้งแรก คือวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ครม.มีมติเห็นชอบ จำนวน 1,033 นาย โดยให้มีผลในปีงบประมาณ 2558 (1 ตุลาคม 2557-30 กันยายน 2558)

"บิ๊กตู่" รับ 2 เด้ง 2.5 แสนบาท

นอกจากการเลื่อนขั้นบำเหน็จตอบแทนให้เป็น "โบนัส" แก่ทหารชั้นผู้น้อยแล้ว ขณะเดียวกัน "นายพลชั้นผู้ใหญ่" ที่ดำรงตำแหน่งใน คสช. ก็ได้เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มและค่าตอบแทน ขณะดำรงตำแหน่งตลอด 2 ปี 9 เดือน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ฯ 2557 ประกาศใช้ วันที่ 22 กรกฎาคม 2557 จนกระทั่งปัจจุบัน

โดยพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) เงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญบางตำแหน่ง พ.ศ.2557 กำหนดเงินเดือนประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. ตามบัญชีอัตราเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มของผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. ได้แก่ ตำแหน่งหัวหน้า คสช. ได้รับเงินประจำตำแหน่ง 75,590 บาทต่อเดือน เงินเพิ่ม 50,000 บาทต่อเดือน ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใน คสช. อาทิ รองหัวหน้า คสช. สมาชิก คสช.และที่ปรึกษา คสช. ได้รับเงินประจำตำแหน่ง 74,420 บาทต่อเดือน เงินเพิ่ม 45,500 บาทต่อเดือน

นอกจากนั้นประกาศ คสช.ฉบับที่ 93/2557 เรื่อง การกำหนดอัตราตำแหน่งและค่าตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในคสช. กำหนดอัตราตำแหน่งของผู้ปฏิบัติงานในคสช.และกำหนดค่าตอบแทนในการปฏิบัติงานของผู้ดำรงตำแหน่งเป็นรายเดือน เท่ากับอัตราเงินเดือนตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราตำแหน่งและเงินเดือนข้าราชการการเมืองท้ายกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งโดยเทียบตำแหน่งดังนี้

1.เลขาธิการหัวหน้า คสช. 1 อัตรา เทียบเท่า เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อัตราเงินเดือน 63,200 บาท 2.ที่ปรึกษาประจำหัวหน้า คสช. 2 อัตรา เทียบเท่า ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อัตราเงินเดือน 57,660 บาท

3.รองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. 14 อัตรา เทียบเท่ารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง อัตราเงินเดือน 56,120 บาท 4.ที่ปรึกษาประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. 14 อัตรา เทียบเท่า ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี อัตราเงินเดือน 47,250 บาท

5.โฆษกประจำ คสช. 1 อัตรา เทียบเท่า โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อัตราเงินเดือน 47,250 บาท 6.รองโฆษกประจำ คสช. 1 อัตรา เทียบเท่า รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อัตราเงินเดือน 44,310 บาท และ 7.ประจำ คสช. 10 อัตรา เทียบเท่า ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อัตราเงินเดือน 25,410 บาท

ควบหลายเก้าอี้กินเงินพิเศษ

ปัจจุบันมีผู้ที่มีตำแหน่งใน คสช.ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 1/2559 และเพิ่มเติม ประกาศ คสช.ฉบับที่ 3/2559 จำนวน 15 ตำแหน่ง ขณะเดียวกันมีการแต่งตั้งที่ปรึกษา คสช.ตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 7/2559 จำนวน 7 คน 8 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่ กินเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม 2-3 เด้ง ขึ้นไป เนื่องจากบางคนดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี-รองนายกรัฐมนตรี บางคนดำรงตำแหน่งเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ-กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อีก 1 ตำแหน่ง

สำหรับเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท รองนายกรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือน 74,420 บาท เงินประจำตำแหน่ง 45,500 บาท รัฐมนตรีว่าการของทุกกระทรวง และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับเงินเดือน 73,240 บาทต่อเดือน เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาทต่อเดือน และรัฐมนตรีช่วยว่าการทุกกระทรวง ได้รับเงินเดือน 72,060 บาท เงินประจำตำแหน่ง 41,500 บาท

ขณะเดียวกันมีการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานดำรงตำแหน่งใน คสช. และที่ปรึกษาประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช.ตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 5/2559 รวม 28 ตำแหน่ง และแต่งตั้งโฆษกประจำ คสช. รองโฆษก-คณะ รวมอีก 6 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการสังกัดกองทัพบก กระทรวงกลาโหม

เทียบสมัยยุคคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) หากนับคืน-นับวัน-นับปีที่อยู่ในอำนาจแทบเทียบกันไม่ได้กับยุคปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปี 11 เดือน


ที่มา FB

สื่อออนไลน์ Online Media

ooo


ความเห็นจากเวป






แมลงสาบสะอื้น... ดาหน้าออกมาจวก ร่าง พ.ร.บ. พรรคการเมือง (แล้วใครล่ะเป่านกหวีดเรียกมันมา)




พลพรรคแมงสาบดาหน้าออกมาจวก
****************************
__//นิ่มอนงค์

แมลงสาบดิ้น

แล้วใครล่ะเป่านกหวีดเรียกมันมา

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
จวก-ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองว่า
ร่างขึ้นโดยมนุษย์ 2 ประเภท คือ

1.มนุษย์ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีไฝฝ้าราคีคาว อยู่บนหอคอยไม่เคยลงดินเรียกได้ว่า เป็นพวกโลกสวย

2.มนุษย์ที่มีอคติกับนักการเมือง เหมือนจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง มนุษย์พวกนี้ส่วนหนึ่งเคยบริหารพรรคการเมืองมาแล้วแต่ล้มเหลว จึงประกอบด้วยอคติต่อพรรคการเมือง

-มนุษย์ทั้ง 2 ประเภท ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาให้จัดระเบียบสังคม วันดีคืนดี ก็ห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ วันดีคืนดีก็บอกว่า พรรคการเมืองเป็นความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในสังคมต้องขจัดออกไปต้องให้มีคนบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้นที่เข้ามาอยู่ มนุษย์ที่อวตารมาจัดระเบียบสังคมเหล่านี้บอกว่า ต่อไปนี้ใครสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต้องจ่ายเงินให้พรรคการเมืองปีละ 100 บาท ไม่งั้นอย่าหมายสะเออะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเลย

-ท่ามกลางการถูกทำลายจากผู้ที่มาด้วยอำนาจพิเศษที่ก่นด่านักการเมืองและพรรคการเมืองอยู่ทุกวัน วันนี้ แม้จะจุดธูปเชิญให้ใครมาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเขายังวิ่งหนีเลย ครั้นจะขึ้นป้ายหน้าพรรคประกาศว่า เชิญมาเป็นสมาชิกพรรค แต่ต้องจ่ายเงินให้พรรคคนละ 100 บาท ไม่งั้นหมดสิทธิเป็นสมาชิก ลองนึกดูเถอะ แต่ละพรรคจะเหลือสมาชิกกี่คน

-สังคมที่ไม่มีพรรคการเมือง หรือสังคมที่คิดกำจัดพรรคการเมือง คือสังคมเผด็จการ ส่วนสังคมที่ส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง คือสังคมประชาธิปไตย เลือกกันเอาเอง
http://www.matichon.co.th/news/538573

