วันศุกร์, มีนาคม 24, 2560

ยุคเถื่อน : กสม. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังพี่ชายชัยภูมิ ป่าแส ถูกขู่ถึงขั้นกระสุนปืนวางหน้าบ้าน - Overview : 'คดีทหารยิงเด็กลาหู่ อัยการฟันธงใช้ระเบิดเป็นข้ออ้างยิงทิ้งไม่ได้'





กสม. เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังพี่ชายชัยภูมิ ป่าแส ถูกขู่ถึงขั้นกระสุนปืนวางหน้าบ้าน

Fri, 2017-03-24 15:59
ที่มา ประชาไท

กรรมการสิทธิฯ เตรียมลงพื้นที่เกิดเหตุวิสามัญฯ ชัยภูมิ ป่าแส หลังรับเรื่องร้องเรียน กรณี ไมตรี พี่ชายบุญธรรมของชัยภูมิโดนคุกคามหนักถึงขั้นส่งกระสุนปืนมาวางหน้าบ้าน ส่วนปมวิสามัญชัยภูมิฯ กำลังรวบรวมข้อมูล รับใช้เวลานาน ต้องรอหลายฝ่าย



เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งองค์กรภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (ที่มาภาพ เพจ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)


24 มี.ค. 2560 วันนี้ ที่ห้องรับรอง 604 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง พร้อมทั้งองค์กรภาคีองค์กรและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เดินทางเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงพื้นที่ติดตามกรณีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เพื่อให้คดีดังกล่าวได้ดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องและโปร่งใส และสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่และคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ผู้สื้อข่าวประชาไท สัมภาษณ์ อังคณา นีละไพจิตร กสม. เกี่ยวกับความคืบหน้าภายหลังจากรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว โดย อังคณา ชี้แจงว่า ทาง กสม. มีประเด็นที่จะตรวจสอบ 2 ประเด็น หนึ่ง ประเด็นการวิสามัญฯ ชัยภูมิ นั้นต้องใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากต้องรอผลชันสูตร และเชิญเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบถามที่สำนักงาน โดยขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลกันอยู่

ส่วน ประเด็นที่ สอง กรณีนักสิทธิมนุษยชนชาวลาหู่ คือ ไมตรี จำเริญสุขสกุล ซึ่งเป็นพี่ชายบุญธรรมของชัยภูมิ ที่กำลังถูกคุกคาม นั้น อังคณา ระบุว่า ตนได้รับแจ้งว่ามีการข่มขู่คุกคามด้วยการวางกระสุนปืนไว้หน้าบ้านไมตรี ซึ่งถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน และทาง กสม. เป็นห่วงความปลอดภัยของไมตรี จึงจะดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน โดยกระบวนการตรวจสอบจะดำเนินผ่านการลงพื้นที่เพื่อพบชาวบ้าน ผู้เสียหายเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จำเป็น


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย 'ชัยภูมิ' มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องยิงป้องกันตัว
รายงาน: ‘วิสามัญฆาตกรรม’ เกินกว่าเหตุหรือไม่ ใครเป็นคนกำหนด


ooo

Overview : 'คดีทหารยิงเด็กลาหู่ อัยการฟันธงใช้ระเบิดเป็นข้ออ้างยิงทิ้งไม่ได้'




https://www.youtube.com/watch?v=m-2pmsXpvWk&feature=youtu.be

BeerNoDrinK

Published on Mar 23, 2017
Overview ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ 23 03 2017 Voice TV วิเคราะห์ในประเด็น คดีทหารยิงเด็กลาหู่ อัยการฟันธงใช้ระเบิดเป็นข้ออ้างยิงทิ้งไม่ได้

ดับชีวิต"ชัยภูมิ ป่าแส"สู่การแก้ปัญหาชนเผ่า ลบมายาคติ แหล่งยาเสพติด-ทำลายป่า




https://www.youtube.com/watch?v=_jM6tM62_Ss

ดับชีวิต"ชัยภูมิ ป่าแส"สู่การแก้ปัญหาชนเผ่า ลบมายาคติ แหล่งยาเสพติด-ทำลายป่า

jom voice

Published on Mar 23, 2017

นายศักดา แสนมี่ เลขาธิการเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และนายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความจากศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับการวิสามัญฆาตกรรมนายชัยภูมิ ป่าแสเยาวชนนักเคลื่อนไหวเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ ด้วยข้อหายาเสพติดและพยายามขัดขืนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โดยนายศักดา กล่าวว่า การเสียชีวิตของน้องชัยภูมิ สังคมไทยโดยเฉพาะรัฐบาลควรตระหนักถึงปัญหาชนเผ่น คนไร้สัญชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามตะเข็บชายแดน ปัญหานี้หมักหมมมานาน สังคมไทยมีมายาคติเกี่ยวกับชนเผ่าว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด การบุกรุกป่า ตัดไม้ทำลายป่า และเป็นที่มาของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงมาโดยตลอด เพื่อแก้ปัญหาการเหมารวมและลบมายาคติดังกล่าว รัฐบาลและสังคมไทยควรจะจริงจังที่จะกำหนดนโยบายเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ให้ชนเผ่า กลุ่มชาติพันธุ์ มีตัวตนมีสิทธิที่จะเข้าถึงความเป็นธรรมและสวัสดิการของรัฐเช่นเดียวกับพลเมืองไทยโดยทั่วไป

.....

ทนาย"น้องชัยภูมิ"กังวลพยานกลัว-ทหาร เสนอตั้งกก.อิสระค้นหาความจริง



https://www.youtube.com/watch?v=ZEmqbKKUPcs

jom voice

Published on Mar 22, 2017

นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ทำหน้าที่ทนายให้กับนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนเผ่าลาหู่ จังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกทหารวิสามัญฆาตกรรมในข้อหามียาเสพติดและพยายามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายศักดา แสนมี่ เลขาธิการเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีวิสามัญนายชัยภูมิ ป่าแส โดยนายสุมิตรชัยกล่าวว่า ข้อมูลเวลานี้ออกมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียว ซึ่งก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่นั้นก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปแต่สิ่งที่จะต่อสู้คือ การวิสามัญฆาตกรรมนั้นเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุและเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับ จึงเรียกร้อให้มีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระเข้ามาสอบสวนเหตุการวิสามัญฆาตกรรมครั้งนี้ โดยเชิญผู้เชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามร่วม อย่างไรก็ตามในฐานะพยานก็พยายามจะสอบหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด แต่กังวลใจมากเพราะพยานที่เห็นเหตุการณ์จำนวนมากตอนนี้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะให้การซึ่งอันนี้เป็นปัญหาหนึ่งของการทำงาน แต่จะประสานการทำงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ด้วย


ใช้ ม.44 สารพัดอย่าง แต่ใช้ปิดบังความชั่วไม่ได้... เพราะไส้ในเน่า, สส.สุนัย, 23 มี.ค. 60 รายการเกาะติดคิดทันข่าว




https://www.youtube.com/watch?v=aTMDQnnM33c

ใช้ ม.44 สารพัดอย่าง แต่ใช้ปิดบังความชั่วไม่ได้... เพราะไส้ในเน่า, สส.สุนัย, 23 มี.ค. 60

Voice of Thailand VOT

Streamed live 21 hours ago

ดาวน์โหลดไฟล์ mp3 ได้จาก http://www.mediafire.com/file/48dumq8... หรือ https://www.4shared.com/web/directDow...
ดาวน์โหลดวีดีโอต้นฉบับไฟล์ได้จาก http://www.mediafire.com/file/j95wvlz... หรือ https://www.4shared.com/web/directDow...
หัวข้อ: ใช้ ม.44 สารพัดอย่าง แต่ใช้ปิดบังความชั่วไม่ได้... เพราะไส้ในเน่า
รายการ "เกาะติดคิดทันข่าว", 23 มี.ค. 2560
วิทยากร: สส.ดร.สุนัย จุลพงศธร
ผู้ดำเนินรายการ: สุกิจ ทรัพย์เอนกสันติ
สถานีเสียงประชาชนไทย, Voice of Thailand (VOT), ชิคาโก สหรัฐอเมริกา

อย่าไว้ใจทหาร เพราะทหารไม่เคยทำให้ไว้ใจ





ถ้าคุณเป็นปุถุชน ฟังความรอบด้าน ใช้วิจารณญาน ดูเหตุดูผล แบบที่พวกลูกขุนในระบบยุติธรรมตะวันตกใช้พิจารณาในการตัดสินคดี คุณจะเชื่อใคร

ระหว่างทหารแม่ทัพภาคที่ลูกน้องกดเอ็ม-๑๖ วิสามัญฆาตกรรมเด็กหนุ่มชาวเขาที่ไม่ยอมลงจากรถเมื่อทหารเรียกตรวจ กับผู้เห็นเหตุการณ์แม้จะเล่าความจริงด้วยความกลัว

(ขอบคุณประชาไท นำเสนอรายละเอียดทั้งสองฝ่าย http://prachatai.org/journal/2017/03/70713)


“ทหารบอกลงมา จะค้นในรถ น้องคนนั้นบอกทหารว่าผมไม่ผิด ลงไปทำไม จะตรวจก็ตรวจในรถก็พอ” ชายเชื้อชาติลีซอเล่าด้วยภาษาชาวเขาโดยมีพยานอีกคนแปลเป็นไทย ว้อยซ์ทีวีนำเสนอทั้งคลิปเสียงและถอดความเป็นอักษร

“ทหารเลยกระชากคอลงมา แล้วก็ตี สามคนรุมตี คือว่า ให้ชัยภูมินอนคว่ำแล้วตีข้างหลัง เอากำปั้นตีหัว เอาตีนถีบ แล้วก็ยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด ปืนเอ็ม ๑๖ พอยิงปุ๊บ ทหารลูกน้องก็แห่กันวิ่งมาอีกสามเป็นหกคน”

“ทั้งตีทั้งถีบ กระชากเสื้อขึ้นมา ต่อยหน้า แล้วมือข้างซ้ายดึงผม ถีบตรงหน้าอก น้องกระเด็นหงายท้อง พอน้องลุกขึ้นก็วิ่งหนี”

ตรงนี้แหละที่แม่ทัพภาค ๓ อ้างเวอร์ชั่น “ผู้บังคับหน่วยสอนลูกน้องดี” ว่า “ชัยภูมิมีพิรุธ เมื่อถูกเชิญลงจากรถได้วิ่งหนีและพยายามขว้างระเบิดมา เจ้าหน้าที่จึงต้องยิงป้องกันตัว

โดยเล็งไปที่แขนแต่เฉียดไปโดนจุดสำคัญ” “บุญของน้องมีแค่นั้น” (วาสนา นาน่วม รายงาน)

ทั่นแม่ทัพลำดับเหตุจากที่ดูวิดีโอกล้องวงจรปิด ว่าตอนเข้าไปค้นรถ ทหารไม่ได้ถืออาวุธนะเธอว์ แต่ตอนยิงนั่น เอ็ม-๑๖

“เจ้าหน้าที่ผู้ยิง ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขามีความตั้งใจทำงาน” ซึ่ง “ทหารที่ไล่ชัยภูมิใส่เสื้อแขนสั้น แล้วพอหนีไปถึงที่หน้าบ้านตำรวจ ก็มีทหารพูดว่ายิงมันเลยๆ...

ผู้ตายไม่มีอะไรในมือซักอย่าง น้องกลัวมาก ไม่ได้หันกลับมาอีกเลย วิ่งหน้าอย่างเดียว...ตอนน้องหนีทหารยิงปืนสามนัด น้องก็ล้ม”

เหตุเกิดอย่างนี้ละที่ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ บอกว่า “ถ้าเป็นผมในเวลานั้นอาจกด ‘ออโต้’ ไปแล้วก็ได้” ไอ้เณรอาจจะลั่นไกตามที่ “ผู้บังคับหน่วยสอน” พอทำเนา ถ้าระดับแม่ทัพภาคนี่รัวหมดแม็ก (กาซีน) ไปเลย ไม่เหี้ยมแต่ต้องเลือดเย็น

ตานี้มีหญิงอีกหนึ่งคนในหมู่หลายๆ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าบ้าง “พอน้องชัยภูมิตายปุ๊บ ทหารก็เอากระเป๋าของน้องไปที่ห้องทหาร อีกซักพักก็เอากระเป๋าใบนั้นกลับมาไว้ที่รถ

คนที่นี่เห็นทหารยัดยาบ้าใส่ แล้วมีมีดอันนึงที่ทหารถือไว้ แล้วก็ไปหลังรถแล้วก็ถ่ายรูป”

เหล่านั้นเป็นบอกเล่าโดยผู้ให้การณ์ขอสงวนรูปพรรณ เพราะว่า “มีผู้เห็นเหตุการณ์นี้หลายคน แต่ไม่มีใครกล้าเป็นพยานให้นายชัยภูมิ เพราะกลัวอำนาจของเจ้าหน้าที่

เนื่องจากหมู่บ้านผักปิ้ง หมู่บ้านที่นายชัยภูมิพักอาศัยอยู่ มีตัวแทนทหารเข้าไปเยี่ยมชาวบ้าน พร้อมกำชับว่า ไม่ให้มีการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/473214.html)





อย่างนี้นี่แหละที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พูดถึงการที่ทหารจัดปรองดองตามพระราชประสงค์ โดยตั้งคณะอนุกรรมการของตนขึ้นมาจัดการ แต่พรรคเพื่อไทยขอเปลี่ยนเป็นชุดที่มีอิสระจากคราบ คสช.

