วันพุธ, สิงหาคม 23, 2560

แก้ข่าวว่าพูดเล่นเรื่องออกกฎหมายห้ามมีกิ๊ก คงเพราะกลัวว่าจะมีใครกริ้ว

ต้องขอบใจนายฯ ตูบ ที่ทำให้นักวิชาการลิเบอร์ร่านกลับมาเห็นพ้องกันได้อีกหน หลังจากเถียงเป็นวรรคเป็นเวรเรื่องบอยคอตซ้อสพริกบิ๊กต๊อดเบียร์สิงห์เสียจนเว็บจะถล่มทลาย


Nikorn_PPTV @Korn_PPTV  8 hours ago :“นายกฯ ชี้ออกกฎหมายห้ามมีกิ๊กแค่พูดตลก ไม่ให้ปชช.เบื่อระหว่างลงพื้นที่ แต่สื่อเอาไปตีความเป็นจริงเป็นจัง #PPTVHD36

จะพูดเล่นเป็นตลก หรือพูดเพลินลืมคิด ประยุทธ์ก็พูดออกมาจริงๆ “อย่ามัวแต่สนใจข่าวดาราจะรักจะเลิกกัน ไม่ได้เกี่ยวกันเลย อยากให้เขากลับมาคืนดีกัน แต่ตัวเองผัวยังทิ้งอยู่เลย

ใครผัวทิ้งมาบอกผม เรื่องนี้ผิดกฎหมายไม่ได้ กฎหมายให้มีเมียเดียว จะมีกิ๊กก็ไม่ได้ กฎหมายกำลังออก”


กระทั่งทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมายยัง งงพูดงี้ได้งัย “ชี้ ไร้สาระ” ซะด้วย ข่าวคมชัดลึกเล่นเรื่องนี้ไว้

ไม่ได้มีสาระอะไรเลย ผมไม่รู้ว่าใครพูด ผมไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ยิน ผมไม่ได้ไปด้วย” นายวิษณุ เครืองาม ให้สัมภาษณ์หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ ที่ ม.เทคนิคสุรนารี นครราชสีมา

ไล่เรี่ยกับปวินไม่นาน Somsak Jeamteerasakul (4 hrs) โพสต์บ้างอย่างละเอียด “กรณีกฎหมายห้ามมีกิ๊ก” ว่า “ตัวกฎหมายน่ะ จะมีออกจริง...

มันเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัวของกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ...(ดูตัวร่างเต็มกฎหมายจริง ที่นี่ https://goo.gl/vyvKNX กฎหมายได้รับการอนุมัติจาก ครม. เมื่อเดือนมกราคม ดูข่าวที่นี่ https://goo.gl/QNqnbQ - ขอบคุณ มิตรสหายสองท่าน ที่ช่วยค้นข้อมูลมา)

แต่ถ้าดูจากคำให้สัมภาษณ์ของโฆษกกระทรวงฯ กฎหมายนี้ที่ร่างแบบนี้ ตั้งใจจะให้ครอบคลุมเรื่องกิ๊กนั่นแหละ

ตามกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้ามจดทะเบียนสมรสซ้อน ตามพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 หรือร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. ...

#การมีกิ๊กอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบกระเทือนทางจิตใจ และเป็นเหตุให้เกิดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง เข้าข่ายความรุนแรงในครอบครัว โดยถือว่าการกระทำใด ๆ ของบุคคลในครอบครัวโดยมุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายหรือน่าจะเกิดอันตรายแก่จิตใจ

ดังนั้น ร่างพ.ร.บ. จึงกำหนดให้มีการคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำซ้ำจนได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนกลายเป็นผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัวเสียเอง โดยใช้หลักภาวะของผู้หญิงที่ถูกคู่ของตนทำร้าย (Battered Woman Syndrome) หรือ ภาวะของภริยาที่ถูกคู่ของตนทำร้าย (Battered Wife Syndrome)”
ซึ่งการที่กฎหมายจะมีออกจริงในลักษณะนี้ ด้วยความตั้งใจเรื่องห้ามกิ๊กจริงๆ อย่างที่โฆษกกระทรวงฯ (นายณรงค์ คงคำ โฆษกกระทรวงพัฒนาการฯ) พูด และที่ประยุทธ์โจ๊กเมื่อวาน
แต่ประยุทธ์ต้องออกมาแก้ตัววันนี้ ยิ่งสนับสนุนความเป็นไปได้ว่า พอพูดออกไป มันไปกระทบถึงบางคนเข้า โดยไม่ทันคิด เลยต้องพยายามมาแก้ตัว”
นั่นละที่ทำให้ทั้ง สศจ.และปวินเห็นพ้องต้องกันว่าบิ๊กตุ่น “แก้ข่าวว่าพูดเล่น” เรื่องออกกฎหมายห้ามมีกิ๊ก คงเพราะกลัวว่าจะมีใครกริ้ว
ก่อนหน้านี้สองนักวิชาการลี้ไทย (คนหนึ่งอยู่ปารีส อีกคนอยู่เกียวโต) ตั้งวงเถียงกันสนั่นเฟชบุ๊คเรื่องควรบอยคอตทายาทหมื่นล้านเบียสิงห์ ต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่ทำซ้อสพริกขาย ดีไหม