ทางด้านนายเจริญ คันธวงศ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ฟัง สนช.อภิปรายเห็นว่าคนร่างกฎหมายนี้ไม่เคยคิดว่าจะตั้งพรรคการเมือง และเห็นว่านักการเมืองเลวร้าย น่ารังเกียจ เขาถึงเขียนแต่สิ่งที่ปฏิบัติได้ยาก คิดแบบราชการ แต่พรรคการเมืองต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่ที่เขียนมานี้จะทำให้พรรคการเมืองไม่พัฒนา เช่น กำหนดให้พรรคการเมืองเก็บเงินค่าสมาชิก ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ทำมาหลาย 10 ปีแล้ว โดยเก็บแค่ 20 บาทสมาชิกยังไม่ให้เลย

http://www.matichon.co.th/news/537656

ที่มา FB

นิ่มอนงค์

ooo



รัฐบาลรู้ดีว่าประชาชนคัดค้านการซื้อเรือดำน้ำ จึงต้องใช้เล่ห์เพทุบายตอนที่ประชาชนกำลังเผลอในช่วงสงกรานต์... "ปล้น"





"ปล้น"

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ครม. อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนจำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ระบุไม่มีลับลมคมในแต่ไม่แถลงเพราะเป็นเรื่องความมั่นคง เผยกองทัพเรือประเมินภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทยแล้ว มีความจำเป็นต้องมีเรือดำนำ้เพื่อป้องกันซึ่งล้วนเป็นความเท็จ เพราะเรื่องที่กองทัพเรือจะซื้อเรือดำน้ำได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมมานานแล้ว แม้กระทั่ง นรม. ยังเคยแถลงข่าวนี้ด้วยตนเองเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมาว่า "เรือดำน้ำจีนถูกสุด ซื้อ 2 แถม 1 คุณภาพใช้ได้" ดังนั้น การจัดซื้อเรือดำน้ำจึงไม่ได้เป็นความลับอย่างที่กำลังบิดเบือน แต่ที่ต้องทำเป็นความลับเพราะกลัวประชาชนรู้

รัฐบาลรู้ดีว่าประชาชนคัดค้านการซื้อเรือดำน้ำ จึงต้องใช้เล่ห์เพทุบายแอบดำเนินการตอนที่ประชาชนกำลังเผลอในช่วงสงกรานต์ที่ ครม. ประกาศให้หยุดยาวจนถึงวันที่ 17 พอเปิดงานวันแรกคือวันที่ 18 ในขณะที่ประชาชนกำลังงัวเงียเพราะการเดินทางรวมทั้งกำลังสับสนกับคำสั่งห้ามนั่งในแคปและกระบะท้าย รัฐบาลจึงรีบฉวยโอกาสแอบนำเรื่องนี้เข้าไปอนุมัติใน ครม. เนื่องจาก (1) ประเทศกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจจึงควรใช้เงินเพื่อปากท้องของประชาชนมากกว่านำไปซื้ออาวุธ (2) ส่วนที่อ้างว่ามีภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่เป็นความจริง เพราะไทยตั้งอยู่ท่ามกลางมิตรประเทศที่ไม่ได้มีปัญหาชายแดนและกำลังจะรวมเป็นประชาคมอาเซียน และ (3) รัฐบาลนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลเพราะมาจากการรัฐประหาร จึงไม่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนและอยู่ในโรดแมปช่วงสุดท้ายอันถือเสมือนเป็นรัฐบาลรักษาการจึงไม่ควรดำเนินโครงการที่ผูกพันไปถึงรัฐบาลหน้า แต่สิ่งที่รัฐบาลนี้ทำกลับสวนทางและทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้นเริ่มจากซื้อรถถังตามด้วยอนุมัติสองขั้นให้พรรคพวกจากนั้นแอบซื้อเรือดำน้ำ

ส่วนผู้ที่ต้องรับเคราะห์คือประชาชนที่ถูกคนพวกนี้ยึดเอาอำนาจไปยังไม่ทันได้คืนก็ถูกคนพวกนี้ตามมาฉกเงินไปซื้ออาวุธอีก อย่างไรก็ตาม เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาคงจะใช้ได้กับสัปบุรุษ แต่ไม่อาจใช้ได้กับบุคคลจำพวกที่สัปบุรุษต้องพ่ายแพ้ คนพวกนี้กระทั่งอำนาจของประชาชนยังกล้ายึดมาเป็นของตัว การแอบอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจึงถือเป็นเรื่องเล็ก ส่วนคนประเภทไหนที่สัปบุรุษต้องพ่ายแพ้ใครรู้ช่วยบอกด้วย

วัฒนา เมืองสุข
พรรคเพื่อไทย
25 เมษายน 2560


ที่มา FB

Watana Muangsook

ooo



ooo





“Toys for the boys” “ของขวัญสำหรับเด็กผู้ชาย” นักวิชาการให้ความเห็นกับ AFP กรณีอนุมัติจัดซื้อ #เรือดำน้ำไม่ได้เกินความจริงหรอก เพราะเรามี “เรือบรรทุกเครื่องบิน” ที่ไม่มีเครื่องบินสักลำประจำการ จอดทอดสมอ นาน ๆ เอาออกมาวิ่งงานวันเด็กเท่านั้นเอง

แต่ AFP พลาดไปนิดเดียว เพราะความจริงมันไม่ได้แค่ 13,500 ล้านอย่างที่เข้าใจกันเมื่อวาน ความจริงคือที่อนุมัติเป็นการจัดซื้อทั้งหมด 3 ลำในราคา 36,000 ล้านบาท“ประวิตร" ยันจำเป็นต่อการรักษาทรัพยากรทางทะเลในระยะ 200 ไมล์ทะเล พวกจ่ายภาษีไม่มีสิทธิรู้หรอก เขาตัดสินใจกันเอง เป็นความลับทางทหาร ประวิตรยืนยันด้วยว่า กองทัพเรือเป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดหาทั้งหมด เขาไม่เกี่ยว แต่ที่ AFP สัมภาษณ์นายพลทหารเรือที่เกษียณราชการแล้วบอกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการซื้อเรือดำน้ำ ครั้งนี้ โดยเห็นว่าควรเอาเงินไปซื้อเรือตรวจการณ์และเฮลิคอปเตอร์ดีกว่า "No real navy man would push for these submarines," เหมือนนายพลท่านนี้จะพูดว่า “ลูกทัพเรือแท้ ๆ ไม่มีใครสนับสนุนให้ซื้อเรือดำน้ำหรอก” ต้องมีสักคนที่โกหก ท่านว่าใครล่ะ?

อย่างไรก็ดี AFP สรุปภาพได้ชัดเจน ปฏิวัติทีไรงบประมาณทหารขึ้นทุกที ช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีการยึดอำนาจสองครั้ง แต่งบกลาโหมเพิ่มขึ้นสามเท่า #ใครที่อิ่มหมีพีมันขอให้พุงแตกตายซะ #RespectMyTax

https://sg.news.yahoo.com/thai-junta-defends-cheap-393-mn-chinese-sub-041435682.html
http://www.komchadluek.net/news/politic/273351#.WP7g4NOSSDg.facebook


Pipob Udomittipong


ooo




เปิดแล้วกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยกคุณภาพชีวิตรายได้สูง ภายใต้วิสัยทัศน์ ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง




เปิดร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยกคุณภาพชีวิตรายได้สูง


By กองบรรณาธิการ ข่าวการเมือง
25 เมษายน 2560
ที่มา Voice TV


เปิดร่างกรอบยุทธศาสตร์ 20 ปี ต้องปฏิรูป-ปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ มุ่งเศรษฐกิจ สังคมของประเทศเหมาะกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลก ยึดพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว




ร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) แบบสรุปย่อจำนวน 21 หน้า ได้กำหนดกรอบการพัฒนาระยะยาว เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นำไปสู่การพัฒนาให้คนไทยมีความสุขและตอบสนองต่อการบรรลุ ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสร้างรายได้ระดับสูงเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และสร้างความสุขของคนไทย สังคมมีความมั่นคง เสมอภาคและเป็นธรรม