แล้วบิ๊กตือแจงว่า “ทหารไม่ได้ไปขัดแย้งกับใคร ทหารไปทำอะไรไม่ให้ไว้เนื้อเชื่อใจ” นั้นน่ะ

ถ้าเอามาใช้เป็นมาตรวัดให้กับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกรณีวิสามัญฆาตกรรมหนุ่มนักกิจกรรมเชื้อสายลาหู่ ละก็

บอกได้เลยว่าการที่ทหารทำให้ตาย ทำให้เจ็บ แบบคอกวัว-ราชประสงค์ ๕๓ หรือการเสียชีวิตของพลทหาร ‘ปริญญาโท’ วิเชียร เผือกสม มาถึงการตายของนายชัยภูมิ ป่าแส ปุถุชนผู้มีวิจารณญานย่อมฟันธงเชียวละ

อย่าว่าแต่ไว้เนื้อเชื่อใจ แม้กระทั่งฟังหูไว้หู ก็ยังไม่ควร

รอดูว่าเมื่อไหร่พวกยึดสนามบินจะโดน... เสียหายมโหฬารมากกว่ากันร้อยเท่าพันเท่า - “กี้ร์ อริสมันต์”นอนคุก ศาลฎีกาไม่ให้ประกันคดีขวางประชุมอาเซียนปี52 ที่พัทยา






http://www.matichon.co.th/news/504525

.....

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก 4 ปี "อริสมันต์" พร้อมพวกรวม 13 คน กรณีนำม็อบบุกล้มการประชุมผู้นำอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 13 รายชื่อผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวมีดังนี้

นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
นายนิสิต สินธุไพร 
นายพายัพ ปั้นเกตุ 
นายวรชัย เหมะ 
นายวันชนะ เกิดดี 
นายพิเชฐ สุขจินดาทอง 
นายศักดิ์ดา นพสิทธิ์
พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภารัตน์ 
นายนพพร นามเชียงใต้ 
นายสำเริง ประจำเรือ 
นายสมยศ พรหมมา 
นพ.วัลลภ ยังตรง และ 
นายสิงทอง บัวชุ

ที่มา โพสต์ทูเดย์

http://www.posttoday.com/crime/486242

ooo






ทหารทำอะไร หรือห้ามทำอะไรได้บ้างในระบบการเมืองสหรัฐฯ





พลโท ดร. พงศกร รอดชมภู : ทหารทำอะไร หรือห้ามทำอะไรได้บ้างในระบบการเมืองสหรัฐฯ


โดย พงศกร รอดชมภู
22 มีนาคม พ.ศ.2560
มติชนสุดสัปดาห์


ในประเทศที่มีประชาธิปไตยมั่นคง การเมืองจะมีวาระและมีเสถียรภาพ ความเจริญจะมีความมั่นคง ภัยคุกคามและปัญหาต่างๆจะถูกแก้ไขได้รวดเร็ว แม้ว่าบางครั้งจะมีการตัดสินใจที่ผิดพลาด หรือเป็นที่กังขาบ้าง แต่ด้วยการมีวาระชัดเจนหรือมีการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ประชาชนก็สามารถเลือกทิศทางของชาติได้ใหม่เสมอโดยไม่ติดกับดักอยู่กับความถดถอยเหมือนประเทศเผด็จการทั่วไป

ในการสร้างประชาธิปไตยนั้น เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยในอนาคต จึงขอนำแนวทางในการอนุญาตให้ทหารของตนทำหรือห้ามทำอะไรบ้างของประเทศสหรัฐฯ มาเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไปเมื่อมีโอกาสได้รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริงในอนาคต

สิ่งที่รัฐให้ทหารสหรัฐฯทำได้มีดังต่อไปนี้คือ

สามารถลงทะเบียน ลงคะแนนเสียง แสดงความเห็นส่วนตัวต่อผู้ลงสมัครได้

สามารถส่งเสริมและให้ทหารผู้อื่นไปลงคะแนนเสียงโดยที่ไม่กระทบต่อผลหรือขัดขวางผลการเลือกตั้ง

สามารถร่วมประชุมทางการเมืองได้เมื่อไม่สวมเครื่องแบบ

สามารถเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยเลือกตั้ง หากหน้าที่นั้นไม่ใช่เป็นตัวแทนของพรรคการเมือง ไม่รบกวนการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารและต้องไม่ใส่เครื่องแบบโดยได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น และห้ามรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบมอบหมายอำนาจแก่ผู้อื่น

สามารถลงนามในคำร้องให้มีการเสนอกฎหมายหรือคำร้องให้เสนอชื่อผู้สมัครฯ เมื่อการลงนามนั้นไม่ผูกมัดให้เกี่ยวข้องกับการฝักใฝ่กิจกรรมทางการเมือง เป็นการกระทำในฐานะพลเมืองธรรมดาและไม่ใช่เป็นตัวแทนของกองทัพ





สามารถเขียนหนังสือถึงหนังสือพิมพ์เรื่องความเห็นส่วนตัวต่อประเด็นสาธารณะหรือผู้ลงรับสมัครฯ ถ้าหนังสือนั้นไม่เกี่ยวกับการรณรงค์หาเสียงที่จัดตั้งอยู่หรือ หรือชักชวนให้มีการลงคะแนนสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนใครหรือฝ่ายใด ถ้าหนังสือนั้นระบุว่าเป็นทหารประจำการ จดหมายนี้ต้องแสดงให้ชัดเจนว่าเป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้นไม่เกี่ยวกับทางราชการ

สามารถบริจาคเงินให้กับองค์กรทางการเมือง พรรคการเมืองหรือชุมชนที่สนับสนุนผู้สมัครฯหรือตัวผู้สมัครตามรายชื่อ ตามที่กฎหมายเลือกตั้งกำหนด

สามารถแสดงเครื่องหมายทางการเมืองบนรถส่วนตัวได้
สามารถเข้าร่วมกิจกรรมระดมทุนทางการเมือง การประชุม การรณรงค์ การโต้วาที การประชุมใหญ่ หรือร่วมชมใดๆที่ไม่มีการใส่เครื่องแบบ และเมื่อไม่มีอิทธิพลหรือมีการสนับสนุนอย่างเป็นทางการ การอนุมัติหรือการรับรองนี้อาจถูกถอดถอนได้หากมีเหตุผลเพียงพอ

สามารถเข้าร่วมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้
ในส่วนของข้อห้ามนั้น เป็นดังต่อไปนี้

ห้ามเข้าร่วมในกิจกรรมระดมทุน รณรงค์ ประชุมใหญ่ บริหารจัดการรณรงค์หรือโต้วาที ไม่ว่าจะในนามของตัวเองหรือผู้อื่นโดยไม่มีการกล่าวอ้าง มีการสนับสนุน การอนุมัติหรือรับรองอย่างเป็นทางการ และการมีส่วนร่วมที่เกินกว่าการเป็นผู้ชมปกติ

ห้ามใช้อำนาจที่เป็นทางการ อิทธิพลหรือแทรกแซงการเลือกตั้ง มีผลกระทบต่อการทำงานหรือผลการเลือกตั้ง เรียกร้องให้มีการลงคะแนนต่อผู้สมัครคนใดหรือประเด็นใด หรือต้องการหรือเรียกร้องทางการเมืองจากผู้อื่น

ห้ามยอมหรือเป็นเหตุในการพิมพ์บทความการฝักใฝ่การเมือง หนังสือ หรือรับรองการลงนามหรือลายลักษณ์อักษรที่เรียกร้องการลงคะแนนให้หรือไม่ลงคะแนนต่อพรรคการเมือง ผู้สมัครฯ หรือหัวข้อใดๆ อย่างไรก็ตาม การเขียนหนังสือต่อบรรณาธิการนั้นทำได้

ห้ามทำงานอย่างเป็นทางการให้กับการสนับสนุนกับสมาคมทางการเมือง

ห้ามพูดต่อการชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะเกี่ยวกับพรรคการเมือง ผู้สมัครหรือหัวข้อการอภิปราย

ห้ามมีส่วนร่วมในรายการทางวิทยุ โทรทัศน์หรืออื่นๆ หรือกลุ่มสัมมนาในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนการเมืองใด ผู้สมัครหรือหัวข้อใด

ห้ามทำการสำรวจความเห็นทางการเมืองภายใต้การสนับสนุนการเมืองใด หรือกลุ่มหรือทำการแจกจ่ายเอกสารทางการเมือง





ห้ามทำการบรรยายธรรมหรือทำหน้าที่ใดให้กับคณะกรรมการทางการเมืองหรือผู้สมัครฯระหว่างการรณรงค์ หรือวันลงคะแนน หรือหลังจากลงคะแนนในระหว่างกระบวนการยุติการเลือกตั้ง

ห้ามเรียกร้องหรือร่วมในการหาทุนในที่ทำการราชการใดๆ รวมถึงกำลังสำรองในประเด็นทางการเมืองหรือผู้สมัครฯใดๆ

ห้ามเดินขบวนหรือร่วมในขบวนของพรรคการเมือง

ห้ามแสดงเครื่องหมายทางการเมือง ตราหรือโปสเตอร์ขนาดใหญ่บนรถส่วนตัว

ห้ามแสดงเครื่องหมายสังกัดทางการเมือง โปสเตอร์ ตรา หรืออื่นใดต่อสาธารณะในที่พักในค่ายทหาร แม้ว่าจะเป็นที่พักซึ่งเป็นส่วนการพัฒนาของเอกชนก็ตาม

ห้ามมีส่วนร่วมในการจัดตั้งใดให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงได้รับการขนส่งไปยังที่ลงคะแนนหากว่าเกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ผู้สมัครหรือประเด็นทางการเมือง

ห้ามขายบัตรหรือกิจกรรมในเรื่องสนับสนุนการเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อระดมทุนของพรรคการเมืองและการหาทุนในลักษณะเดียวกัน

ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในฐานะผู้แทนเป็นทางการของทหาร นอกจากเป็นการร่วมพิธีที่เป็นทางการของการประชุมระดับชาติของพรรคการเมือง ที่คณะกรรมการเลือกตั้งรับรองหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้อำนาจไว้

ห้ามทำการรณรงค์ให้บริจาคหรือรับบริจาคหรือเรียกร้องให้มีการบริจาคจากทหารประจำการ

ห้ามทำการทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กระทรวงกลาโหมหรือกระทรวงความมั่นคงเกี่ยวข้องกับทางการเมืองหรือหลีกเลี่ยงข้อบังคับนี้

มาตรา ๘๘ ของข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ห้ามนายทหารใช้คำพูดเหยียดหยามผู้บังคับบัญชาหากฝ่าฝืนเป็นความผิดอาญาและต้องขึ้นศาลทหาร และในทางเทคนิคแล้วรวมถึงนายทหารนอกราชการด้วยในกรณีถ้าถูกเรียกมาประจำการ

มาตรา ๑๓๔๔.๑๐ กิจกรรมทางการเมืองโดยกำลังพลของกองทัพในขณะประจำการ ทั้งพลทหารและนายสิบจะมีความผิดอาญาตามมาตรา ๙๒ ในเรื่องขัดคำสั่งหรือข้อบังคับ

ห้ามทำงานในตำแหน่งใดๆฝ่ายการเมืองพลเรือนหากเป็นตำแหน่งจากการเลือกตั้ง จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยข้อเสนอแนะของวุฒิสภาหรือ เป็นตำแหน่งในฝ่ายบริหารที่ยกเว้นไว้ตามกฎหมายอื่น

ห้ามทำงานในตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายพลเรือน ยกเว้น เป็นพลทหารที่ทำหน้าที่รับรองเอกสาร หรือเป็นคณะกรรมการโรงเรียน หน่วยงานส่วนท้องถิ่นและหน่วยวางแผนของเขตใกล้เคียง โดยที่เป็นตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับขีดความสามารถทางทหารและไม่มีการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร





กล่าวโดยย่อคือ ทหารประจำการของสหรัฐฯ จะไม่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในกรณีใดๆ ตามข้อบังคับของกระทรวงกลาโหม และในทางการเมืองฝ่ายการเมืองที่เป็นพลเรือน คือผู้บังคับบัญชาของทหาร ดังนั้นจึงห้ามนายทหารพูดดูหมิ่นในทางใดๆต่อผู้บังคับบัญชาที่เป็นพลเรือนหรือในความหมายของไทยคือนักการเมืองที่มาเป็นรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีและมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในกรณีของสหรัฐฯ หรือรัฐมนตรีผู้เป็นผู้บังคับบัญชาทหารเช่นตามรัฐธรรมนูญสหพันธ์ฯ เยอรมนี เป็นต้น ส่วนในระดับชั้นประทวนและพลทหารก็มีโทษในฐานะขัดคำสั่งหรือขัดขืนต่อข้อบังคับไป ซึ่งมีโทษทางอาญาทั้งสามระดับ

ในประเทศที่ฝ่ายการเมืองเป็นเผด็จการและใช้กำลังทหารเพื่อกดขี่ประชาชนเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์นั้น ทหารจะฝักใฝ่ทางการเมืองมากเพราะมีส่วนได้เสีย การเชียร์พรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่นิยมทหารจึงเป็นเรื่องปกติ และมักจะพาประเทศชาติไปสู่ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจทุกที่ไปเพราะการใช้อำนาจบังคับนั้น ไม่อาจอยู่รอดในระบบการแข่งขันในเวทีตลาดโลก

ธุรกิจผูกขาดบางแห่งอาจอยากให้ทหารเป็นฝ่ายตน และสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายตนเพราะมีกำลังพลในสังกัดมาก แต่ก็มักพบว่าการลงคะแนนเสียงในหน่วยทหารเพื่อสนับสนุนผู้นำของตนมีไม่มากนัก สุดท้ายก็ต้องใช้กำลังและคำสั่งทางทหารยึดอำนาจทำรัฐประหารซ้ำซาก จนประเทศยากจนลง

ด้วยเหตุนี้ประเทศที่เจริญแล้วเช่นสหรัฐอเมริกา จึงกำหนดขีดเส้นระหว่างทหารกับการเมืองออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การเมืองมีการแข่งขันอย่างเสรีและมีประสิทธิภาพส่งผลให้ได้คนที่ประชาชนเลือก คนที่ประชาชนเลือกเป็นคนดีเสมอเพราะคนส่วนใหญ่ได้ช่วยกันคัดกรองแล้ว

เมื่อประเทศไทยผ่านพ้นเวลาชั่วคราวนี้ไปสู่ประชาธิปไตยแล้ว (แน่นอนว่าการเลือกตั้งไม่ได้หมายถึงเป็นประชาธิปไตยหากมีฝ่ายแต่งตั้งเข้ามามากๆ) การกำหนดบทบาทระหว่างทหารกับการเมืองนั้น เป็นสิ่งจำเป็น

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 23, 2560

ผมว่า.นะจารย์....ทางที่ดีจารย์โทรไปขอขมา ผอ.เขาซะ....แล้วให้ไอ้คนที่ถ่ายคลิปน่ะ ถ่ายใหม่อีกครั้ง....ตอนนี้ท่านผอ. คงผวากับเสียงโทรสับมรณะของจารย์อยู่....พยายามต่อสายหน่อยละกัน.......ไม่งั้น...ปีนี้ทั้งปีจารย์คงเละเป็นขี้เเน่...