ต้นเหตุเริ่มมาแต่ เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการระดับเซเล็บ แห่งคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ หลังจากที่เขาเสนอความเห็นเมื่อเร็วๆ นี้ให้ประชาคมจุฬาโหวตปลด เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ออกจากตำแหน่งประธานสภานิสิตฯ จากการที่เนติวิทย์และเพื่อนพากันไปยืนคำนับ (แทนที่จะคุกเข่าบังคม) แสดงการประท้วงพิธีถวายสัตย์สองรัชกาล ว่านั่นเป็นการ ป่วนงาน

จนมาเมื่อสองสามวันก่อน อจ.เจษฎา โพสต์แสดงการชื่นชมซ้อสพริกของต๊อด ว่าได้รับตัวอย่างมาชิมแล้วอร่อย เลยถูกตีความว่าเขาให้ท้ายต๊อดที่เคยโพสต์ในเชิงข่มขู่จะทำร้ายเนติวิทย์ ลำเลิกจ้วงจาบบิดามารดาของ เนเน่จนถูกวิจารณ์หนักจำต้องออกมารับผิดและลบโพสต์นั้นไป

ปฏิกิริยาต่อท่าทีของเจษฎาที่เป็นตัวจุดไฟอีเว้นท์ เถียงออนไลน์น่าจะมาจากคำวิจารณ์ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักกฎหมายมหาชนแห่งคณะนิติราษฎร์ มธ. ในทำนองว่าเจษฎารับงานโปรโมชั่นซ้อสให้กับสิงห์ เป็นผลให้เจษฎาโพสต์ตอบว่า อจ.ปิยบุตรติด กับดักของตนจน หัวร้อน

เจษฎายัง ปล.แถม ยืดประเด็นออกไปเป็น “ตรรกะของการผลักดันคนที่เห็นต่าง ให้ต้องด่าทอว่าเป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้าม...สังคมไทยมันไม่ค่อยมีความหวังเท่าไหร่หรอก ที่คนจะมาพูดคุยกันดีๆ ใช้เหตุผล คิดวิเคราะห์แยกแยะ...”

นั่นเอง พายุหมุนวิวาทะจึงได้เริ่มกระหน่ำ เมื่อสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เข้าร่วมวงถกเถียงซึ่งตอนนั้นก็เริ่มร้อนระอุแล้ว ๑๙ สิงหา เขาโพสต์เรื่อง ตรรกะซ้อสพริก โดยยกตัวอย่างสินจัย (เปล่งพานิช) และพงษ์พัฒน์ (วชิรบรรจง) สองดารา-นักร้องที่สนับสนุนพันธมิตรฯ และ กปปส.

สศจ. บอกว่าถ้าสองคนนี้เล่นหนังดีมากๆ แล้วจะให้เขาต้อง บอยคอตแบบเหมาเข่งละก็ “นับผมออกได้เลยครับ ไม่เอาด้วย ผมยังอยากจะชมดาราที่เล่นหนังได้ดีอยู่”

พร้อมทั้งสาวความยืดต่อไปว่า “เรื่องขี้หมูขี้หมาอย่างซ้อสพริก มันเป็น อาการ ของปัญหา...degeneration หรือการ เสื่อม ของความขัดแย้งในขณะนี้ ที่ฝ่ายประชาธิปไตย แม้แต่คนที่ควรมีการยับยั้งชั่งใจก็ตกอยู่ในวังวนของมัน

นั่นทำให้ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ โดดเข้าข้างปิยบุตรอย่างหักโหม “ถ้าคิดแบบนี้ ไม่อยากสร้างศัตรู ก็ไม่ต้องวิจารณ์ อยู่กันไปอย่างนี้ เกรงใจกัน ใครทำผิดห่าเหวอะไร ได้รับภูมิคุ้มกันจากวาทกรรมอย่าสร้างศัตรู นี่มันเป็นแง่คิดที่ naive มากๆ...