โดยร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ เกิดขึ้นเมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีอำนาจหน้าที่จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ร่างกรอบยุทธศาสตร์นี้ยังระบุว่า ประเทศไทยมิได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ประเทศ เป้าหมายและยุทธศาสตร์ของประเทศในระยะยาว การบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหารจึงให้ความสำคัญกับนโยบายพรรคการเมือง หรือนโยบายของรัฐบาล เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลทำให้การดำเนินนโยบายขาดความต่อเนื่อง ถือเป็นการสูญเสียโอกาสและสิ้นเปลืองทรัพยากรของประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทยให้มีเป้าหมายการพัมนาในระยะยาว และเพื่อเป็นการกำหนดให้ฝ่ายบริหารมีความรับผิดชอบที่จะต้องขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายที่ยอมรับร่วมและเป็นเอกภาพ ประเทศจำเป็นจะต้องมี "ยุทธศาสตร์ชาติ"

ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติประเทศไทยต้องปฏิรูปและปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบขนานใหญ่ เพื่อให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเหมาะสมกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลก ยืดหยุ่นปรับตัวได้เร็วรับมือกับความเสี่ยงและภัยคุกคามแบบใหม่ได้





สำหรับวิสัยทัศน์ ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ความมั่นคง คือการมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยและการเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอกประเทศในทุกระดับ ประเทศมีความมั่นคงในเอกราชและอธิปไตย มีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน สังคมมีความปรองดองและมีความสามัคคี ประชาชนมีความมั่นคงในชีวิต มีงานและรายได้ที่มั่นคงพอเพียง

ความมั่งคั่ง ประเทศไทยมีการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ยกระดับเป็นประเทศในกลุ่มประเทศรายได้สูง ความเหลื่อมล้ำของการพัฒนาลดลง ประชากรได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกันมากขึ้น เศรษฐกิจมีคามสามารถในการแข่งขันสูง สามารถสร้างรายได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ความสมบูรณ์ในทุนที่จะสามารถสร้างการพัฒนาต่อเนื่อง

ความยั่งยืน คือการพัฒนาที่สามารถสร้างความเจริญรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดีไม่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมจนเกินความสามารถในการรองรับและเยียวยาของระบบนิเวศน์ ประชาชนทุกภาคส่วนยึดและปฏิบัติตามเศรษฐกิจพอเพียง

ooo

แต่คุณภาพชีวิต ณ บัดนาว...



คุมตัว 'วิชาญ ภูวิหาร' เครือข่าย 'สมาน ศรีงาม' อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิต



ภาพจาก จส. 100

คุมตัว เครือข่าย 'สมาน ศรีงาม' อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิต

Tue, 2017-04-25 18:55
ที่มา ประชาไท

ตร.คุมตัว วิชาญ ภูวิหาร รองประธานสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ เครือข่าย 'สมาน ศรีงาม' อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิต รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

25 เม.ย. 2560 จากกรณีหมุดคณะราษฎร หรือ 'หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ' ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่ระบุถึงเหตุการณ์สำคัญและหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.2475 หายไป แต่ถูกแทนด้วยหมุดใหม่ที่มีข้อความและความหมายใหม่แทนในจุดเดิม ซึ่งขณะนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติการดังกล่าวนั้น


วิชาญ ภูวิหาร พยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ (ที่มา : เฟซบุ๊ก Chanikant Kengnok)


ล่าสุดวันนี้ (25 เม.ย.60) เว็บไซต์ จส.100 และมติชนอออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิชาญ ภูวิหาร รองประธานสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ เดินทางมาเพื่ออ้างตัวว่าเป็นผู้ถอนหมุดคณะราษฎร พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบ ความหนา 27 หน้า ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านำหมุดดังกล่าวไว้ที่ใด 

รายงานข่าวระบุด้วยว่า วิชาญ อ้างว่าเมื่อถอนหมุดแล้วก็วางไว้ที่บริเวณดังกล่าว ขณะนี้อยู่ที่ใดตนไม่ทราบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไปพูดคุย

นอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุอีกว่า วิชาญ พยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหิ้วปีก พอเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปยัง สน.ดุสิต วิชาญ จึงขอยื่นเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัววิชาญไปยัง สน.ดุสิต

พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 ระบุว่า เมื่อมีผู้มาอ้างว่ากระทำความผิดก็ต้องนำตัวไปสอบปากคำว่ากระทำจริงหรือไม่ รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด



กลุ่ม สมาน ศรีงาม วางดอกไม้หมุด (ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก 'สมาน ศรีงาม' )


โดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก 'สมาน ศรีงาม' ของ สมาน ศรีงาม แกนนำสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ยี่นหนังสือบิ๊กตู่ ขอแสดงประชามติรับรองการถอนหมุดเผด็จการที่ล้าหลังออกไป และวางหมุดประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าแทนที่ และทำให้มีการโอนอำนาจมาสู่สภาประชาชนฯ แก้ไขปัญหาชาติและประชาชนคนทั้งประเทศ





ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปี 2558 สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้โพสต์ภาพชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ กำลังทำพิธีกับหมุดคณะราษฎร ที่ปักไว้กับถนนหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยเช่นกัน



ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ กำลังทำพิธีกับหมุดคณะราษฎร เมื่อต้นปี 2558


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
เทพมนตรีประกาศหาเจ้าของ 'หมุดคณะราษฎร' ขีดเส้นตายสิ้นปีนี้ ถ้าไม่มีจะขุดออก
หมุดคณะราษฏรถูกรื้อถอน พบหมุดใหม่ “ประชาชนสุขสันต์หน้าใส” มาฝังแทนที่

ทหารปล่อย “เอกชัย หงส์กังวาน”แล้ว หลังพยายามยื่นหนังสือให้รัฐบาลถอนหมุดหน้าใส





ทหารปล่อย “เอกชัย หงส์กังวาน”แล้ว หลังพยายามยื่นหนังสือให้รัฐบาลถอนหมุดหน้าใส

ที่มา มติชนออนไลน์
25 เม.ย. 60

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำเนินการถอนหมุดหน้าใส ซึ่งถูกนำมาเปลี่ยนแทนหมุดคณะราษฎร ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ หายไป ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวบตัวทันที ก่อนมีเจ้าหน้าที่ทหาร มานำตัวไปยัง มทบ. 11

ล่าสุดมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ได้ปล่อยตัวนายเอกชัย หงส์กังวาน จาก มทบ.11 แล้ว หลังถูกจับเมื่อเช้านี้ โดยทหารกำลังพาไปส่งบ้าน

ด้านนาย อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และนักเคลื่อนไหวกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ระบุว่า เมื่อสักครู่ เอกชัย หงส์กังวาน โทรมาแจ้งว่าได้รับการปล่อยตัวแล้ว ทหารกำลังพาไปส่งบ้าน ขอยกเลิกกิจกรรมยืนเฉยๆ เย็นนี้นะครับ ขอบคุณครับ



หนังสือที่จะยื่นให้นายกรัฐมนตรี- จากเฟสบุ๊กเพจประชาไท

ooo




แค่จะบอกว่าเห็นไหมพวก คสช. นี่เขาอูฟูกันแล้ว คอนเฟิร์มได้เลยเรื่องซื้อเรือดำน้ำโปร่งใส

นี่ไง การลงทุนภาครัฐของ คสช. ที่มีปัญหา เรือดำน้ำหยวนคล้าสจากจีน ๑ ลำ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท จะจ่ายกี่งวด มันก็ต้องจ่ายเหมือนกัน

หนำซ้ำมุบมิบอนุมัติกันแล้วไม่แถลง อ้างเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง ลับชั้นสุดยอดเสียด้วย (โฆษกห่านอูว่างั้น) มันส่อเจตนา อีแอบไม่ใช่ไม่ควรรู้แต่ไม่อยากให้รู้กัน มันมีอะไรอยู่ในพงต้องคุ้ยดู