ความเห็นจากผู้หวังดีท่านหนึ่ง กรณีคลิปหลุด เรื่อง “ผอ.สำนักพุทธ สนทนากับพุทธะอิสระ”


ผมว่า.นะจารย์....ทางที่ดีจารย์โทรไปขอขมา ผอ.เขาซะ....แล้วให้ไอ้คนที่ถ่ายคลิปน่ะ ถ่ายใหม่อีกครั้ง เอามาลงยูทูป และในเพจหลงปู่....แบบนี้ผมว่าไม่มีใครหน้าไหนมาบิดเบือนได้หรอก....ตอนนี้ท่านผอ. คงผวากับเสียงโทรสับมรณะของจารย์อยู่....พยายามต่อสายหน่อยละกัน.......ไม่งั้น...ปีนี้ทั้งปีจารย์คงเละเป็นขี้เเน่...

....รีบกู้เครดิตเถอะครับ จาน....ลูกศิษย์ ต้านจะไม่ไหวแระ....คนด่าเยอะเกิน.....

ooo

พุทธอิสระแจงยิบ ขออภัยผอ.สำนักพุทธฯ สั่งคนทำคลิปไปมอบตัวแล้ว ยันไม่ได้เป็นลูกศิษย์กัน


วันที่ 23 มีนาคม 2560
ที่มา ข่าวสดออนไลน์


วันที่ 23 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระพุทธอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีคลิปหลุด เรื่อง “ผอ.สำนักพุทธ สนทนากับพุทธะอิสระ” ระบุว่า ในกรณีความล่าช้าของศาลสงฆ์ที่ยังไม่ดำเนินการใดๆ กับเจ้าลัทธิธรรมกาย และกรณีแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ขณะที่ฉันได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์และสถานีวิทยุของรายการหนึ่ง เวลาต่อมาก็มีการโทรคุยกับท่าน ผอ.สำนักพุทธ ในกรณีที่ฉันทวงถามถึงความคืบหน้าของการพิจารณาคดีของศาลสงฆ์ เรื่องการจับนายนายไชยบูลย์หรือธัมมชโยถอดจีวร

เหตุที่ฉันต้องโทรไปถามความคืบหน้าก็เพราะฉันเป็นโจทก์ผู้ยื่นฟ้องอธิกรณ์แก่ธัมมชโย ข้อหาปาราชิกถึง 3 ข้อ คือ อวดอุตริมนุสธรรม ฉ้อโกงทรัพย์ และเสพเมถุน ทั้งที่พุทธะอิสระได้พยายามทวงถามความคืบหน้าของคดีมาตลอดเวลาร่วมปีเศษ แต่คดีก็มิได้มีความคืบหน้าใดๆ เลย จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงตัว ผอ.สำนักพุทธคนใหม่ เมื่อประเทศไทยได้ ผอ.สำนักพุทธคนใหม่ คนไทยทุกคนผู้รักพระธรรมวินัยจึงตั้งความมุ่งหวังเอาไว้กับตัวท่าน ผอ.คนใหม่ท่านนี้อยู่มาก มากจนอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงโดยเร็ววัน แต่ไม่ว่าท่าน ผอ.สำนักพุทธคนใหม่จะเพียรพยายามสักปานใด สุดท้ายยิ่งนานวันเส้นทางดูจะยิ่งตีบตัน

ด้วยเพราะพฤติกรรมการเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องมาตลอดเวลาของศาลสงฆ์ทุกระดับชั้น ไม่ว่าพุทธะอิสระจะพยายามทวงถามความคืบหน้าซักปานใด แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว เมื่อเห็นว่าเวลาได้ล่วงเลยมานานมากแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า พุทธะอิสระจึงต้องโทรไปถามความเคลื่อนไหวของศาลสงฆ์ผู้พิจารณาคดีต่อท่าน ผอ.สำนักพุทธ เมื่อได้รับการชี้แจ้งจากท่าน ผอ.สำนักพุทธ ว่าเจ้าคณะจังหวัดอ้างกับเจ้าคณะหน เจ้าคณะภาคว่าไม่สามารถแต่งตั้งคนนอกมาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสได้ เพราะผิดกฎหมาย

พุทธะอิสระจึงต้องแสดงความเห็นแย้งไปว่า ท่านเจ้าคณะจังหวัดเขาโกหกคุณแล้วล่ะ เพราะตาม พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 39 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส” ทั้งยังเสนอแนวคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ดอกที่จะให้ผู้เป็นลูกน้องธัมมชโย มาสอบอย่างตรงไปตรงมา อีกทั้งยังจะทำให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอทำงานยากลำบากมากขึ้น ในการที่จะเข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินของเจ้าลัทธิ ซึ่งสังคมต้องไม่ลืมว่าว่าสำนักนี้ต้องคดีฟอกเงินและมีผู้เสียหายถึง 4-5 หมื่นคน

ฉันได้เสนอแนวคิดแก่ท่าน ผอ.ว่าควรทำหนังสือ พร้อมนำเสนอกฎหมายคณะสงฆ์ที่ว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของเจ้าอาวาส และการแต่งตั้งถอดถอนให้เจ้าคณะจังหวัดได้ดู เขาจะได้ไม่กล้าที่ตะแบงว่าผิดกฎหมายอีก
ซึ่งท่าน ผอ.สำนักพุทธก็ได้ชี้แจงว่า ท่านได้ดำเนินการส่งหนังสือไปก่อนหน้านี้แล้ว ฉันก็ยังยืนยันว่าท่าน ผอ.ควรจะต้องไปกราบเรียนอธิบายความแก่ท่านเจ้าคณะจังหวัดด้วยตัวของท่าน ผอ.เองก็จะยิ่งดี เนื้อหาการเจรจาก็ประมวลได้ประมาณนี้ พร้อมทั้งขอยืนยันว่าพุทธะอิสระไม่ได้สนิทสนมกับท่าน ผอ.สำนักพุทธคนใหม่เป็นการส่วนตัว ท่าน ผอ.ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของพุทธะอิสระ เพียงแต่พุทธะอิสระได้รับความกรุณาจากท่าน ผอ.ด้วยการช่วยอธิบายความสงสัยในการทำงานของคณะสงฆ์ปกครอง ให้พุทธะอิสระได้เข้าใจเท่านั้น

ประเด็นในเรื่องนี้มันคงอยู่ที่การสนทนาครั้งนี้มันมีการถ่ายคลิปเอาไว้ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นปกติวิถีชีวิตของพุทธะอิสระ ที่ในแต่ละวัน แต่ละเวลา เมื่อมีภารกิจใด เจ้าหน้าที่เขาจะทำการถ่ายคลิปนำไปเผยแผ่ให้ผู้คนได้รับชม ซึ่งหากวันใดพุทธะอิสระจะต้องมีภารกิจสำคัญและพูดคุยกับบุคคลสำคัญ หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ก็จะสั่งห้ามไม่ให้นำคลิปนั้นๆ ไปเผยแผ่ เช่น เวลาให้ข้อมูลแก่ ป.ป.ช. หรือให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ แม้สาวกธรรมกายที่เป็นนายทหารอากาศและพวกมาขอพบโดยอ้างว่าเป็นคนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ส่งมา พุทธะอิสระก็ยังสั่งห้ามการถ่ายทำ ซึ่งต่อมาก็รู้ว่าสาวกธรรมกายพวกนี้โกหกมาแอบอ้างเฉยๆ เป็นต้น

และครั้งนี้ก็เช่นกัน พุทธะอิสระก็ได้ส่งสัญญาณห้ามทำการถ่ายทำหรือเผยแพร่ไปแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าคนถ่ายทำจะไม่เข้าใจ จึงกลายเป็นเหตุให้พวกสาวกธรรมกายนำมาบิดเบือนโจมตี แต่เมื่อมันเกิดการผิดพลาดขึ้น พุทธะอิสระก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และขอโทษมายังท่าน ผอ.สำนักพุทธคนใหม่ด้วย เพราะผู้ทำให้เกิดความผิดพลาดหลังจากพุทธะอิสระเรียกมาสอบปากคำแล้ว เขาทำไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นเหตุทำให้พุทธะอิสระและท่าน ผอ.สำนักพุทธ เสื่อมเสีย และไม่เป็นผลดีใดๆ เลย ขอโทษท่าน ผอ.เป็นอย่างยิ่ง พร้อมกันนี้ได้สั่งให้ผู้เผยแพร่คลิปไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่และไปกราบขอโทษท่าน ผอ.แล้ว และแม้ท่าน ผอ.จะแจ้งความร้องทุกข์เอาผิด พุทธะอิสระก็พร้อมที่จะรับผิดชอบโดยไม่คิดโกรธเคืองหรือตำหนิใดๆ เลย

ooo


อ่านข่าวพุทธอิสระแบล็คเมล์ ผอ. สำนักพุทธศาสนาแล้ว ใครคิดว่าพุทธอิสระไม่อัดเทปตอนคุยกับ คณะรัฐประหารบ้าง

ผมคนหนึ่งที่คิดว่า พุทธอิสระนั้นอัดเสียงไว้แน่ ๆ

แต่ชีวิตนักแบล็คเมล์ใช่ว่าจะจบสวยทุกคน

ดูอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ลงท้ายด้วยการลอบสังหารในปี 2552 และจบด้วยการติดคุก2559

ถ้าพุทธอิสระกร่างมากไป ก็อาจจะจบไม่สวยเช่นกัน

นี่คือวิถีที่นักแบล็คเมล์ควรสำเหนียก


Thanapol Eawsakul

ooo

#หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกูเสือกทำชั่ว
ทำไมพวกแม่งไม่ลงมือลงตีนจัดการ ??

ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา
โลนซ่าส์ทวงบุญคุณกับสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ กองสาบสูญคดีพิเศษ สำนักงานกวดเงินแผ่นดิน และหน่วยงานต่างๆ

ครั้งต่อไป คงพุ่งศรไปยังเหล่าศิษยานุศิษย์ทั้งนายพลทหาร-ตำรวจ คสช ครม ที่เคยเจิมกบาลให้

มันอยากเป็นสังฆราชมาก
พอไม่ไดเลยฟาดงวงฟาดงา
ไปด่าวัดอื่นทั้งชั่วทั้งโง่ !!

อยากเห็นมันติดเชื้อในกระแสเลือดเร็วๆ
รกแผ่นดิน กะลาสุดๆ


Sa-nguan Khumrungroj


รายงานยูเอ็นชี้ว่าการเหยียด-กีดกัน คือสาเหตุหนึ่งของความไม่เท่าเทียมทั่วโลก - Discrimination Compounds Global Inequality: UN Report



ที่มาของภาพประกอบ: Flickr/John Nakamura RemyFlickr/สัญญาอนุญาต CC BY-S.A 2.0


รายงานยูเอ็นชี้ว่าการเหยียด-กีดกัน คือสาเหตุหนึ่งของความไม่เท่าเทียมทั่วโลก


Thu, 2017-03-23 21:35
ที่มา ประชาไท

ในรายงานเรื่องการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติระบุว่าถึงแม้โดยรวมการพัฒนามนุษย์จะดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 27 ปีที่แล้วแต่ยังคงมีปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียม หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้คนถูกกีดกันจากการมีส่วรร่วมทางการเมืองและเศรษฐกิจเป็นเพราะการเหยียดอัตลักษณ์ เช่น การเหยียดชาติพันธุ์ เพศสภาพ หรือชนชั้นวรรณะ

สหประชาชาติออกรายงานเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2560 ระบุว่าถึงแม้ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาโลกเรามีพัฒนาการที่น่าประทับใจ แต่คนจำนวนมากก็ยังคงไม่ได้รับประโยชน์จากพัฒนาการนี้เนื่องจากการเหยียดและกีดกัน

ในรายงานการพัฒนามนุษย์ปี 2560 ของสหประชาชาติระบุว่าการพัฒนามนุษย์โดยรวมแล้วมีพัฒนาการที่ดีขึ้นในทุกภูมิภาคของโลกเมื่อเทียบกับปี 2533 แต่ถึงแม้จะมีพัฒนาการทั่วๆ ไป แต่ปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมกันก็ยังคงอยู่

เฮเลน คลาร์ก ผู้จัดการโครงการพัฒนาของสหประชาชาติรายงานว่า ถึงแม้จะมีการพัฒนาเรื่องการเข้าถึงการศึกษาและสุขอนามัยโดยรวมๆ เพิ่มมากขึ้นและการให้โอกาสผู้หญิงและเด็กผู้หญิงเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ปัญหาความยากจนและการกีดกันก็ยังคงอยู่แม้แต่ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยที่มีคนมากกว่า 300 ล้านคน รวมถึงเด็ก 1 ใน 3 มีชีวิตอยู่ในสภาพที่เอนไปในทางยากจน