ในทุกสังคม มันมีการต่อสู้ทางความคิดมาตลอด ในบางสังคม การต่อสู้เผ็ดร้อน ตราบใดที่มันไม่กลายมาเป็นความรุนแรง เป็นศัตรูทางความคิดจึงเป็นเรื่องโอเค” ปวินย้อน

ต่อเรื่องสินจัยและพงษ์พัฒน์ที่ สศจ. ยกมาอ้าง ปวินเห็นว่า อยู่ได้เพราะเงินจากคนดู (คนดูที่ตัวเองด่า) พออยู่ได้ ก็ใช้สถานะเซเลปในสังคม กดคนเสื้อแดงโง่ๆ ต่อไป วนไปเป็นลูป
 
ส่วนการแบนซ้อส ‘Todd’ นั้น “เราแยกการเมืองออกจากธุรกิจได้ไหม ผมคิดว่าไม่ได้ ต๊อดขู่ทำร้ายเนติวิทย์ ควรได้รับการลงโทษจากสังคมไหม ผมเห็นว่าควร ถ้าเรียกตำรวจจัดการเค้าไม่ได้ คงต้องคว่ำบาตร จะสำเร็จแค่ไหน ไม่รู้ แต่มันคือยุทธวิธี ฝรั่งก็ทำกัน

อานนท์ นำภา ขึ้นเวทีอีกคน ชี้ว่า “ความรุนแรง ต๊อด และซ้อสพริก คือเรื่องเดียวกันครับ” เพราะ “การแบนเป็นยุทธวิธี” ในเมื่อ “ต๊อดโพสต์ยั่วให้คนทำร้ายเนติวิทย์ เราใช้มาตรการแบนเป็นการตอบโต้ 

อั้ม (นพ.อิราวัต อารีกิจ) จงใจเชียร์ให้เลิกแบนต๊อด ผมด่าอั้มว่าทำไม่ถูก...เพราะอั้มกำลังทำลายมาตรการแบนของเราครับ มันไม่ใช่การโพสต์ลอยๆ” 

สำหรับประเด็นที่ สศจ. ปรามาสว่าการแบนซ้อสต๊อด สินจัยและพงษ์พัฒน์ “ห่างจากความเป็นไปได้แบบนั้นหลายปีแสง” ก็บังเกิดข้อคิดน่าสนใจจากผู้ร่วมวงรายหนึ่งที่ใช้นามว่า Ning Nattamon บอก “การบอยคอตมันทำได้นะคะ อย่างมาม่า...

เชื่อว่านับสิบปีมานี่เสื้อแดงเกือบทุกคนเลี่ยงทานมาม่าจนติดเป็นนิสัยถาวร ทุกอย่างทำได้โดยเริ่มจากตัวเอง แค่ก่อนคุณจะเอาเงินออกจากกระเป๋า คุณแค่คิดว่าอยากให้มันไปอยู่ในกระเป๋าใคร...

อย่างดารา กปปส. ถ้าเป็น presenter สินค้าตัวไหน เราก็ไม่ซื้อจนกว่าจะเปลี่ยนตัว presenter จึงกลับมาซื้อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าดาราคนนี้ทำยอดตก ต่อไปบริษัทก็อาจจะคิดมากก่อนจ้างดาราพวกนี้”

สงสัย ทฤษฏีกบต้ม กับ เศรษฐกิจต้มกบ จะมีอยู่จริง... ค่อยๆตายกันไป...




ooo


เศรษฐกิจต้มกบ...




ส่วนหนี่งจากบทความ


(Way Magazine)
28 Jun 2017

อ่านบทความเต็มได้ที่...
https://waymagazine.org/20-yrs-tyk-crisis_1/

พอจะเห็นสัญญาณอะไรข้างหน้าในระยะอันใกล้หรือไกลบ้างไหม

ใกล้คงยังไม่เห็น สามปีที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยช้ามาก โตปีละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเราโตทีปีละเจ็ดถึงสิบเปอร์เซ็นต์