แถมซื้อแล้วรอสร้างอีกต่างหาก จนคนบนทวีตภพเขาบ่น “ฟังแล้วปวดตับ ไม่มีใครเคยใช้เรือดำน้ำนี้แม้แต่จีนคนทำ เขาก็รอใช้พร้อมเรา แล้วอีกตั้งหลายปีถึงจะสร้างเสร็จ เทคโนฯ เปลี่ยนไปขนาดไหน สักแต่ซื้อ” (Lin Okabe @Byakuren29)

ไม่ใช่ สักแต่ซื้อละมั้ง ตั้งอกตั้งใจกันเลยเชียวละ เรื่องนี้ต้องถาม อิศรา


ก่อนอื่น ใครๆ ก็รู้อันนี้โปรเจ็คสำคัญของ บิ๊กตือไม่ว่าเรือดำน้ำ ยานหุ้มเกราะ หรือว่าโรงงานผลิตสรรพาวุธ จากจีนย้ำ ต้อง จีน เป็น ‘wind beneath my wings’ ของทั่นรองนายกฯ ฝ่ายกลาโหม

นับเป็นครั้งแรกที่มีการยืนยันข้อมูลว่ามีใบสั่งจากภายนอกมายังกองทัพเรือให้พิจารณาเรือดำน้ำจีนเป็นพิเศษ...

เป็นการจัดหาจากประเทศจีนทั้งที่ผ่านมามีปัญหาด้านประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพไทยมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรถถัง เรือรบ หรือแม้แต่อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่อากาศแบบ KS-1C ที่กองทัพอากาศเพิ่งจัดหาเข้าประจำการ”

สำนักข่าวอิศราแจ้งว่าจีนพยายามเน้นถึง อ้อพชั่น ของตนว่ามีมากกว่าคนอื่น “และหลีกเลี่ยงที่จะไม่กล่าวถึงคุณลักษณะสำคัญพื้นฐานที่ด้อยกว่าค่าเฉลี่ยของเรือดำน้ำอื่นๆ อย่างชัดเจน”

อาทิ ขนาดใหญ่เกินไปจำเป็นต้องใช้ดำในพิกัดน้ำลึก “เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติการได้อย่างอิสระ” ถ้าจะไว้ดำเก็บหอยในอ่าวไทยคงพอไหว ในเมื่อความเร็วก้แค่ ๑๘ น็อตภายใน ๑๐ นาฑี ขณะที่รายอื่นๆ เขาแล่น ๒๐ น็อตในเวลา ๑ ชั่วโมง อายุการใช้งานสั้นกว่าคนอื่น แบ้ตเตอรี่ก็มีกำลังต่ำ เป็นต้น

“ทางจีนเองก็ทราบดีว่า ถ้าเทียบตัวต่อตัวนั้นเรือดำน้ำจีนไม่สามารถสู้กับเรืออื่นได้ โดยเฉพาะเรือจากทางยุโรป การจะให้ได้เปรียบต้องสู้ด้วยจำนวนที่มากกว่า คือสู้ด้วยคุณภาพไม่ได้ ต้องสู้ด้วยปริมาณ”

อันเป็นที่มาของวลีทอง จากปาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่เอื้อย คสช. “ซื้อสองแถมหนึ่ง”

นั่นก็คือทางการไทยออกใบจัดซื้อ ‘purchasing order’ ว่าต้องการเรือดำน้ำสองลำในวงเงิน ๓๖,๐๐๐ ล้านบาท ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเด็น เกาหลีใต้ ยื่นข้อเสนอกันตามนั้น แต่จีนมีทีเด็ดกว่า (คงจะกระซิบข้างหูบิ๊กตือว่า) ราคาเดียวกัน อั๊วให้ลื้อสามลำ

เท่านั้นละได้เรื่อง มติ ครม. วันที่ ๑๘ เมษา ลับสุดยอด ฟัน เลย แบบว่า “ยืนยันไม่มีลับลมคมใน” โปร่งใสและซาบซ่า จีน ซื้อใจ ไทย ขายของถูก ‘made in China’ วินวิน

จีนได้เป็นมหามิตรใหม่ ไทยได้เรือลำใหญ่ไว้เขียนเสือให้วัวกลัว ตามวิเทโศบาย ป้องปราม ของกองทัพเรือ “แม้ว่าที่จริงอาจจะยิงได้ไม่ไกลเท่านั้นก็ตาม ดังนั้นมันก็จะทำให้เกิดความยับยั้งชั่งใจและนำไปสู่การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง” เออน่ะ

ทั้งเรื่องโปร่งใสไม่มีลับลมคมในนี่ก็สำคัญมากด้วยละ เพราะ คสช. ทุกคนอิ่มหมีพีมัน ตั้งแต่หัวหน้าใหญ่ลงไปยันถึงระดับตบเท้า ได้รับสองขั้นกันระนาวถ้วนหน้า ๒๔,๐๓๓ นาย ด้วยมติ ครม. ๑๘ เมษา ปิดท้ายนั่นละ

งานนี้ ประชาชาติธุรกิจ เป็นผู้แจกแจง (http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1493054703)

นอกจากการเลื่อนขั้นบำเหน็จตอบแทนให้เป็น โบนัส แก่ทหารชั้นผู้น้อยแล้ว ขณะเดียวกัน นายพลชั้นผู้ใหญ่ ที่ดำรงตำแหน่งใน คสช. ก็ได้เงินประจำตำแหน่ง เงินเพิ่มและค่าตอบแทน ขณะดำรงตำแหน่งตลอด ๒ ปี ๙ เดือน”

ยกตัวอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ายึดอำนาจ ได้เงินค่าตอบแทนที่คว่ำรัฐบาลประชาธิปไตยแล้วใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ม.๔๔ สั่งโน่นสั่งนี่ เดือนละ ๗๕,๕๙๐ บาท กับเงินเพิ่มแนบมาอีก ๕ หมื่น ต่อเดือน

เสร็จแล้วบังเอิ๊นบังเอิญ ไม่มีบังอรไหนมีความสามารถวิเศษในการเป็นนายกรัฐมนตรีได้ดีเท่าลุงตูบ บิ๊กตู่ก็เลยนั่งคล่อมตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกเดือนละ ๗ หมื่นห้ากว่าๆ บวกกับ ๕ หมื่น

รวมเวลา ๓๓ เดือนฟาดเข้าไป ๘ ล้านกับอีกเกือบ ๓ แสนแล้ว คนเดียวนี่แหละ

ส่วนรองหัวหน้าอย่างพี่ป้อมที่เป็นรองนายกฯ ด้วย ก็ได้เงินเดือนสองเด้งเหมือนกัน คือประจำตำแหน่งนักยึดอำนาจ ๗๔,๔๒๐ บวกกับเงินเพิ่ม ๔๕,๕๐๐ บาทต่อเดือน กับประจำตำแหน่งรองนายกฯ อีกจำนวนเท่ากัน น้อยกว่าน้องตู่หน่อยเดียว 

รวมแล้ว ๒ ปี ๙ เดือนเป็นเท่าไหร่ไปคิดกันเอง ตัวเลขมันเยอะขี้เกียจคำนวณ ไม่ถนัดคณิตศาสตร์ 

แค่จะบอกว่าเห็นไหมพวก คสช. นี่เขาอูฟูกันแล้ว มีอันจะกินพอใช้ไม่คิดคอรัปชั่นกันหรอก คอนเฟิร์มได้เลยเรื่องซื้อเรือดำน้ำโปร่งใส