เรื่องของความยากจนและการกีดกันมักจะมีสาเหตุมาจากเรื่องการเหยียดอัตลักษณ์ต่างๆ (discrimination) อย่างเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ การเหยียดเพศสภาพ การเหยียดสถานะความเป็นผู้อพยพ ความเป็นชนพื้นเมือง เป็นคนพิการ หรือแม้กระทั่งชนชั้นวรรณะหรือสิ่งที่ถูกมองเป็นชนชั้นล่างทางสังคม ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มักจะถูกกดให้อยู่ภายใต้ความยากจนมากกว่า

คลาร์กกล่าวว่าควรมีการแก้ปัญหาด้วยการขจัดกฎหมายและบรรทัดฐานทางสังคมที่มีลักษณะการเหยียดหรือกีดกันอย่างลึกๆ และตราตรึงในสังคม รวมถึงต้องมีการพูดถึงปัญหาเรื่องผู้คนมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งฉุดรั้งความก้าวหน้าสำหรับผู้คนจำนวนมาก

ยูเอ็นยังพูดถึงเรื่องที่โดยรวมแล้วผู้หญิงและเด็กผู้หญิงยังคงถูกกีดกัน ใน 18 ประเทศยังคงมีกฎห้ามไม่ให้ผู้หญิงทำงานถ้าไม่ได้รับการอนุมัติจากสามี รวมถึงจำนวนประชากรผู้หญิงลดลงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของโลกเนื่องจากการเหยียดเพศหญิงจนทำให้เกิดการบีบให้ทำแท้งเฉพาะเพศหญิงและสังหารทารกเพศหญิงในบางพื้นที่

เซลิม ยาฮาน ผู้อำนวยการสำนักงานรายงานเรื่องการพัฒนามนุษย์ของสหประชาชาติ (HDRO) กล่าวว่า "พวกเราให้ความสนใจกับค่าเฉลี่ยระดับชาติมากเกินไป ซึ่งเป็นการปกปิดมองไม่เห็นชีวิตของผู้คนที่มีความแตกต่างกันมาก" จึงเสนอให้มีการสำรวจคนท่ถูกกีดกันออกไปด้วยและหาสาเหตุว่าทำไมพวกเขาถึงถูกกีดกัน

รายงานของสหประชาชาติยังระบุถึงเรื่องคนที่ถูกไล่ที่ เช่น กลุ่มชนพื้นเมืองในบราซิลหลายชาติพันธุ์ที่รวมแล้วมากกว่า 25,000 คน ถูกไล่ที่เพื่อทำการก่อสร้างเขื่อน โดยที่การบังคับย้ายถิ่นฐานเหล่านี้ทำให้เกิดความแตกแยกของชุมชนและบีบให้กลุ่มชนพื้นเมืองต้องย้ายถิ่นฐานหลายครั้ง

เรียบเรียงจาก

Discrimination Compounds Global Inequality: UN Report, IPS News, 22-03-2017

ooo

Discrimination Compounds Global Inequality: UN Report




UNDP Administrator, Helen Clark. Credit: UN Photo/Rick Bajornas


By Lyndal Rowlands
Inter Press Service

UNITED NATIONS, Mar 22 2017 (IPS) - Despite 25 years of impressive global development, many people are not benefiting from progress due to persistent discrimination, according to a UN report released Tuesday.

The 2017 Human Development Report found that overall human development has improved significantly across all regions of the world since 1990. Yet despite these general improvements, poverty and inequality have persisted.

“The world has come a long way in rolling back extreme poverty, in improving access to education, health and sanitation, and in expanding possibilities for women and girls,” said UN Development Program Administrator Helen Clark at the report’s launch. “But those gains are a prelude to the next, possibly tougher challenge, to ensure the benefits of global progress reach everyone.”

The report described how poverty and exclusion have remained, even in developed countries, where over 300 million people – including more than one-third of all children – live in relative poverty.

The reasons for poverty and exclusion are often related to discrimination based on race, gender or migration status, the report found. Some of those most likely to live in poverty include indigenous people and people with disabilities. Meanwhile, more than 250 million people worldwide face discrimination solely on the basis of caste or another similar inherited lower status within society.

“By eliminating deep, persistent, discriminatory social norms and laws, and addressing the unequal access to political participation, which have hindered progress for so many, poverty can be eradicated and a peaceful, just, and sustainable development can be achieved for all,” Helen Clark said.

The largest group to be discriminated against globally is women and girls. Women are still poorer and earn less than men in every country globally and in 18 countries, women need their husband’s approval to work, the report found. Women now make up slightly less than half of the world’s population due to discrimination before and at birth through sex-selective abortion and infanticide.

“We place too much attention on national averages, which often mask enormous variations in people’s lives,” said Selim Jahan. “In order to advance, we need to examine more closely not just what has been achieved, but also who has been excluded and why.”

Other examples in this years report include the indigenous Parakanã, Asurini and Parkatêjê peoples of Brazil who were among more than 25,000 people forced to relocated due to the construction of the Tucuruí Dam in Brazil.

“Poor resettlement planning split up communities and forced them to relocate several times,” the report found.

Norway, Australia and Switzerland again topped the annual report as the world’s three most developed countries. Those countries with the lowest levels of human development were mostly in Sub-Saharan Africa and the Pacific. Syria was ranked at 149 of 188 countries, a sharp fall from 107 in 2009 before the Syrian conflict began.

ไทยติดอันดับ 87 ดัชนีการพัฒนามนุษย์ 2016 - ต่ำกว่าสิงคโปร์ (5) ฮ่องกง (12) ญี่ปุ่น (17) เกาหลี (18) มาเลเซีย (59) ศรีลังกา (73) สูงกว่าจีน (90)





ไทยติดอันดับ 87 ดัชนีการพัฒนามนุษย์ 2016




by สลิสา ยุกตะนันทน์
23 มีนาคม 2560 เวลา 20:48 น.
Voice TV

ยูเอ็นเผยดัชนีการพัฒนามนุษย์ประจำปี 2016 โดยไทยอยู่อันดับที่ 87 ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศระดับการพัฒนามนุษย์สูง ส่วนเบรกซิต คือ ตัวอย่างของแนวคิดชาตินิยมที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนามนุษย์

โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP เปิดเผยดัชนีการพัฒนามนุษย์ประจำปี 2016 โดยประเทศที่มีดัชนีการพัฒนามนุษย์สูงที่สุด 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1 นอร์เวย์ / อันดับ 2 ออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์ / อันดับ 4 เยอรมนี และอันดับ 5 เดนมาร์กและสิงคโปร์

ส่วนประเทศที่อยู่ในกลุ่ม 5 อันดับสุดท้าย ได้แก่ บุรุนดี, บูร์กินา ฟาโซ, ชาด, ไนจีเรีย และอันดับสุดท้ายสาธารณรัฐแอฟริกากลาง

ขณะที่ประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับการพัฒนามนุษย์สูง โดยอยู่ในอันดับที่ 87 ส่วนมาเลเซียอยู่อันดับที่ 59

อย่างไรก็ตาม ในรายงานของ UNDP ระบุว่า อุปสรรคสำคัญของการพัฒนามนุษย์ คือ การเมืองเชิงอัตลักษณ์ (identity politics) และการขาดความอดทนต่อความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเบรกซิต คือ ตัวอย่างที่ชัดเจนของชาตินิยมที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนามนุษย์

นอกจากนี้ UNDP ยังรายงานว่า แม้ภาพรวมดัชนีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์จะก้าวหน้าขึ้นมากในช่วงระหว่างปี 1990-2015 ดังจะเห็นได้จากอัตราการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลกที่ลดลงเป็นอย่างมาก และผู้คนอีกหลายล้านคนหลุดพ้นจากความยากจน แต่รายงานของ UNDP กลับเผยว่า ผู้หญิง ชนพื้นเมือง และกลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายล้านคนกลับถูกกีดกันจากการพัฒนา

UNDP ยังระบุอีกว่า ในทุกๆ ปี มีเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 15 ล้านคนที่ถูกบังคับให้แต่งงาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีเจ้าสาวเด็กรายใหม่เกิดขึ้นทุกๆ 2 วินาที โดยภูมิภาคเอเชียใต้ เป็นภูมิภาคที่ช่องว่างระหว่างการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้หญิงและผู้ชายห่างกันมากที่สุด โดยผู้หญิงมีสภาพความเป็นอยู่ที่ต่ำกว่าผู้ชายถึงร้อยละ 20

นอกจากนี้ ประชากรอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกกีดกันจากการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ได้แก่ กลุ่มผู้ลี้ภัยและผู้อพยพ, ประชากรในเขตชนบท, กลุ่มผู้พิการ และกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ โดย UNDP เปิดเผยว่า ขณะนี้ 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลกมีสภาพเป็นอยู่ที่ต่ำกว่ามาตรฐานของดัชนีการพัฒนามนุษย์

อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศกลับมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิง เช่น บังกลาเทศ ซึ่งปัจจุบันนี้ ผู้หญิงสามารถลาคลอดได้ถึง 6 เดือน ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่รับรองสิทธิในการลาคลอดของผู้หญิง ส่วนประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวันดา กลับมีสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงมากที่สุดในโลก อยู่ที่ร้อยละ 65

.....

Human Development for Everyone

Good Health
Access to Knowledge
Human Rights
Human Security
Decent Standard of Living
Non-discrimination
Dignity
Self Determination

What is Wat Dhammakaya, the Conflict Behind It



Thai Buddhist monks pray and gather at Wat Dhammakaya temple in Pathum Thani, Thailand, Feb. 22, 2016.


What is Wat Dhammakaya, the Conflict Behind It

March 22, 2017
Associated Press via Voice of America

BANGKOK, THAILAND —

For nearly a month, the temple was under siege by more than 3,000 troops and police officers

It’s more than eight times bigger than Vatican City and twice the size of Cambodia’s ancient Angkor Wat, making it quite possibly the world’s biggest religious complex. Yet few non-Buddhists have heard of Wat Dhammakaya, a sprawling, extravagant temple compound north of Bangkok that has been at the center of a high-profile power struggle between monks and Thailand’s ruling military.

A gilded golden dome glimmers at the compound’s center, appearing to hover UFO-like over meditation grounds large enough to accommodate a million Dhammakaya devotees hailing from more than 30 countries. Its 15-story globe-shaped office, called the “U.N. of Buddhism” by followers, features an assembly hall to convene thousands of Buddhists.



Dhammakaya temple Buddhist monks scuffle with police after they defied police orders to leave the temple grounds to enable police to seek out their former abbot in Pathum Thani, Thailand, Feb. 20, 2017.


For nearly a month, the temple was under siege by more than 3,000 troops and police officers. Police had sought to arrest the temple’s abbot, Luang Por Dhammajayo, who’s wanted on money-laundering charges. It’s a complicated case involving money and politics, and observers say its outcome could shape the future of Thailand.

What makes Dhammakaya different


Dhammakaya’s proselytizing, executed with private-sector efficiency, is unusual for a Buddhist sect. It runs meditation centers from Belgium to Bahrain, Singapore to the Solomon Islands, and broadcasted its own 24-hour TV channel (with an in-house animation studio) until authorities shut it down in December.

Critics say Dhammakaya interprets Buddhism in unorthodox ways. Instead of focusing on detachment from worldly suffering, Dhammakaya teachings are infused with talk of a cosmic battle between light and dark, urging supporters to bring others into the fold to bring about world peace.

One gated 120-acre compound is reserved for up to 400 “advanced meditators,” complete with exercise machines, golf carts from Japan and round-the-clock CCTV security. Only senior monks are allowed into another walled area.



Policemen and Buddhist monks walk inside Dhammakaya temple to search for a fugitive Buddhist monk in Pathum Thani province, Thailand, Feb. 17, 2017.


Dhammakaya sees worldly activity as crucial for its divine mission, and has drawn a strong following among middle-class people who had trouble connecting with traditional Buddhism.

“When I go, it’s preaching, preaching, preaching — I feel bored,” said Dhammakaya devotee Manoj Hemprommaraj. At Dhammakaya, he said, “I’m only a normal person, (but) I feel I have a target, I can help, I can teach. I feel that life is 200 percent.”

For the temple, donations equal merit. Temple donation boxes feature signs that read “Entrance to Heaven.” Dhammakaya says that over the years it has received hundreds of millions of dollars from a million people.

Critics allege the temple scams ordinary people to build plush pads for corrupt monks. Stories abound in Thailand of friends and relatives asked to donate their life savings to cement their ties to the temple. During the raid, pictures of exercise and massage rooms, golf carts and minimalist glass-and-steel condos were splashed across Thai media. Local papers claim the temple cost 350 billion baht ($10 billion) to construct, a figure that Dhammakaya disputes.

“It’s big, but it’s plain and functional,” said Dhammakaya spokesperson Phra Pasura Dantamano. “It looks exorbitant because of the number of people who are coming.”

Why Dhammakaya is involved in a political struggle

Thailand’s ruling military junta says it’s targeting the temple for a simple reason: fraud.

One of Dhammajayo’s followers, the head of a credit union, was sentenced to 16 years in prison for embezzling money, 1.4 billion baht (about $40 million) of which was donated to the temple, police said. Dhammajayo was charged with money-laundering and receiving stolen property.

The sect says Dhammajayo did not know the money was tainted. Instead, some devotees believe Thailand’s ruling military junta is trying to consolidate power. Though the temple says it’s politically neutral, some view it as supportive of former Prime Minister Thaksin Shinawatra, who was deposed in a 2006 military coup engineered by conservative forces. Thaksin lives in self-imposed exile to avoid a prison sentence but remains a political force.

Buddhism is one of three pillars of Thai society, along with monarchy and nationhood, and its institutions have political heft. Monks are granted many concessions, including not paying taxes and being exempt from arrest until they are defrocked.

Dhammakaya stands apart from Thailand’s Buddhist establishment and maintains its own hierarchy. It is run by a board of about 20 senior monks appointed by Dhammajayo.

The sect’s insularity has led to establishment suspicions that it’s plotting to upend Thailand’s political order. One critic, former Dhammakaya monk Mano Laohavanich, even compares the temple’s globalist ambitions to Nazi dreams of world conquest.

What’s next

Police sent thousands of officers to the temple during the weeks-long raid, and about 10,000 temple supporters lived in tents to deter officers from entering the grounds. Both sides agreed to end the standoff March 10. Dhammajayo’s whereabouts are unknown.



Portraits of Thailand's King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun and the late King Bhumibol Adulyadej are displayed at a department store in central Bangkok, Thailand, Jan. 17, 2017.


The battle isn’t over. The government, keen to avoid any bloodshed, is shifting the fight to courtrooms and the Sangha Supreme Council of Thailand, the nation’s Buddhist authority. King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun has stripped Dhammajayo of his titles. The government has slapped criminal charges on senior monks and continues financial investigations.

“The Dhammakaya movement is now in a process of decay,” Mano said. “No more can they conduct their activity in the same way they did before. No big ceremonies.”

The government wants Dhammajayo defrocked, but only the Sangha Council can do that. Even if it does so, resolving the case could take years if it is appealed. Some observers predict the junta will confiscate Dhammakaya assets by pursuing legal charges against the temple’s foundation, which holds much of its property.

Elections are scheduled in 2018, and some believe the junta is racing to cement its allies in key positions before it must hand the reins to a civilian party. The extent to which they succeed could determine Thailand’s delicate balance of power in upcoming years.

พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย 'ชัยภูมิ' มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องชี้สมควรยิง - ทนาย"น้องชัยภูมิ"กังวลพยานกลัว-ทหาร เสนอตั้งกก.อิสระค้นหาความจริง - อีก58องค์กรเด็ก-จี้สอบ”จับตายลาหู่”




https://www.youtube.com/watch?v=ZEmqbKKUPcs

ทนาย"น้องชัยภูมิ"กังวลพยานกลัว-ทหาร เสนอตั้งกก.อิสระค้นหาความจริง

jom voice

Published on Mar 22, 2017

นายสุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ทำหน้าที่ทนายให้กับนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนเผ่าลาหู่ จังหวัดเชียงใหม่ที่ถูกทหารวิสามัญฆาตกรรมในข้อหามียาเสพติดและพยายามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายศักดา แสนมี่ เลขาธิการเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับความคืบหน้าคดีวิสามัญนายชัยภูมิ ป่าแส โดยนายสุมิตรชัยกล่าวว่า ข้อมูลเวลานี้ออกมาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายเดียว ซึ่งก็ต้องหาหลักฐานมาหักล้าง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริงหรือไม่นั้นก็ต้องพิสูจน์กันต่อไปแต่สิ่งที่จะต่อสู้คือ การวิสามัญฆาตกรรมนั้นเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุและเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับ จึงเรียกร้อให้มีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระเข้ามาสอบสวนเหตุการวิสามัญฆาตกรรมครั้งนี้ โดยเชิญผู้เชิญผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเข้ามร่วม อย่างไรก็ตามในฐานะพยานก็พยายามจะสอบหาข้อเท็จจริงให้มากที่สุด แต่กังวลใจมากเพราะพยานที่เห็นเหตุการณ์จำนวนมากตอนนี้เกิดความหวาดกลัวไม่กล้าที่จะให้การซึ่งอันนี้เป็นปัญหาหนึ่งของการทำงาน แต่จะประสานการทำงานกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว รวมทั้งองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ด้วย

ooo


พยานนาทีวิสามัญฯ โผล่เพิ่ม เผย 'ชัยภูมิ' มือเปล่าโดนยัดยา มทภ.3 ยันภาพจากกล้องชี้สมควรยิง

Thu, 2017-03-23 19:58
ที่มา ประชาไท

ผู้เห็นเหตุการณ์วิสามัญฯ 'ชัยภูมิ ป่าแส' โผล่เพิ่ม ชี้ไม่มีระเบิดติดตัว - โดนทหารยัดยา ระบุทหารลากตัว ทุบตี กระชากเสื้อ ถีบหน้าอก ก่อนผู้ตายวิ่งหนี แต่ทหารบอก “ยิงมันเลยๆ” ด้านแม่ทัพภาคที่ 3 ยืนยัน ภาพจากกล้องวงจรปิด



ชัยภูมิ ป่าแส (ที่มา: แฟ้มภาพ/flickr prachatai)


23 มี.ค. 2560 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ทหารวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมชาวลาหู่ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา มีข้อสงสัยเกี่ยวกับพฤติการณ์การเสียชีวิตของชัยภูมิจากทั้งทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวมไปถึงพยานในเหตุการณ์หลายปาก (อ่านที่นี่)

ผู้เห็นเหตุการณ์เผย ไร้อาวุธ ถูกซ้อม - ยัดยา ได้ยินทหารพูด “ยิงมันเลยๆ”

วอยซ์ ทีวี ได้นำเสนอบทสัมภาษณ์คนจากกลุ่มชาติพันธุ์ลีซอที่เห็นเหตุการณ์ โดยมีใจความ ดังนี้ (ดูวิดีโอตัวเต็ม คลิกที่นี่)

“มีเก๋งดำ มุ่งมาจากเมืองนะ รถจอดแล้วทหารบอกลงมา จะค้นในรถ น้องคนนั้นบอกทหารว่าผมไม่ผิด ลงไปทำไม จะตรวจก็ตรวจในรถก็พอ แล้วก็ขัดแย้งกัน”

“แล้วทีนี้น้องไม่ยอมลง ทหารเลยกระชากคอลงมา แล้วก็ตี สามคนรุมตี คือว่า ให้ชัยภูมินอนคว่ำ แล้วตีข้างหลัง เอากำปั้นตีหัว เอาตีนถีบ แล้วก็ยิงปืนขึ้นฟ้าหนึ่งนัด ปืนเอ็ม16 พอยิงปุ๊บ ทหารลูกน้องก็แห่กันวิ่งมาอีกสามเป็นหกคน” ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าว


ชายผู้เห็นเหตุการณ์พูดเป็นภาษาถิ่น ซึ่งพยานอีกคน ได้แปลเป็นใจความว่า “ทั้งตีทั้งถีบ กระชากเสื้อขึ้นมา ต่อยหน้า แล้วมือข้างซ้ายดึงผม ถีบตรงหน้าอก น้องกระเด็นหงายท้อง พอน้องลุกขึ้นก็วิ่งหนี แล้วระหว่างที่น้องชัยภูมิหนี เขา [ทหาร] กระชากไม่ทัน ทหารคนนั้นล้มหงายท้อง แล้วมันจะมีศาลาที่สามแยก น้องหนีไปทางนั้น แต่ทหารที่ไม่มีอาวุธทั้งสองคนก็ล้มเหมือนกัน ทหารอีกคน ตีนไปถูอะไรไม่รู้เลือดออก ทหารที่ไล่ชัยภูมิใส่เสื้อแขนสั้น แล้วพอหนีไปถึงที่หน้าบ้านตำรวจ ก็มีทหารพูดว่า ยิงมันเลยๆ”

“ทหารก็วิ่งมาอีกสองคน ถือปืนมาแล้วก็ยิงไปสามนัด แล้วทีนี้ลีซอก็แห่กันไปดู ก็บอกว่า ไม่ต้องมาดูๆ ยังไม่ตายๆ แล้วก็เอามือไปปั๊มหัวใจ” ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว


ผู้เห็นเหตุการณ์ได้กล่าวว่า ชัยภูมิไม่มีระเบิด ไม่มีอาวุธติดตัวสักอย่าง เพราะตอนนั้นชัยภูมิใส่แค่กางเกงขาสั้น เสื้อกล้าม โดยนักกิจกรรมหนุ่มนั้นวิ่งหนีอย่างเดียว ไม่มีการขว้างปาระเบิดแต่อย่างใด

“น้องไม่มีอะไรใดๆทั้งสิ้น ใส่กางเกงขาสั้น ใส่เสื้อกล้าม ตัวน้องไม่มีระเบิดไม่มีอะไรซักอย่าง เสื้อกล้ามตัวเดียว ผู้ตายไม่มีอะไรในมือซักอย่าง น้องกลัวมาก ไม่ได้หันกลับมาอีกเลย วิ่งหน้าอย่างเดียว”

“น้องไม่ต่อสู้กับทหาร น้องก็นอนอยู่ ทหารเขาก็ตี เอาเท้าถีบตรงที่ท้อง พอน้องชัยภูมิโดนถีบตรงหน้าอกกระเด็นไป พอลุกขึ้นมาแล้วก็วิ่งหนี ตอนน้องหนีทหารยิงปืนสามนัด น้องก็ล้ม” ชายผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว


หลังจากนาทีสังหารชัยภูมิ หญิงผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า เห็นทหารเปิดกระโปรงรถ ยัดยาบ้าลงไป รวมถึงนำมีดไปถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน

“พอน้องชัยภูมิตายปุ๊บ ทหารก็เอากระเป๋าของน้องไปที่ห้องทหาร อีกซักพักก็เอากระเป๋าใบนั้นกลับมาไว้ที่รถ คนที่นี่เห็นทหารยัดยาบ้าใส่ แล้วมีมีดอันนึงที่ทหารถือไว้ แล้วก็ไปหลังรถแล้วก็ถ่ายรูป”

“ยาบ้านี่เอามาจากไหนไม่รู้ แต่รู้สึกว่าเอามาจากที่ห้องของทหาร เอามาแล้วก็เอามาใส่ไว้ที่หน้ารถ สีเหลืองๆ ม้วนๆมา ก็ห่อไว้ คนหนึ่งเปิดกระโปรงหน้ารถ อีกคนหนึ่งใส่ยาบ้าส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งทหารไว้ไหนก็ไม่รู้ จากนั้นก็เอามีดมาถ่ายรูป” หญิงผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าว

มทภ.3 โต้ ทหารยิงสมควรแล้ว พิสูจน์วงจรปิด “เป็นผมอาจกดออโต้ไปแล้วก็ได้”

วันเดียวกัน มติชนออนไลน์ รายงานว่า พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า การตั้งด่านเป็นการตั้งด่านปรกติ สามารถตรวจสอบได้จากกล้องวงจรปิด CCTV เจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าไปค้นรถไม่ได้ถืออาวุธ มีเพียงชุดรักษาความปลอดภัยที่ถืออาวุธเข้าเวรยาม โดยในวันนั้นได้ทำการตรวจค้นตามปรกติ แต่ชัยภูมิมีพิรุธ เมื่อถูกเชิญลงจากรถได้วิ่งหนีและพยายามขว้างระเบิดมา เจ้าหน้าที่จึงต้องยิงป้องกันตัว โดยเล็งไปที่แขนแต่เฉียดไปโดนจุดสำคัญ


พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ (ที่มา: ภาพข่าวประชาสัมพันธ์ กองทัพบก ภาคที่ 3)


พล.ท.วิจักขฐ์ ยังกล่าวว่า ตนเชื่อว่าชัยภูมิค้ายาจริง เนื่องจากหลักฐานเส้นทางการเงินและพฤติกรรมการใช้จ่ายอย่างมือเติบของชัยภูมิทั้งที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง เป็นนักเคลื่อนไหว รวมถึงมีหลักฐานว่าชัยภูมิเกี่ยวพันกับการค้ายามาตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 แล้ว แม่ทัพภาคที่ 3 วอนสังคม ให้ว่ากันด้วยข้อเท็จจริง ทางเจ้าหน้าที่จะดูแลครอบครัวผู้สูญเสียเป็นอย่างดี ทั้งยังกล่าวในมุมของทหารว่า “ปกติการตัดสินใจของพลทหาร ถ้าเป็นผมในเวลานั้นอาจกดออโต้ไปแล้วก็ได้”

“คดีนี้ว่าด้วยหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่ใส่ร้าย รวมทั้งผู้บังคับหน่วยสอนลูกน้องดี มีการฝึกอบรม ทบทวนการตรวจค้นเสมอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ยิง ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขามีความตั้งใจทำงาน อย่างไรก็ตาม ผมสั่งให้ดูแลขวัญกำลังใจ เพราะเขาตั้งใจทำงาน แต่กลับกลายเป็นคนร้าย ต่อไปจะไม่มีเจ้าหน้าที่กล้าปะทะ ส่วนตัวคิดว่าการกระทำดังกล่าวสมเหตุสมผล เพราะเป็นการป้องกันตนเอง โดยพยายามยิงจุดไม่สำคัญ แต่ก็เกิดความสูญเสีย” พล.ท.วิจักขฐ์ กล่าว

ooo

ooo




https://www.facebook.com/somsakjeam/videos/1264761400243803/

พยานเห็นเหตุการณ์เล่าเรื่องทหารฆ่า ชัยภูมิ ป่าแส - ยืนยันไม่มีระเบิด ไม่ได้ต่อสู้กับทหาร - ผมเอารายงานที่ "หาย" ไปแล้วมาให้ดู

เมื่อวานนี้ Voice TV 21 ได้รายงาน นักข่าวลงพื้นที่ สัมภาษณ์พยานผู้เห็นเหตุการณ์ http://news.voicetv.co.th/thailand/473214.html

ปรากฏว่า วันนี้ เพจดังกล่าวได้ "หาย" ไปแล้ว ไม่ทราบว่าทำไม

ผมเอาลิงค์เพจ cache มาให้ ที่นี่ (ถ้าต้องการเซฟ ต้องรีบทำ เพราะหายได้เช่นกัน) http://webcache.googleusercontent.com/search…)

มีคลิปวีดีโอสัมภาษณ์พยานด้วย มีคนเอาขึ้นยูทูป ผมโพสต์ให้ดูเช่นกัน (หรือดูจากยูทูป - ซึ่งอาจจะหายตามกันได้ ถ้าต้องการเก็บ ให้เซฟไว้ - ที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=41FSGrH-IZw)


Somsak Jeamteerasakul

ooo

อีก58องค์กรเด็ก-จี้สอบ”จับตายลาหู่” “ผบ.ทบ.” สั่ง”ทัพ3″ ตั้งกก.ไข ปมยิงดับ





ที่มา ข่าวสดออนไลน์
23 มีนาคม 2560


จี้สอบ - ตัวแทนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคมและเครือข่ายองค์กรเด็ก 58 องค์กร กรณีนายชัยภูมิ ป่าแส แกนนำเยาวชนลาหู่ ถูกทหารวิสามัญฯ เรียกร้องนายกฯและกสม.ตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 22 มี.ค.