ร้านอาหารข้างถนน : ความหมายและความสำคัญ



ภาพจาก พันทิป


ร้านอาหารข้างถนน : ความหมายและความสำคัญ


โดย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ

สำนักข่าวต่างประเทศได้ตัดสินให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มี “ ร้านอาหารริมถนน ” ( Street Food ) ดี/อร่อยติดอันดับโลก และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยติดใจจนต้องมาเที่ยวกรุงเทพ จังหวัดอื่นๆ ในเมืองไทย ตัวอย่างเสน่ห์อาหาร เช่น ร้านขายข้าวขาหมูที่อร่อยมาก แถวประตูช้างเผือกของเชียงใหม่ตอนนี้ก็ต้องรับนักท่องเที่ยวจีนจนแน่นขนัดทุกคืน

เราจะเข้าใจการขยายตัวและความสำเร็จของ“ ร้านอาหารข้างถนน” ได้อย่างไรกัน

ประเด็นแรก ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงความหมายของการกินข้าวนอกบ้าน ( eat out) เพราะการกินข้าวนอกบ้านเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนหน้าทศวรรษของการพัฒนานั้น การกินข้าวนอกบ้านถือเป็นชีวิตของผู้คนระดับล่างๆ ในตำราหมอดู/พิจารณาคนที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทำนายคน (เมื่อนำเอาวันเดือนปีเกิดมาบวกกันแลัวเหลือเศษเก้า) ความว่า “ เศษ 9 กินข้าวกลางตลาด เสมอชาติสุนัข ถึงจะมีวาสนา ต้องประกอบทำการงาน แม้นตระกูลทลิทก ถึงต่ำตกก็บ่นาน ดังนักเลงสุราบาน พอขวนขวายใส่ท้องตน ”

การกินข้าวนอกบ้านในสมัยนั้น และเรื่อยมาจนต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ จะมีอยู่เฉพาะในบริเวณตลาดเท่านั้น เพราะตลาดเป็นสถานที่เดียวที่มีคนพลุกพล่าน และที่สำคัญ คนตลาดต้องทำงานในตลาดจนไม่มีเวลาที่จะทำอาหารกินในครอบครัวเหมือนครอบครัวทั่วไป

ในช่วงทศวรรษการพัฒนา ๒๕๐๐ เป็นต้นมา การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ทำให้เกิดชนชั้นกลางและ ครอบครัวเดี่ยว รวมทั้งได้ผลักดันให้ผู้หญิงออกทำงานนอกบ้าน พร้อมกับการสร้าง “พื้นที่สาธารณะ” ใหม่ๆขึ้น ได้ทำให้การกินข้าวนอกบ้านได้กลายมาเป็น “ ความหรูหรา/ความสุข” ของการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ

โครงสร้างพื้นฐานหลายมิติที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยของการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง สถานที่ราชการ มหาวิทยาลัยฯลฯ ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการกินข้าวนอกบ้านไปมากขึ้น อาจารย์ปิยชาติ สึงตี แห่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยเสนอบทความที่เน้นว่าความเปลี่ยนแปลงความนิยมในการกินข้าวนอกบ้านนี้เป็นกระบวนการ “จากความหรูหรามาสู่ความจำเป็น ” (From Luxury to Necessity ) และท่านได้เน้นว่าเมื่อถนนหนทางถูกสร้างกว้างขวางมากขึ้น บริษัทเซลล์ซึ่งกำลังทำตลาดเรื่องน้ำมันและก๊าซหุงต้มได้เข้ามามีบทบาทสร้าง “ เชลล์ชวนชิม” โดยหม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ และส่งผลให้ความหมายของการกินข้าวนอกบ้านเปลี่ยนแปลงไป

อาจารย์ปิยชาติ สึงตียังได้เสนออีกว่าการเกิด “ อาหารไทย” “ อาหารชาววัง” “อาหารพื้นถิ่น” “อาหารจานเดียว” ก็เป็นสิ่งที่ถูกสถาปนาขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวและมีอิทธิพลของ “เชลล์ชวนชิม” ( หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ) อย่างมากทีเดียว

ประการที่สองที่ส่งผลโดยตรงต่อการสร้างสรรค์ “ร้านอาหารข้างถนน ” ก็คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงของการพัฒนา ได้ทำให้เกิดการไหลเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯและเขตเมืองทั้งหลายมากขึ้น การเปลี่ยนความหมายของการกินข้าวนอกบ้านนี้จึงสอดคล้องไปกับความต้องการของแรงงานที่ถูกกดขี่ได้รับค้าจ้างต่ำจำนวนมากที่ต้องการอาหารสำเร็จราคาถูกในการยังชีพ จึงทำให้เกิด “ร้าน/เพิงอาหารข้างถนน”เพิ่มมากขึ้นตามวันเวลา

“เพิง/ร้านอาหารข้างถนน” เป็นการสร้างสรรค์ของคนตัวเล็กตัวน้อยภายใต้เงื่อนไขที่รัฐไม่ได้ดูแลพวกเขาเลย การจะอยู่รอดได้ก็ต้องทำธุรกรรมแบบไม่เป็นทางการนี่แหละครับ อยากจะย้ำว่านี่คือผลงานสร้างสรรค์ด้วยตัวของผู้คนที่รัฐไม่ได้ดูแล มิหน่ำซ้ำ ยังรังเกด้วยการไล่ที่ทำมาหากินเป็นระยะด้วยซ้ำ

ประการที่สาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสี่สิบปีหลังนี้ ยิ่งทำให้ครอบครัวเดี่ยวกลายเป็นโครงสร้างหลักของสังคม พร้อมกับการทำงานนอกบ้านของทั้งสามีและภรรยา ซึ่งทำให้การทำอาหารกินกันเองในบ้านเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากขึ้น ส่งผลให้คนจำนวนมากกว่ามากต้องฝากท้องไว้กับการกินข้าวนอกบ้าน ซึ่งก็ทำให้เกิดความหลากหลายในการประกอบการร้านอาหารมากขึ้น ลำดับชั้นของร้านอาหารก็ชัดเจนและถูกเน้นมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ ร้านอาหารข้างถนนได้สั่งสมประสบการณ์รุ่นต่อรุ่นเรื่อยมา ทั้งประสบการณ์ตรงของการทำอาหาร หรือ ประสบการณ์อ้อมของการทำอาชีพนอกระบบ และทำให้เกิดการขยายตัวและสร้างรสชาดเฉพาะตนขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม หลายกรณีขยับขึ้นไปสู่ร้านอาหารระดับบนได้อย่างน่าสนใจ หลายกรณียังคงพึงพอใจอยู่กับตลาดมวลชนที่ใหญ่โดโดยที่ไม่สนใจจะขยับปรับเปลี่ยนชั้นของร้านอาหาร

ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผ่านมา ได้ทำให้การประกอบกิจการ “ ร้านอาหารข้างถนน” เป็นยุทธวิธีในการแก้ไขปัญหา (coping strategies ) ในเรื่องการทำมาหากินของผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย กล่าวได้ว่าหากปราศจากช่องทางในการทำ “ร้านอาหารข้างถนน” สังคมไทยจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและวิกฤติเศรษฐกิจมากกว่าที่พบกันในวันนี้ ทั้งจากผู้มีรายได้น้อยที่ยังชีพได้เพราะอาหารราคาถูกข้างถนน และผู้ประกอบการข้างถนนที่นอกจากพอจะหารายได้ได้บ้างก็ยังได้ฝากท้องของครอบครับไว้กับร้านของตนเอง

ร้านอาหารข้างถนนจึงเคลื่อนย้ายไปสู่ทุกพื้นที่ที่มีผู้คนและความต้องการ จนได้กลายเป็นเครื่องหมายสัญญลักษณ์ที่สำคัญของการท่องเที่ยว และเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตอยู่ของผู้คนจำนวนมาก