อีก 58 องค์กร เครือข่ายเด็กร่วมจี้คลี่ปมทหารจับตาย “ชัยภูมิ” เยาวชนลาหู่ ทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ต้องนำหลักฐานมาแสดงถอดสลักระเบิด ตามที่อ้างจริงหรือไม่ แล้วทำไมถูกยิงด้านหลัง ขณะที่กรรมการสิทธิฯ เตรียมลงพื้นที่สอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง มีหนังสือให้ทั้ง 2 ฝ่ายชี้แจง ส่วน ตร.ภาค 5 ประชุมความคืบหน้าคดี ผบช.ยันผู้ตายมีประวัติเกี่ยวข้องยาเสพติดจริง อ้างพบหลักฐานโอนเงินเข้าบัญชี ทั้งยังเคยถูกล่อซื้อด้วย แต่หนีไปได้ ด้านโฆษกทบ.ระบุ ผบ.ทบ.สั่งกองทัพภาค 3 ตั้งกก.สอบสวนคู่ขนาน

จากกรณีทหารจับตายนายชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนเผ่าลาหู่ วัย 17 ปี นักกิจกรรมทางสังคม โดยอ้างว่าวิ่งหนีขณะตรวจค้นยาเสพติด และเตรียมขว้างระเบิดใส่ จึงจำเป็นต้องวิสามัญฆาตกรรม จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางเครือข่ายชนเผ่า 33 องค์กร พร้อมด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนระดับโลก ต่างออกแถลงการณ์เรียกร้องความเป็นธรรม และตั้งข้อสงสัยว่าเจ้าหน้าที่กระทำการเกินกว่าเหตุหรือไม่ ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จ.เชียงใหม่ พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภาค 5 พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบช.ภาค 5 พ.ต.อ.มงคล สัมภวะผล รอง ผบก.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ชลเทพ ไหมไทย ผกก.สภ.นาหวาย และร.ต.อ.สงวน มีกลิ่น พนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เจ้าของคดีวิสามัญฯนายชัยภูมิเข้าร่วมประชุม

พล.ต.ท.พูลทรัพย์กล่าวว่า จากการประชุมและได้รับรายงานจากสภ.นาหวาย ยืนยันว่าตำรวจจะดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอน และพยานหลักฐานเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนนายชัยภูมิซึ่งถูกยิงเสียชีวิตนั้น มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจริง เพราะมีพยานหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีนายชัยภูมิ และเมื่อต้นเดือนม.ค. เจ้าหน้าที่เคยล่อซื้อยาเสพติดจากนายชัยภูมิ แต่หลบหนีการจับกุมไปได้

ผบช.ภาค 5 กล่าวว่า จุดเกิดเหตุเป็นเส้นทางลักลอบลำเลียงยาเสพติดตามแนวชายแดน และพยานหลักฐานของตำรวจชี้ชัดว่านายชัยภูมิเป็นผู้ค้ายาเสพติด พร้อมมีหลักฐานมัดชัดเจน ส่วนทหารที่วิสามัญฯนั้น ทางตำรวจแจ้งข้อหา และทหารนายดังกล่าวเข้าพบตำรวจสภ.นาหวาย รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ทางตำรวจพร้อมดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป ต้องขอความเห็นใจ เจ้าหน้าที่ที่อยู่ตามแนวชายแดนที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันยาเสพติดด้วย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจว่าใครผิด หรือไม่ผิด

ส่วนร.ต.อ.สงวน พนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย เจ้าของคดี กล่าวถึงคดีทหารกองกำลังผาเมืองวิสามัญฯ นายอาเบ แซ่หมู่ อายุ 32 ปี เมื่อวันที่ 15 ก.พ.2560 ลักษณะคดีคล้ายกับนายชัยภูมิ อ้างว่าเตรียมระเบิดขว้างต่อสู้ และเกิดเหตุบริเวณด่านตรวจเดียวกันว่า อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ โดยส่งระเบิดของ ผู้ตายไปตรวจสอบ และอยู่ระหว่างรอผลตรวจพิสูจน์อีกหลายอย่าง คดียังไม่ได้ส่งฟ้อง ส่วนคดีนายชัยภูมินั้นกำลังสืบหาพยานอยู่

ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังชาวบ้านในที่เกิดเหตุวิสามัญฯนายชัยภูมิ โดยขณะเกิดเหตุมีชาวบ้านจำนวนหนึ่งอยู่ใกล้เหตุการณ์ พร้อมทั้งระบุว่าขณะเกิดเหตุเป็นตอนกลางวัน ชาวบ้านเห็นทหารควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวน แล้วได้ยินเสียงโวยวายต่อว่ากัน แล้วเห็นผู้ตายวิ่งหนีออกมา ได้ยินเสียงปืน ดังขึ้น 3 นัด โดยทหารยิงขู่ 2 นัด และยิงใส่ ผู้ตาย 1 นัด

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. สั่งการให้กองทัพภาคที่ 3 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้เป็นการเฉพาะคู่ขนานเพิ่มเติม โดยมีพล.ต.สมพงษ์ แจ้งจำรัส รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และจะเดินทางไปกองกำลังผาเมืองเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีกล่าวหาว่ามียาเสพติด มีการต่อสู้ และพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน

พ.อ.วินธัยกล่าวว่าจากการติดตามข่าวสารของสื่อมวลชน พบข้อมูลคือสถานะส่วนตัวของนายชัยภูมิที่เป็นนักกิจกรรม จึงคาดเดากึ่งฟันธงไปว่านักกิจกรรมไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวเรื่องยาเสพติดได้ กับในบางความเห็นก็แย้งมาในทำนองว่าจากประวัติเรื่องยาเสพติดที่ผ่านมา ทำให้เชื่อได้ว่าอาจจะไม่เข้าใครออกใคร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลกลุ่มไหน อาชีพไหน สถานะไหน ที่ผ่านมาก็มีทั้งข้าราชการ ศิลปิน นักแสดง นักเรียน นักศึกษา ผู้ครองสมณเพศ หรือแม้แต่ตัวเจ้าหน้าที่เองก็ตาม แต่กองทัพบกยินดีสนับสนุน เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยให้สังคมภายใต้กลไกที่มีอยู่ให้ดีที่สุด โดยจะเน้นข้อเท็จจริงที่จับต้องได้ หลีกเลี่ยงการใช้ความรู้สึกคาดเดา

โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า ข้อสังเกตสำคัญสำหรับภาพรวมเหตุการณ์ ใบเบื้องต้นพบมีผู้กระทำความผิด 2 คน แต่เกิดเหตุอันน่าเสียใจกับนายชัยภูมิเพียงคนเดียว อาจบ่งบอกถึงพฤติกรรมของทั้ง 2 คนย่อมไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะลักษณะของด่านตรวจค้นเป็นด่านถาวร และเป้าประสงค์พื้นฐานของ เจ้าหน้าที่ประจำด่านจะเน้นเพียงตรวจค้น ไม่ใช่ชุดกำลังเฉพาะกิจที่เตรียมไว้รองรับการปะทะ เหมือนเป้าหมายอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้กำลังบังคับ การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้เชื่อว่าไม่ได้อยู่ในแผนจริงๆ พ.อ.วินธัยกล่าวอีกว่า ส่วนนายพงศนัย แสงตะล้า ผู้ต้องหาอีกคนที่ถูกตำรวจควบคุมตัวนั้น เจ้าหน้าที่จะดูแลเป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับความร่วมมือด้านข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับรูปคดีอย่างมาก เจ้าหน้าที่ยินดีและพร้อมสนับสนุนกรณีการต่อสู้แก้ต่างคดีได้ตามกระบวนการยุติธรรม และพร้อมให้ความเป็นธรรมอย่างดีที่สุด คงไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

“ขอให้สังคมได้พิจารณา และใช้เหตุผลในทุกมิติ ทั้งการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้นยาเสพติด พฤติกรรมของผู้ต้องหา สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบกเข้าใจความรู้สึกของทุกฝ่าย ทั้งความเสียใจของญาติครอบครัวที่มีความเชื่อไปอีกแบบ ส่วน เจ้าหน้าที่เองก็รู้สึกกดดัน และไม่สบายใจเช่นกันที่ได้พยายามปฏิบัติหน้าที่ตามสภาพเหตุการณ์อย่างดีที่สุดแล้ว ในคดีนี้ขอให้ทุกฝ่ายให้เวลากับการพิสูจน์ และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่กำลังดำเนินการโดยกระบวนการยุติธรรมอยู่ในขณะนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด” โฆษกกองทัพบกกล่าว

วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทารา ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม พร้อมด้วยเครือข่ายองค์กรเด็ก รวม 58 องค์กร นำโดย น.ส.เนตรดาว ยั่งยุบล ผู้ประสานงานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ออกแถลงการณ์กรณีทหารวิสามัญฯนายชัยภูมิว่า เป็นการกระทำที่โหดร้าย ป่าเถื่อน และไร้มนุษยธรรม ขอเรียกร้องต่อพล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ลง พื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน

แถลงการณ์ระบุพร้อมทั้งขอให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องด้านความปลอดภัยในชีวิตของผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ มีมาตรการและกลไกตรวจสอบข้อเท็จจริง และคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต ญาติผู้เสียชีวิต และเพื่อนผู้เสียชีวิตที่ถูกจับกุมคุมขังในขณะนี้อย่างเร่งด่วน เครือข่ายองค์กรทำงานด้านเด็กและเยาวชนจะติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตรวจสอบตามข้อเรียกร้อง และยินดีสนับสนุนการปฏิบัติการที่ดีของบุคคลและหน่วยงานทุกภาคส่วน

น.ส.เนตรดาวกล่าวว่า ความจริงนายชัยภูมิต้องมาร่วมงานมหกรรมการขับเคลื่อนพลังองค์กรทำงานเด็กและเยาวชนเพื่อสร้างพลเมืองเข้มแข็งที่ทางเครือข่ายจัดขึ้นในวันที่ 22 มี.ค.นี้ แต่ก็มาเสียชีวิตเสียก่อน วันที่เสียชีวิตนายชัยภูมิเพิ่งกลับจากไปขอใบอนุญาตขอออกพื้นที่เพื่อเดินทางมางานนี้ ก็เหมือนเป็นความผิดของเราที่มีส่วนให้น้องเสียชีวิต ทางเครือข่ายจึงเรียกร้องให้ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพราะนายชัยภูมิเป็นเยาวชนไม่มีสัญชาติ กว่าที่เขาจะกล้าลุกขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องชาติพันธุ์ เขาต้องยอมที่จะถูกกดทับจากภายนอก ถือว่าเป็นคนที่เสียสละมากคนหนึ่ง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ยากที่เยาวชนคนอื่นจะลุกขึ้นมาต่อสู้

น.ส.เนตรดาวกล่าวต่อว่า กรณีนายชัยภูมิต้องแยกเป็น 2 กรณีคือ 1.ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ไม่สืบจากข้อมูลเพียงด้านเดียว 2.การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ต้องเอาหลักฐานมาแสดง มีการถอดสลักระเบิดหรือไม่ และนายชัยภูมิถูกยิงจากด้านหลังจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ได้จริงหรือไม่ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจ และความหวาดกลัวให้กับชาวลาหู่เป็นอย่างมาก คนในพื้นที่รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย หวังว่าจะมีความร่วมมือจากหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เป็นตัวอย่างของเยาวชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ จะไม่ถูกกระทำในลักษณะเช่นนี้อีก

วันเดียวกัน นางวิไลลักษณ์ เยอเบอะ เลขาธิการเครือข่ายเยาวชนต้นกล้า ที่ร่วมกิจกรรมกับนายชัยภูมิกล่าวว่า จุดเกิดเหตุเป็นลานกว้าง มีชาวบ้านรอรถโดยสารและผ่านไปผ่านมาค่อนข้างมาก โดยชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์บอกว่าเห็นผู้ตายวิ่งหนีออกมา และทหารไล่ติดตามก่อนมีเสียงปืนดัง มีพยานเห็นหลายคน จึงอยากให้สืบหาข้อเท็จจริงจากพยานหลายๆ ปาก เพื่อความกระจ่างในคดีนี้ และให้ความเป็นธรรมกับนายชัยภูมิและครอบครัว

เลขาฯเครือข่ายเยาวชนต้นกล้ากล่าวว่า ทราบว่าครูผู้สอนไปเยี่ยมนายพงศนัยมาแล้ว และสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ปรากฏว่านายพงศนัยบอกไม่รู้เรื่องอย่างเดียว ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ทั้งยาเสพติดที่เจ้าหน้าที่พบ และกรณีที่นายชัยภูมิถูกยิงเสียชีวิต นายพงศนัยหวาดกลัวและวิตกอย่างมาก

ด้านนายชาติชาย สุทธิกลม กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่า ที่ประชุมเมื่อวันที่ 21 มี.ค. นำเรื่องนายชัยภูมิมาพิจารณา ที่ประชุมมีมติให้อนุกรรมการด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรมตรวจสอบ 3 ประเด็นคือ 1.การถูกวิสามัญฯเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ 2.การยิงของทหารเป็นเหตุเป็นผลที่จะวิสามัญฯหรือไม่ และ 3.การชันสูตรพลิกศพดำเนินการด้วยความรอบคอบ ตามหลักกระบวนการยุติธรรมหรือไม่