สุดท้ายนี้ ขอแสดงความคารวะต่อพี่น้องร้านอาหารข้างถนนทุกท่านนะครับ ท่านทั้งหลายได้สร้างสรรค์พลังทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญให้แก่สังคมไทยครับ

ooo




เรื่องหมุดฯยังมีคนไม่ยอมเงียบ พรุ่งนี้10โมงอดีตนักโทษมโนสำนึก ม112 เอกชัย หงส์กังวาน จะไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ประยุทธ์ตามหาเจ้าของหมุดหน้าใส และให้ถอนไปไว้ที่อื่นหากไม่พบเจ้าของใน 7 วัน





เรื่องหมุดฯยังมีคนไม่ยอมเงียบ พรุ่งนี้10โมงอดีตนักโทษมโนสำนึก ม112 เอกชัย หงส์กังวาน จะไปยื่นจดหมายเรียกร้องให้ประยุทธ์ตามหาเจ้าของหมุดหน้าใส และให้ถอนไปไว้ที่อื่นหากไม่พบเจ้าของใน 7 วัน (ถ้าไม่ถูกหิ้วไปก่อนเพราะตอนเย็นตำรวจมาขอก็ไม่ยอม) เอกชัยบอกผมว่าถ้าถูกหิ้วไป 2-3 วันก็ไม่เป็นไร เพราะเคยติดคุกมาเกือบ 3 ปีื - อีกหนึ่งก้อนหินปูทางเพื่อเสรีภาพสังคมไทย#ป #เอกชัย #หมุดคณะราษฎร

A former prisoner of conscience will ask Prayuth to find owner of new royalist Plaque. If not found in 7 days, it should be removed. Ekachai Hongkangwan dares to take risks. #Juntaland #Thailand

Pravit Rojanaphruk


ooo


จดหมายจากอดีตนักโทษทางความคิดถึงประยุทธ์เรื่องขอให้หาเจ้าของหมุดขำหน้าใส+ถ้าไม่เจอใน7วันให้ขุดไปเก็บ


วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

.

เรียน ประยุทธ จันทร์โอชา
เรื่อง การขอให้ถอนหมุดที่ไม่มีเจ้าของในลานพระบรมรูปทรงม้า

.

ตามที่ปรากฏข่าวในสื่อมวลชนหลายแห่งตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2560 ถึงการแทนที่ของหมุดใหม่ซึ่งถูกขนานนามเป็น “หมุดหน้าใส” ในบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดแสดงถึงความเป็นเจ้าของในหมุดดังกล่าวจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนถึงความเหมาะสมของหมุดดังกล่าวที่นำมาติดตั้งในบริเวณเขตพระราชฐาน

ด้วยเหตุนี้พวกเราในฐานะประชาชนจึงขอให้รัฐบาล ดำเนินการดังต่อไปนี้เพื่อแก้ไขข้อสงสัยของหมู่ประชาชนต่อหมุดดังกล่าวดังนี้

1.รัฐบาลจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน และสื่อของรัฐเพื่อให้เจ้าของหมุดดังกล่าวแสดงตัวเป็นเจ้าของภายใน 7 วัน

2.หากไม่มีผู้ใดแสดงความเป็นเจ้าของหมุดดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด รัฐบาลต้องดำเนินการถอนหมุดดังกล่าวออกจากบริเวณนี้ และนำหมุดดังกล่าวไปเก็บรักษาในสถานที่อื่นที่เหมาะสมเพื่อรอให้เจ้าของหมุดดังกล่าวมารับหมุดดังกล่าวคืนในภายหลัง

ทั้งนี้การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการรักษาซึ่งนิติรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน


เอกชัย หงส์กังวาน

ooo


FORMER CONVICT RISKS ARREST TO PETITION PRAYUTH ON PLAQUE



A pro-democracy activist on June 24, 2016, lays down flowers about the 1932 revolution plaque at the Royal Plaza in Bangkok


By Pravit Rojanaphruk, Senior Staff Writer
Khaosod English
April 24, 2017


BANGKOK — A man once jailed for defaming the monarchy said he will petition junta leader Prayuth Chan-ocha on Tuesday to find out who replaced a plaque representing democracy with one bearing royalist inscriptions.

Despite being asked by the authorities to back off, Ekachai Hongkangwan said he will give Prayuth seven days to identify the owner of the new plaque. If no answer is forthcoming, he said it should be removed and kept elsewhere if none is found.

“I am not afraid. They may take me in for attitude adjustment for two or three days, but that’s fine. I have been in prison before,” he said.

Last week, two activists were taken away by the military and detained for questioning for hours after they tried demanding that Prayuth search for the lost plaque, which marked the revolution ending absolute monarchy in 1932.

Authorities have been mostly silent on the issue and discouraged people from making it an issue. Deputy national police chief Srivara Ransibrahmanakul said police could not investigate the public plaque’s disappearance unless an “owner” stepped forward to make a claim.

The 42-year-old Ekachai – who in 2013 was jailed nearly three years for distributing copies of a news program critical of the monarchy produced by the Australian Broadcasting Corp. and now assists lese majeste suspects and convicts – said eight police officers from Lat Phrao police visited him at his home at about 4:30pm today asking him not to go ahead tomorrow.

“They asked me if it’s possible that I not go. I said I had already announced it [on Facebook] so I can’t backtrack,” Ekachai said. Asked again if he’s not afraid, the man replied, “I told you, if they want to take me in, so be it. It’s not serious.”

ooo

อัฟเดทจากประชาไท...


ตร.ปรามถึงบ้าน 'เอกชัย' ยันจะยื่นหนังสือนายกฯ ถอนหมุดใหม่

Mon, 2017-04-24 20:48

ที่มา ประชาไท
ตำรวจบุกบ้าน 'เอกชัย หงส์กังวาน' นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ขอให้หยุดยื่นหนังสือนายกฯ เรื่องหมุดใหม่พรุ่งนี้ เจ้าตัวยืนยัน ไม่หวั่นโดนรวบ





24 เม.ย.2560 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ เวลาประมาณ 16.30 น.มีชาย 8 คนมายืนที่หน้าบ้านของเขา โดย 2 คนในจำนวนนั้นแต่งเครื่องแบบตำรวจ ตัวแทนของกลุ่มที่มาแจ้งกับเขาว่า มาจาก สน.ลาดพร้าวและต้องการพูดคุยด้วย แต่เขาปฏิเสธที่จะออกไปคุยนอกบ้านและสนทนาผ่านกระจกหน้าบ้านแทน เจ้าหน้าที่ถามถึงการเตรียมจะไปยื่นคำร้องเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร เขาปฏิเสธว่าจะไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับหมุดใหม่ ไม่ใช่หมุดคณะราษฎรแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอไม่ให้เขาเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ แต่เขายังคงยืนยันที่จะไป

เอกชัยกล่าวว่า เขามีความกังวลเล็กน้อยที่จะถูกรวบตัว แต่เชื่อมั่นว่าการยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ดูได้จากกรณีที่ผ่านมารัฐใช้มาตรการปรับทัศนคติเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เขาโพสต์เฟซบุ๊กว่า เขาไม่เห็นด้วยที่ประชาชนจะตกอยู่ในความหวาดกลัวมาตรการนอกกฎหมายอย่างการปรับทัศนคติ และยอมหยุดเคลื่อนไหวทุกอย่างโดยง่าย

"เอาเป็นว่า ถ้า 10 โมง ผมยังไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล แสดงว่าผมน่าจะโดนรวบไปแล้ว เพราะผมยืนยันว่ายังไงก็จะไป" เอกชัยกล่าว

สำหรับข้อเรียกร้องของเขาคือ ขอให้รัฐบาลประกาศเจ้าของหมุดใหม่ทางสื่อสารมวลชนทุกช่องทางเป็นเวลา 7 วัน หากยังไม่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ ขอให้รัฐบาลขุดหมุดใหม่ออกไปเก็บไว้ยังที่เหมาะสมก่อนเพื่อรอเจ้าของมารับคืนภายหลัง

"การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการรักษาซึ่งนิติรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน" หนังสือระบุ โดยเอกชัยโพสต์หนังสือดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.