นายชาติชายกล่าวว่า หลังจากนี้ก็เปิดให้ญาติผู้เสียหาย ผู้เห็นเหตุการณ์ นำข้อมูลมายื่นชี้แจงต่อกสม.ได้ และอนุกรรมการจะมีหนังสือไปยังญาติผู้เสียหายให้ยื่นหนังสือชี้แจงต่ออนุกรรมการ นอกจากนี้ ต้องทำหนังสือแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ชี้แจงกรณีดังกล่าวเพื่อความเป็นธรรมของทั้ง 2 ฝ่าย และอนุกรรมการจะลงพื้นที่ไปสอบปากคำ ผู้เกี่ยวข้องด้วย และในขณะนี้อยู่ในกระบวน การของแพทย์ อัยการ รวบรวมเอกสารส่งให้ศาลไต่สวนว่าการเสียชีวิต ชั้นนี้หากญาติผู้เสียชีวิตมีเอกสาร หลักฐาน สามารถยื่นโต้แย้งในศาลได้ กสม.เป็นเพียงผู้ตรวจสอบเพื่อนำข้อมูล ข้อเท็จจริง ไปชี้แจงในศาล ไม่ได้เป็นผู้ชี้ขาดว่าใครผิดใครถูก เพราะสุดท้ายผู้ตัดสินคือศาล


เจตนาบลั๊ฟ กดดัน แน่นอน





พลาดน่ะพลาดแน่ โทรไปหาเขาแบบผู้ยิ่งใหญ่ สั่งให้ทำนั่นทำนี่ แล้วมีการ์ดอัดคลิปเอาไปดาวกระจาย เจตนาบลั๊ฟ กดดัน แน่นอน

ดูคลิปเป็นสักขีกันได้อีกครั้ง https://www.facebook.com/wat.dhammakaya.benelux/videos/932220470254034/?hc_ref=NEWSFEED

ครั้นมันโอละพ่อ เจ้าตัวเขาโวยจะเอาเรื่องฟ้องร้องคนบันทึก คนแชร์ ถึงต้องแก้ตัวน้ำขุ่นๆ พวกกระบวนการ คสช.นี่ตอแหลรวดตั้งแต่ศิษย์ยันอาจารย์

“แต่เมื่อมันเกิดการผิดพลาดขึ้น พุทธะอิสระก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และขอโทษมายังท่าน ผอ.สำนักพุทธคนใหม่ด้วย”






แค่เนี้ยนะ แล้วจะจบเหรอ แต่เมื่อวานนี้ (๒๒ มีนา) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. พูดไว้พอฟังได้

“ยืนยันว่าไม่เคยเป็นศิษย์ของพระพุทธะอิสระ เมื่อท่านโทรมาตนก็ต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เหมือนกับตนให้ข้อมูลกับทางสื่อมวลชน ทั้งนี้ตนไม่ได้ว่าใครทำ

แต่ผู้ที่กระทำผิดใน ๒ เรื่อง คือหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์”

(https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_266065)

ทั้งที่ตั้วโผใหญ่วัดอ้อน้อยอ้าง “เขาทำไปด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์...ได้สั่งให้ผู้เผยแพร่คลิปไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่และไปกราบขอโทษท่าน ผอ.แล้ว”

บร๊ะ รู้เท่าไม่ถึงการณ์นี่หมายถึงเผลอเรอน่ะหรือ ในคลิปนั่นคนที่ห่มเหลืองพูดเองว่า เอ้าถ่ายคลิปด้วย

ก็ต้องดูท่าผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ อีกที ว่าจะสงบเงียบหายไปไหม ถ้าจะให้เดาก็คงอย่างนั้น เพราะ ผอ. พศ. คนนี้มาจากฝ่ายบันน้ำบัญชี ดีเอสไอ. อาจไม่ลึกซึ้งกับเล่ห์เหลี่ยมอดีตมังกรแจ้งวัฒนะหัวโจกทีมการ์ดป็อปคอร์นก็ได้

สำหรับประชาชนคนธรรมดาความเสียหายหนักได้เกิดขึ้นแล้ว แค่ขอโทษมันไม่พอเยียวยาหรอก มีแต่พวกนักยึดอำนาจกินบ้านกินเมืองเท่านั้นแหละยอมความกันได้ เอาไปแล้วเอามาคืนถือว่าพ้นผิด

พูดแล้วก็คืนคำได้ พูดผิด พูดก้าวร้าว พูดกร่าง พูดส่อเสียด พูดไม่รูดเป็นไดอะเรีย ทำได้ทั้งนั้น ถ้าออกมาจากปากตะหาน คสช. พร้อมทั้งลิ่วล้อและขนหน้าแข้ง

วันก่อน (๒๑ มีนา) ผบ. รักษาดินแดนพูดถึงนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมประชาธิปไตย นิสิตวิศวะจุฬาฯ ปีหนึ่ง เรื่องเกณฑ์ทหาร “หากไม่มาก็เท่ากับหลีกเลี่ยง และขัดขืนก็จะถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ โดยทางหน่วยทหาร จะไปแจ้งความ ดำเนินคดีตามกฎหมาย”





นั่นก็คือ “ถ้าไม่มารับหมายเกณฑ์จะมีความผิด จะมีโทษปรับไม่เกิน ๓๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ และอีกกรณีหากรับหมายเกณฑ์แล้วไม่เข้ารับการตรวจเลือก ต้องโทษจำคุก ๓ ปีและปรับ๓๐,๐๐๐ บาท”

(http://www.matichon.co.th/news/502976)

ก็เท่านั้น ในเมื่อกฎหมายมีอยู่ แม้ว่ามันจะล้าหลัง ไม่มีความจำเป็นสำหรับยุคปัจจุบัน ก็ต้องอลุ่มอล่วยและหาทางปรับแก้ให้ทันสมัย ไม่ใช่ทำเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย “ต้องรับใช้ชาติ”

อย่างที่ Atukkit Sawangsuk ว่าไว้นั่นละ “อุบาทว์มากแต่กลับถูกต้องดีงามในจิตสำนึกทหารคือ การไปเป็นทหารเกณฑ์ให้นายสิบนายร้อยออกคำสั่งซ้ายหันขวาหันวิดพื้นวิ่งรอบสนามคือการรับใช้ชาติ”

มิหนำซ้ำงานหลักของทหารเกณฑ์อีกอย่างก็คือ เป็นคนรับใช้ คอยบริการนายทหารและคุณนาย พร้อมลูกนาย

และที่ ผบ. รด. อวดฉลาด “คนเรามีความรู้เรียนกันมาตั้งสูง แต่จะมาหลีกเลี่ยงขัดขืนกฎหมายของประเทศ สมควรหรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะเรียนหนังสือกันมาทำไม”





นี่ก็ต้องให้อธึกกิตตอบอีกที “ประเทศนี้มีคนจบวิศวะ วิทยาศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ มากมาย ที่มีความรู้และทำประโยชน์ให้ประเทศได้มากกว่าการเป็นทหารเกณฑ์ แต่ทำไม จะต้องไปอยู่ใต้คำสั่งคนจบ จปร.”

แค่นั้นไม่พอ ทั่น ผบ.รด. “ขอให้ความมั่นใจกับนายเนติวิทย์ว่าการเข้ามาเป็นทหารไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกลั่นแกล้ง

เพราะเราไม่เคยคิดที่จะไปกลั่นแกล้งใคร การเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อบังคับและกฎหมาย ซึ่งไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมายได้”

อ๊ะ นั่นผิดถนัดทั้งสองประเด็น ในประเด็นแรกต้องฟังที่เนติวิทย์อ้างถึงว่าถ้าเขาถูกเกณฑ์ไปเป็นไอ้เณร “ก็คงถูกเลือกปฏิบัติ บางทีอาจถูกกระทืบตายแน่ ดังนั้นวิธีสู้ที่ฉลาดที่สุดในตอนนี้คือการขอผ่อนผัน”

ซึ่งเขาก็ได้รับการผ่อนผันแล้วสำหรับการเกณฑ์ทหารในวันที่ ๔ เมษายนนี้ “ได้รับแจ้งจากทางมหาวิทยาลัยแล้วว่าอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับการผ่อนผัน ซึ่งจะต้องนำเอกสารการผ่อนผันดังกล่าวไปยื่นในวันนัดเกณฑ์ทหาร”

(http://www.komchadluek.net/news/politic/266604)

ส่วนประเด็นหลังขอแนะนำให้ไปถาม อจ. ปวิน (Pavin Chachavalpongpun) ได้ “...น่าสมเพช เก่งกับเด็กอย่างเนติวิทย์ ทีคนอย่างอภิสิทธิ์ใช้ ‘อภิสิทธิ์’ หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่มีทหารแมนๆ หน้าไหนไปตามเอาเรื่องกับอภิสิทธิ์ พวกมึงกระจอกครับ”

อันที่จริง ผบ.รด. น่าจะอ่านเนติวิทย์ให้แตกฉาน ไม่ใช่สักแต่อ้างกฏบัตรกฎหมาย

“การรักชาติไม่ได้มีรูปแบบเดียว ส่วนความคิดที่ว่าต้องรับใช้ชาติโดยการเป็นทหารนั้น เป็นความคิดที่ล้าหลังหมดสมัย ความคิดแบบนี้เป็นการยกย่องทหารว่าทหารเป็นคนรักชาติอยู่กลุ่มเดียว แล้วกลุ่มอื่น ๆ ไม่สำคัญหรืออย่างไร”

นั่นละความคิดความอ่านเด็กวิศวะฯ ปีหนึ่ง ศตวรรษที่ ๒๑ ห่างกับเด็กโค่ง จปร. ศตวรรษที่ ๑๘ แค่ไหน

ชุมนุมผู้รักประชาธิปไตยที่ชิคาโก และคุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ ส่งข้อความที่หนาวถึงฟ้า

รายงานพิเศษไทยอีนิวส์ ข่าวจากชิคาโก 

ในวันที่ 21 มีนาคม 2557 ชุมนุมผู้รักประชาธิปไตยที่ชิคาโก ซึ่งเป็นกลุ่มคนไทยที่ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยกับประชาชนในประเทศไทยมาหลายสิบปี บางคนตั้งแต่สมัย 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 และแน่นอนว่าทุกคนร่วมต่อสู้กับวิถีการเมืองเผด็จการไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2534, 2549 และ 2557

ในวาระที่คุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ลี้ภัยการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการจากนอกประเทศตั้งแต่ปี 2553 เดินทางมาพบปะแลกเปลี่ยนกับพี่น้องในชุมนุมผู้รักประชาธิปไตยที่ชิคาโก พวกเขาจึงได้ร่วมกันเขียนสาส์นประจานเผด็จการทหารไทยและถือไปยังสถานที่สำคัญในชิคาโกหลายแห่ง ทั้งที่ถนนแรนดอล์ฟ ย่านใจกลางเมืองชิคาโก หน้าตึกวอลเตอร์ทาวเวอร์ สัญลักษณ์การท่องเที่ยวที่สำคัญของชิคาโก ที่หน้าสำนักงานกงสุลไทย และที่ย่านคนเอเชียหรือเรียกว่าตลาดไชน่าทาวน์ใหม่ 

เมื่อมาดูข้อความที่ส่งสาส์น ก็ต้องบอกว่า คงทำให้เผด็จการทหารไทยและราชสำนักที่หนุนวิถีเผด็จการทหารต้องคิดให้หนักว่า ประชาชนเขารู้ไส้รู้พุงถึงความสัมพันธ์ระหว่างทหารและราชสำนักกันหมดแล้ว ถ้ายังไม่คิดกลับตัวกลับใจเสียแต่ตอนนี้ ก็อาจจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่พวกท่านหวาดกลัวกันมาทั้งชีวิต

ไม่เชื่อลองอ่านดู

คำแปลภาพจากซ้ายไปขวา :  ภาพ 1) ประเทศไทยต้องการ "ความจริง"ก่อนการ "ปรองดอง, ภาพ 2) ปล่อยนักโทษการเมืองในประเทศไทยทุกคน, ภาพ 3) นับตั้งแต่ปี 2497 กษัตริย์ไทยได้หนุนหลังคณะรัฐประหาร 11 คณะ ในนามรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันฯ,  ภาพ 4) เผด็จการไทยต้องหยุดคุมขังผู้คนที่พูดความจริง - ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112, และ ภาพ 5) เผด็จการออกไป ต้องจัดเลือกตั้งโดยทันที
ความจริงจังในหน้าตา ที่สะท้อนความรู้สึกว่าเผด็จการไทยทำร้ายประชาชนมานานเกินไปแล้ว ที่ฉายแสงออกมาจากใบหน้าของนักสู้รุ่นตุลาฯ 2516, 2519 ที่ต้องต่อสู้อย่างเหน็ดเหนื่อยมาหลายสิบปี เพื่อต้องการเห็นประชาธิปไตยในประเทศไทย เป็นภาพที่สื่อสาส์นตรงไปยังขั้วอำนาจการเมืองไทยว่า ประชาชนสุดทนแล้ว
หนึ่งในกำลังสำคัญที่ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทยในชิคาโกและสหรัฐฯ ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย มายาวนานหลายสิบปี ถือป้ายที่เขียนเองถือเองว่า "ประเทศไทยต้องการความจริงก่อนปรองดอง"
ณ ย่านกลางเมืองชิคาโก พร้อมป้าย "นับตั้งแต่ปี 2557 ประเทศไทยปกครองโดยครม. เผด็จการทหารจากกองทัพไทย คณะที่ 11"
อีกฝั่งของถนนแรนดอล์ฟ เห็นธงชาติสหรัฐฯ และทะเลสาบมิชิแกนอยู่ด้านหลัง

หลังจากเริ่มต้นที่ถนนแรนดอล์ฟแล้ว คณะของพวกเขาก็เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวและสัญลักษณ์เมืองชิคาโกที่สำคัญคือตึกวอลเตอร์ทาวเวอร์


คลิปวีดีโอ ยืนประท้วงหน้าวอลเตอร์ทาวเวอร์




หลังจากวอลเตอร์ทาวเวอร์แล้ว พวกเราก็ไปยืนถือป้ายหน้าสถานกงกุลใหญ่ ณ​ นครชิคาโก 


ทีมผู้รักประชาธิปไตยที่ชิคาโก ที่พากันไปถือป้ายยังหลายจุดตั้งแต่บ่ายสามจนถึงร่วมหนึ่งทุ่ม แม้ว่าก่อนจะทานข้าวที่ร้านอาหารจีนย่านไชน่าทาวน์ ก็ยังได้มีการไปยืนประท้วงกันที่ในตลาดเอเชียก่อนที่จะทานข้าว


ทานข้าวเสร็จ ก็กลับมาประชุมพูดคุยกันต่อถึงท่าทีและรูปแบบกิจกรรมที่จะทำกันต่อไปจนถึงดึกดื่นร่วมเที่ยงคืน พวกเขาต้องการบอกกับคณะรัฐประหารและผู้ใช้อำนาจเผด็จการในประเทศไทย ว่าคนไทยในต่างประเทศเรียกร้องให้มีการคืนประชาธิปไตยให้ประชาชนในประเทศไทยโดยทันที 

เก็บตกกิจกรรม

นับตั้งแต่เช้า ชาวไทยในชิคาโกได้พาคุณจรรยา ยิ้มประเสริฐ ไปร่วมวางดอกกุหลาบแดงเพื่อแสดงความคารวะผู้นำกรรมกรแห่งชิคาโกที่ถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างอยุติธรรมในปี 1886 (2429) จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวของกรรมกรทั่วโลก และได้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวันกรรมกรสากล  



พร้อมทั้งพาไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ดร. ซุนยัดเซน ที่ชาวจีนโพ้นทะเลในไชนาทาวน์ ได้เก็บรักษาห้องที่ ดร. ซุนยัดเซนมาพักและทำงานจัดตั้งคนจีนโพ้นทะเลเพื่อปลดแอกศักดินาโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จในปี 1911 (2454) แต่น่าเสียดายมากว่าพิพิธภัณฑ์ดร. ซุนยัดเซนเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ พวกเราเลยอดเข้าไปชมข้างใน


พวกเราก็เลยไปยังสนาม ดร. ซุนยัดเซน ที่ชาวจีนโพ้นทะเล สร้างรูปปั้นและสนามเด็กเล่น เอาไว้ให้ ณ ชิคาโก อีกเช่นกัน



เห็นการรำลึกถึงรวมทั้งเก็บรักษาบ้านประวัติศาสตร์ของดร. ซุนยัดเซน เอาไว้อย่างดี ร่วมทั้งจัดสร้างรูปปั้นและสนามเด็กเล่น ก็ให้เศร้าใจมากว่าบ้านที่ผู้ก่อการประชาธิปไตยไทย ที่ชื่อปรีดี พนมยงค์ ได้อยู่อาศัยที่ฝรั่งเศส หลังจากบรรดาชนชั้นสูงทำรัฐประหารโค่นคณะราษฎร และทำให้หลายคนต้องลี้ภัย และปรีดี พนมยงค์และครอบครัว ต้องลี้ภัยไปจีนและฝรั่งเศส กลับถูกละเลย ไม่มีความคิดเรื่องเก็บรักษาบ้านของปรีดีไว้เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งการเรียนรู้เรื่องการเมืองไทย ณ​ ประเทศฝรั่งเศส

...............

ดู๊... เฒ่าทารก "โซ-มา-เลีย" ดูถูกประชาชน และผู้สมัครทุกคน... มีชัย ถาม จะเป็นประชาธิปไตยไปทำไม หากเลือกตั้งแล้วได้แต่นักการเมืองโกง





มีชัย ถาม จะเป็นประชาธิปไตยไปทำไม หากเลือกตั้งแล้วได้แต่นักการเมืองโกง

22 มี.ค. 60
ที่มา มติชนอนไลน์

“มีชัย” ชี้ รธน. หมวดปฏิรูปแก้วิกฤติการเมืองได้ ขู่ ตร. ถ้าฝืน เจอฉีกไปท้องถิ่น-จว.แน่นอน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยศิลปากร จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2560 และสัมมนาเชิงวิชาการ เรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติและทิศทางการับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)” โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “บทบาทของรัฐธรรมนูญ ในการคลี่คลายวิกฤติการณ์ทางการเมืองไทย” ตอนหนึ่งว่า ที่มาของการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ทั้งระดับชาติ และท้องถิ่น ทำให้มีการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต เพื่อการรักษาอำนาจตัวเอง สำหรับเอาทุนคืน เป็นวิกฤติที่อันตรายที่สุดสำหรับประเทศและประชาชน ตลอดจนทำลายความน่าเชื่อถือของระบอบประชาธิปไตย ที่หากเป็นอย่างนี้ เราจะเป็นประชาธิปไตยทำไม ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ดี เช่นเดียวกับการทุจริตอื่นๆ ส่วนระบบข้าราชการที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก็ก้าวไป 4.0 ไม่ได้ เพราะยังขี่เกวียนอยู่ ทั้งหมดนี้เกิดจากคนไม่มีวินัย

“หัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ ฉบับผ่านประชามติ คือ ต้องการสร้างให้คนให้มีวินัย เน้นการศึกษาตั้งแต่เด็ก โดยรัฐ ท้องถิ่น และประชาชน ต้องร่วมมือกัน โดยหมวดการปฏิรูป กำหนดให้ กลไกพิเศษด้านการศึกษา คือให้มีกรรมการดูแลการปฏิรูป โดยให้มีคนในกระทรวงน้อยที่สุด ส่วนกลไกพิเศษด้านปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เน้นไปที่ตำรวจ นี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะปฏิรูปตำรวจ ให้มีความเป็นอิสระ หากคนในองค์กรตำรวจไม่เข้าใจ ปฏิรูปไม่สำเร็จ วันหนึ่งไม่ช้าตำรวจจะค่อยๆถูกฉีกออกไป ที่ท้องถิ่น และจังหวัด แต่ถ้าปฏิรูปสำเร็จจะเป็นปึกแผ่น จุดสำคัญคือ หมวดปฏิรูป พยายามสร้างกลไก ให้ไปสู่เป้าหมาย ไม่ให้เกิดวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งมีการกำหนดเวลาให้ทำ ถ้าไม่ทำก็บอกผลเอาไว้ ถ้าไม่ทันก็ให้ย้ายหัวหน้าส่วนราชการออกไป เช่น กรณีตำรวจบอกว่า หากไม่ปฏิรูป ต่อไปการแต่งตั้งให้ตั้งตามระบบอาวุโส” นายมีชัย กล่าว

ooo

ชาวบ้านถาม แล้วเป็นเผด็จการล่ะ ตรวจสอบได้ไหมว่าไม่โกง (ไล่ได้ไหม ถ้าโกง)
Atukkit Sawangsuk.....

ดูถูกปชช. และผู้สมัครทุกคนว่าขี้โกง เลือกได้แต่คนโกง มองไม่เห็นว่าปชช. พัฒนาได้ เรียนรู้ได้ว่าจะจัดการอย่างไรกับคนโกง พร้อมๆกันก้อเทใจเชียร์ระบอบอำนาจนิยมว่าคนมาจากการแต่งตั้งนั้นไม่โกง นี่มันสุดยอดโซมาเลียอ ำนาจนิยมนะครับ
มิตรสหายท่านหนึ่ง


"ผอ.สำนักพุทธฯ" ฉุนขาด!! ถูก "พุทธะอิสระ" แอบอัดคลิป ไม่นึกว่าจะทำแบบนี้ ลั่น!! เอาผิดแน่ ไม่เว้นแม้แต่ "พุทธะอิสระ"



https://www.facebook.com/OnMeFC/videos/1907202392843195/

ooo

'พุทธะอิสระ'ยอมรับผิด คนใกล้ชิดปล่อยคลิป'ผอ.พศ.'





"พุทธะอิสระ"ยันไม่ได้เป็นคนปล่อยคลิปสนทนากับ "ผอ.พศ."ยอมรับผิดประมาท-เลินเล่อเผยคนใกล้ตัวเป็นคนทำเรื่องนี้พร้อมให้ไปชี้แจงต่อตำรวจ23มี.ค.

22 มีนาคม 2560
ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์

จากกรณีได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอผ่านทางเฟซบุ๊ก เช่น ตื่นเถิดชาวพุทธ โดยคลิปวิดีโอดังกล่าว เป็นภาพพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กำลังสนทนาทางโทรศัพท์ กับ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยทางพระพุทธะอิสระได้สอบถามถึงความคืบหน้าการดำเนินงานกรณีวัดพระธรรมกาย ขณะที่ผอ.พศ.ยืนยันไม่ทราบเรื่องที่พระพุทธะอิสระได้แอบอัดคลิปเอาไว้ และล่าสุดทางผอ.พศ.ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับผู้ที่ปล่อยคลิปและผู้ที่ตัดต่อคลิปแล้ว

เมื่อวันที่ 22 มี.ค.หลวงปู่พระพุทธะอิสระ ให้สัมภาษณ์กับ "เดลินิวส์ออนไลน์" ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนเพิ่งจะเห็นข้อมูลเมื่อเช้านี้ โดยทางผอ.พศ.ได้โทรฯมาคุยว่าสิ่งที่พูดกันถึงเรื่องการดำเนินคดีกับทางศาลสงฆ์ เพราะเราเป็นคนโทรฯไปถามเองว่าคืบหน้าถึงไหนอย่างไร ขณะที่ทางผอ.พศ.ได้อธิบายให้ฟังว่าติดขัดตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งตนเองในฐานะที่เคยเป็นเจ้าคณะปกครองเคยใช้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็ทราบว่ามีขั้นตอนอย่างไรในการที่จะดำเนินการได้เลย จึงแนะนำทางผอ.พศ.ไปว่าถ้าเป็นไปได้น่าจะทำตามนี้ อย่างนี้น่าจะทำได้ เพราะเจ้าคณะปกครอง เจ้าคณะจังหวัดจะสั่งได้ทุกเรื่องซึ่งหากไม่ขัดต่อระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์มันทำได้ทั้งนั้น เจ้าคณะจังหวัดสามารถไปรักษาการณ์แทนจังหวัดต่างๆได้หรือไม่ก็ให้เจ้าคณะตำบล อำเภอไปทำหน้าที่ก็ได้ หากเห็นว่าบุคคลที่รักษาการณ์แทนอยู่นั้นอาจจะมีปัญหาเรื่องเป็นปรปักษ์ต่อการสืบสวนสอบสวนเอาคนผิดมาลงโทษมันก็สามารถจะแต่งตั้งคนนอกเข้าไปได้ เราก็แนะนำผอ.พศ.ไป

หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า แต่ประเด็นคือมีคนเอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่และเป็นเหมือนกับพระพุทธะอิสระเป็นผู้บัญชาการผอ.พศ.ไปประมาณนั้น และเราก็ต้องยอมรับผิดกับผอ.พศ.ว่าเราประมาทเลินเล่อไปปล่อยให้สิ่งเหล่านี้หลุดออกไปได้ ก็ต้องขออภัยผอ.พศ.ส่วนเรื่องที่ทางผอ.พศ.ไปแจ้งความกล่าวทุกข์ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้เพราะเขาเสียหาย ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายและตกใจอะไร เพราะพระพุทธะอิสระไม่ได้เป็นคนปล่อยคลิปอยู่แล้ว เล่นไม่เป็นเรื่องพวกนี้ ไม่เคยใช้อินเตอร์เน็ตไอที อย่างไรก็ตามคนที่ปล่อยคลิปเป็นคนใกล้ตัวเราปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ซึ่งในวันที่ 23 มี.ค.จะให้คนที่ปล่อยคลิปซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายรวบรวมข้อมูลไปรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ooo

นาทีที่ 21
"สวัสดีท่าน ผอ คุยได้มั๊ย ?"



https://www.facebook.com/issaradham/videos/1785262488459859/?hc_location=ufi


ooo

พูดถึงหลวงปู่พุทธอิสระนั้น ในแง่หนึ่ง ด้วยความที่เคยเป็นทหารเก่า จึงติดนิสัยนักเลงและขี้คุยอยู่มาก อาจกล่าวได้ว่า มักโอ้อวด ตามนิสัยของทหาร (ผู้เป็นราชสีห์แห่งแจ้งวัฒนะ ) เรื่องคลิปหลุดที่คุยโทรศัพท์กับผู้อำนวยการสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาตินั้น เข้าใจว่า แกเองคงทราบแต่ต้นว่า มีการบันทึกเสียงไว้ หรือไม่ก็จงใจให้บันทึกหรือตั้งใจให้เผยแผ่ออกสู่สาธารณะ เพื่อโชว์ความมีอิทธิพลทั้งต่อเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการในการจัดการกับวัดพระธรรมกายรวมถึงคณะสงฆ์ของตนเอง เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เทียบเคียงได้กับเรื่องอื่นๆ ดูเหมือนว่า แกเคยพูดออกรายการทีวีว่า แกเป็นคนส่งสัญญาณ (เขี่ยลูก) ให้ทหารออกมาปฏิวัติ แกจึงกล้าหาญในการที่จะไปปิดล้อมหน่วยงานของรัฐ หรือแม้แต่เข้ามอบตัวในข้อหากบฎ คนที่เห็นควรน่าสงสารในเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นผู้อำนวยการสำนักงานพุทธคนปัจจุบัน นี่ก็ไม่รู้ว่าจะตอบสังคมอย่างไร การจะดำเนินการใดใดต่อแต่นี้ ในการใช้อำนาจ ก็เห็นจะลำบาก และขาดความชอบธรรม เหตุด้วยมีคลิปหลุดดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้สังคมมองว่า การทำงานของผอ. พุทธ มีการชักใยโดยกลุ่มคนซึ่งเป็นปฎิปักษ์กับคณะสงฆ์อยู่เบื้องหลัง


ไพรวัลย์ วรรณบุตร