ทั้งนี้ เอกชัย วัย 41 ปี เดิมมีอาชีพขายหวยบนดิน หลังการรัฐประหารในปี 2549 เอกชัยเริ่มสนใจการเมือง และชื่นชอบแนวทางของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เมื่อไปชุมนุมในเดือนมีนาคม 2554 เขาได้นำซีดีสารคดีการเมืองไทยของสำนักข่าว ABC ประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์แปลไทยทำสำเนาไปขายชุดละ 20 บาทในที่ชุมนุม จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อและจับกุม จากนั้นราว 2 เดือนถัดมา คดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยเอกชัยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาไม่กี่คนที่สามารถประกันตัวได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน โดยถูกคุมขังอยู่เพียงสัปดาห์กว่าๆ

ภายหลังการจับกุมเขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงมูลเหตุจูงใจในการขายซีดีและเอกสารดังกล่าวว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมุมมองจากสื่อต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งน่าสนใจและอาจดีกว่าสื่อไทยซึ่งต่างเลือกข้างกันหมด

ในระหว่างต่อสู้คดี ทนายจำเลยได้ร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานสำคัญ 2 ปากคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา แต่หลังจากผู้พิพากษาหารือกับทนายจำเลยก็ยอมที่จะไม่เรียกพยานทั้ง 2 ปากดังกล่าว (อ่านรายละเอียด) จากนั้นวันที่ 28 มี.ค.2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 5 ปีแต่ลดโทษให้เหลือ 3 ปี 4 เดือนเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี (อ่านรายละเอียด) ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน เขาถูกคุมขังในเรือนจำจนครบโทษและได้ออกจากเรือนจำเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558

วันจันทร์, เมษายน 24, 2560

ค้านข้าราชการ ไม่ค้านทหาร... ฉบับเต็ม!ขรก.ตำแหน่งใดบ้างนั่งกก.รัฐวิสาหกิจ เสี่ยงขัดปย.ทับซ้อน-สตง.ชงบิ๊กตู่รื้อระบบ





ฉบับเต็ม!ขรก.ตำแหน่งใดบ้างนั่งกก.รัฐวิสาหกิจ เสี่ยงขัดปย.ทับซ้อน-สตง.ชงบิ๊กตู่รื้อระบบ


23 เมษายน 2560
ที่มา สำนักข่าวอิศรา

"..จากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งหากข้าราชการที่เกษียณเคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลนโยบายและด้านการปฏิบัติของรัฐวิสาหกิจรายสาขา (regulator) และตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากข้าราชการดังกล่าวอาจยังมีอำนาจจากบทบาทหน้าที่ทางราชการเดิม และทราบข้อมูลภายในที่จะแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง.."


กรณีสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจเพื่อเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ ระบุว่า อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ทั้งในส่วนข้าราชการระดับสูง รวมถึงกรณีข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ ที่เคยกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจด้วย นั้น

(อ่านประกอบ : หวั่นหน้าที่ขัดผลปย.ทับซ้อน! สตง.ชงบิ๊กตู่ รื้อระบบขรก.นั่งกก.รัฐวิสาหกิจ)

ข้อมูลในรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์กรณีนี้ ที่สาธารณชนยังไม่ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน คือ ข้าราชการตำแหน่งใดบ้าง? ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ และสตง.เห็นว่า อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ล่าสุดสำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบข้อมูลผลการศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำฉบับเต็มมาเสนอ ณ ที่นี้

เรื่อง การศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ

กราบเรียน นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ศึกษาวิเคราะห์การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ พบว่า การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐโดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

1 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ อาจทำให้เกิดการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

1.1 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการระดับสูงในส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุม กำกับดูแลด้านนโยบายและด้านการปฏิบัติการของรัฐวิสาหกิจรายสาขา

จากการวิเคราะห์ข้อมูลการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ พบว่า รัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีข้าราชการระดับสูงที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งด้านสายการบังคับบัญชาและด้านบทบาทภารกิจเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานกรรมการ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงานเป็นกรรมการ การไฟฟ้านครหลวง มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย มีอธิบดีกรมเจ้าท่าเป็นกรรมการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการ เป็นต้น

ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงดังกล่าว เป็นประธานกรรมการหรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจ อาจทำให้เกิดการขัดกันระหว่างการทำหน้าที่ผู้บริหารระดับสูงของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐซึ่งทำหน้าที่ในการออกนโยบาย ควบคุม กำกับดูแลการดำเนินกิจการต่างๆ ของรัฐวิสาหกิจ เพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์สาธารณะ คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด กับ การทำหน้าที่ประธานกรรมการหรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งทำหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแลการบริหารกิจการ การตัดสินใจ การวางแผนนโยบาย และการวางแผนกลยุทธ์เพื่อบรรลุเป้าหมายของรัฐวิสาหกิจ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ดีที่สุดขององค์กร และการแสวงหากำไรหรือประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักการและนโยบายการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ทั้งนี้ มีสาเหตุสำคัญเนื่องจาก กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจกำหนดให้แต่งตั้งกรรมการโดยตำแหน่งหรือผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งเป็นข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการบัญชีและการเงินของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2548 กำหนดให้ต้องมีผู้แทนกระทรวงการคลังเข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนี้พระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจไว้ตามมาตรา 5 โดยห้ามกรรมการไม่ให้เป็นผู้ถือหุ้นและไม่ให้ดำรงตำแหน่งใด ๆ ในรัฐวิสาหกิจรวมถึงบริษัทในเครือ แต่ไม่ได้ห้ามข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลทั้งด้านสายการบังคับบัญชาและด้านบทบาทภารกิจเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ

อย่างไรก็ตาม คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ปรับปรุงและจัดทำแนวทางปฏิบัติเรื่องกระบวนการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจ รวมถึงการปรับปรุงรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจในระบบ director pool และให้กระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งในส่วนกรรมการโดยตำแหน่งที่ขัดหลักธรรมาภิบาลที่ดี (กรรมการรัฐวิสาหกิจต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่เป็นผู้กำกับดูแลรายการสาขา (regulator)) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้กำหนดทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญของกรรมการรัฐวิสาหกิจ (Skill matrix) เพื่อปรับปรุงบัญชีรายชื่อกรรมการแล้ว ส่วนแนวทางการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ กระทรวงเจ้าสังกัดแต่ละแห่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวน

1.2 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจของข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย

เช่น ข้าราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายภาษีอากร กำกับดูแลผู้เสียภาษี ตรวจสอบผู้ประกอบการให้ดำเนินการเสียภาษีให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด โดยรักษาผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก ส่วนรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือเป็นองค์กรธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด และบริหารจัดการให้มีกำไรหลังหักภาษีมากที่สุด หากมีข้าราชการกรมสรรพากรเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจอาจเกิดการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

โดยการตรวจสอบข้อมูลการดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือ จำนวน 213 แห่ง พบว่า มีข้าราชการกรมสรรพากร จำนวน 6 คน เข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือ จำนวน 11 แห่ง ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. โรงงานไพ่ 3. บริษัท พีทีที เอ็นเนอร์ยี่รีซอร์สเซส จำกัด 4. บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด 5. บริษัท โรงแรมเอราวัณ จำกัด 6. บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) 7. ธนาคารออมสิน 8. บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด 9. บริษัท รักษาความปลอดภัย กรุงไทยธุรกิจบริการ จำกัด 10. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย และ 11. องค์การตลาดเพื่อการเกษตรกร

1.3 การดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ ซึ่งเคยกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 หมวด 9 การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม มาตรา 100 และมาตรา 101 ได้กำหนดห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแล ควบคุม หรือตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจของเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ทางราชการ หรือผลกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้นำมาใช้บังคับผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ถึง 2 ปีด้วย

อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวนั้น ไม่ได้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกตำแหน่ง แต่ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) กำหนด ซึ่งปัจจุบันได้มีการกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องห้ามตามมาตราข้างต้นไว้ 4 ตำแหน่ง คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น และรองผู้บริหารท้องถิ่น ประกอบกับคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีการวินิจฉัยตีความว่า “ธุรกิจเอกชน” ตามมาตรา 100 (4) ของบทบัญญัติดังกล่าว ตามเรื่องเสร็จที่ 368/2544 โดยหมายถึง ธุรกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของ โดยไม่รวมถึงธุรกิจหรือกิจการใดที่ตามกฎหมายถือว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ

จากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวข้างต้นทำให้ข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ ซึ่งหากข้าราชการที่เกษียณเคยดำรงตำแหน่งในหน่วยงานซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลนโยบายและด้านการปฏิบัติของรัฐวิสาหกิจรายสาขา (regulator) และตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย อาจส่งผลให้เกิดความเสี่ยงในด้านผลประโยชน์ทับซ้อนเนื่องจากข้าราชการดังกล่าวอาจยังมีอำนาจจากบทบาทหน้าที่ทางราชการเดิม และทราบข้อมูลภายในที่จะแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง

โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ พบว่า มีรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่มีข้าราชการเกษียณอายุไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่เคยกำกับดูแล เช่น อดีตข้าราชการกรมสรรพสามิต ดำรงตำแหน่งกรรมการในโรงงานยาสูบ อดีตข้าราชการกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งกรรมการในธนาคารอาคารสงเคราะห์ เป็นต้น

2 กรรมการบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาจมีความเสี่ยงที่จะไปดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในเครือ โดยตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 5 กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจไว้ โดยไม่ให้เป็นผู้ถือหุ้นหรือดำรงตำแหน่งใดๆในรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบริษัทในเครือ เว้นแต่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจนั้น

แต่ตามพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว มาตรา 4 กำหนดให้รัฐวิสาหกิจ คือ (1) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล หรือกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึงหน่วยงานธุรกิจที่รัฐเป็นเจ้าของ แต่ไม่รวมถึงองค์การหรือกิจการที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อสงเคราะห์หรือส่งเสริมกิจการใดๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจ (2) บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า และหรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) มีทุนรวมอยู่ด้วยเกินร้อยละ 50 หรือ (3) บริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กระทรวง ทบวง กรม หรือรัฐวิสาหกิจตาม (1) หรือ (2) มีทุนรวมอยู่ด้วยถึงสองในสามซึ่งบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจบางแห่งที่หน่วยงานรัฐมีทุนไม่ถึงสองในสาม จึงไม่มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติฯ ข้างต้นแต่มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกำหนดมีความหมายของรัฐวิสาหกิจในมาตรา 4 คือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการและ/หรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50

ดังนั้น บริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม อาจมีความเสี่ยงที่กรรมการรัฐวิสาหกิจสามารถดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงบริษัทในเครือของรัฐวิสาหกิจได้ ทำให้ผู้กำกับดูแล ควบคุม และตรวจสอบกับผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกัน เกิดการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อป้องกันความเสียหายแก่รัฐ อันอาจเกิดจากการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อนจากการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำและให้การบริหารงานรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงมีข้อเสนอแนะเพื่อนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ดำเนินการ ดังนี้

1 เร่งรัดและติดตามการดำเนินงานให้กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจพิจารณาแนวทางการปรับปรุงกฎหมายจัดตั้งในส่วนกรรมการโดยตำแหน่งที่ขัดหลักธรรมาภิบาลที่ดี ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558

2 ทบทวนหลักการและแนวทางการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจปี 2552 เพื่อประกอบการกำหนดคุณสมบัติของกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมถึงการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำที่มีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามกฏหมายการกำหนดระยะเวลาในการเว้นวรรคการทำงานของข้าราชการเกษียณอายุที่จะไปดำรงตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ (cool-off period) และการดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ของกรรมการรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุงและจัดทำแนวทางปฏิบัติเรื่องกระบวนการสรรหากรรมการรัฐวิสาหกิจ

ทั้งหมดนี่ คือ ผลการศึกษาวิเคราะห์ของ สตง. ซึ่งพบข้อมูลหลายส่วนที่มีความสำคัญอย่างมาก เกี่ยวกับปัญหาการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจของข้าราชการประจำ ที่อาจเกิดความเสี่ยงในการขัดกันของหน้าที่หรือผลประโยชน์ทับซ้อน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ

ส่วนพล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานประธานกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ จะพิจารณาตัดสินใจอย่างไรเกี่ยวกับข้อมูลเรื่องนี้ สาธารณชน โปรดจับตาดูกันต่อไปแบบห้ามกระพริบตาโดยเด็ดขาด!

หมายเหตุ : ภาพประกอบเรื่องจาก OKnation และ news.sanook.com

ทำไมแนวคิดแบบ "เสรีนิยมประชาธิปไตย" ไม่เคยมีการเติบโตในประวัติศาสตร์ไทย





เอาจริงๆประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีการเติบโตของแนวคิดแบบ "เสรีนิยมประชาธิปไตย" มาก่อนเลย

คณะขุนนางเดิมนิยมราชาธิปไตยแบบไทย

คณะราษฎรทั้งหมดเป็นชาตินิยม - มีปรีดีคนเดียวที่เป็นสังคมนิยมสายกลาง

จากนั้น 2500 ทหารต่อมาเป็นชาตินิยม + ราชาธิปไตย

แล้วคอมมิวนิสต์เข้ามา

ในยุคตุลา 2516 ขบวนการเรียกร้องของนักศึกษา และอื่นๆอีกมากมาย อยู่ในชุดความคิดแบบ สังคมนิยม + ชาตินิยม

หลัง 2519 ไทยก็อยู่ภายในรัฐบาล ชาตินิยม + ราชาธิปไตย มาตลอด

ดังนั้นแนวคิดหลักของไทยคือ ชาตินิยม + ราชาธิปไตย / ส่วนรองคือ สังคมนิยม + ชาตินิยม

ไม่เคยมีเลยที่แนวคิด เสรีนิยมประชาธิปไตย จะปรากฎขึ้นในสังคมไทย

ดังนั้นเหล่าคนเดือนตุลาที่สนับสนุนเผด็จการณ์อะไรเนี่ย เขาไม่ได้คอรัปอุดมการณ์ของตัวเองหรอก เพราะสมัยตุลาก็ สังคมนิยม + ชาตินิยม ไม่มีใครแคร์รัฐสภา เลือกตั้งทั่วไป อะไรแต่แรกแล้ว เขาเชื่อกันมาตลอดว่ารัฐสภาเนี่ยมันระบบของพวกกฎุมพี นายทุน ตั้งมาขูดรีดแรงงาน

ความรู้เรื่องการจัดตั้งมวลชนที่ใช้กันมาทั้ง พธม. นปช. หรือ กปปส. ก็พวก พรรคคอมมิวนิสต์ไทยเก่าทั้งนั้น

ถ้าไม่นับพวกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ก็อนุรักษ์นิยม

จนมี นิติราษฎร + สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย ประเทศไทยถึงเริ่มมีความคิดแบบ เสรีนิยมประชาธิปไตย ขึ้นเป็นครั้งแรก

ที่จริงๆ เราพึ่งเริ่มสอนกันว่า ประชาธิปไตย = คนเท่ากัน คนมีเสรีภาพด้านการพูด แสดงความเห็น อะไรเนี่ย เมื่อ 4 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง



ที่มา FB


Harit Mahaton