ในขณะที่คนในสังคมกำลังกลายเป็นคนแก่มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเศรษฐกิจไทยยังโตปีละสามเปอร์เซ็นต์แบบนี้ไปเรื่อยๆ จะหมายความว่ายังไงสำหรับพวกคุณ ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ รุ่นผมเพิ่งจบพอดี อย่างเพื่อนผมจบบัญชีพร้อมกันทำงานบริษัทเอกชน เงินเดือนเริ่มต้นที่หมื่นกว่าบาท โบนัส 12 เดือน แล้วดูตอนนี้ เงินเดือนยังหมื่นกว่าบาทอยู่ใช่ไหม แล้วเงินเดือนคุณขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แต่ละปี ความสามารถของนายจ้างก็จะจ่ายเงินเดือนได้ลดลง

นั่นแสดงให้เห็นว่า รายได้ของรุ่นคุณจะโตช้า เงินได้โตช้า ในขณะที่พ่อแม่พวกคุณก็ต้องแก่ลง แล้วจะไปเลี้ยงพ่อแม่ ครอบครัวไหวไหม ผู้สูงอายุต้องใช้เงินเดือนมหาศาลนะ นี่ล่ะ คนรุ่นต่อไปกำลังจะเผชิญกับวิกฤติสังคมคนชรา ถ้ารายได้โตไม่เร็ว นั่นคือสิ่งที่จะตามมา



สถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าน้ำที่ต้มอยู่กำลังเดือดอยู่หรือเปล่า


ผมก็คิดว่าแบบนั้น สามปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยไม่โต การส่งออกก็ไม่โต ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมไทยถือว่าช้าที่สุด อินโดนีเซียโต 5 เปอร์เซ็นต์ ฟิลิปปินส์โต 6 เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยกลับโตเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ เพราะการส่งออกบ้านเราลดลง ผมไม่มั่นใจว่าตัวเลขพึ่งพิงการส่งออกของฟิลิปปินส์เป็นตัวเลขเท่าไร แต่ดูจากเศรษฐกิจด้วยรวมแล้วเขาโตปีละ 6 เปอร์เซ็นต์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เราแซงฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจเราเหนือกว่า แต่ตอนนี้ฟิลิปปินส์กำลังกลับมาแซงเราแล้ว เมื่อก่อนฟิลิปปินส์ได้ชื่อว่า ‘Sick Man of Asia’ หรือ คนป่วยแห่งเอเชีย แต่ตอนนี้ไทยกำลังเป็นแทน เมื่อสองสามปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ต่างชาติก็พูดอยู่บ่อยๆ สิ่งที่ผมพูด มันไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งรู้ ถ้าคนที่ตามข่าวสารเศรษฐกิจทั่วโลกก็จะรู้กันอยู่แล้ว

ถ้าตอนนี้ไทยเป็นกบที่กำลังถูกต้ม เราจะโดดออกทันไหม หรือมีคนเอาฝามาปิดเรียบร้อยแล้ว

ก็แล้วแต่คุณจะมอง คุณก็ต้องเอาเรื่องไปผูกกับการเมือง รัฐบาลเขาบอกว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ ทางออก เป็นนโยบายที่จะแก้ไขสภาวะดังกล่าว

นโยบายที่จะทำให้คนไทยกระโดดออกจากหม้อน้ำร้อนมันยากกว่าเดิมอีกนะ สัดส่วนแรงงานลง การผลิตก็น้อยลง แล้วเราจะผลิตให้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมได้อย่างไร จากอดีตคนหนึ่งคนผลิตสินค้าได้ห้าชิ้น ปัจจุบันต้องผลิตมากกว่าเดิมเพื่อให้รายได้เพียงพอที่จะเลี้ยงดูคนในครอบครัวก็ต้องเพิ่มการผลิตอีกเท่าตัวเป็น 10 ชิ้น แล้วจะทำอย่างไรให้ผลิตมากกว่าเดิมในเวลาที่เท่าเดิม ยากไหมล่ะ ถ้าบอกว่าอยากให้เป็น 4.0 ก็ต้องพูดถึง innovation หรือ creative ถ้าเราไม่อยากเป็นโรงงานรับจ้าง เราก็ต้องมี innovation นี่คือ มนตราที่รัฐบาลร่ายคาถาให้คุณฟังอยู่ ถูกไหม ก็ถูก





ปัจจุบันเอกชนหันไปลงทุนต่างประเทศกันเยอะขึ้น ตัวเลขคร่าวๆ อยู่ที่ประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ต่างชาติมาลงทุนในบ้านเราแค่ 1,000 ล้านดอลลาร์ แม้แต่คนไทยด้วยกันยังขนเงินหนีออกจากประเทศ ออกจากระบบเศรษฐกิจไทย ก็เพราะว่าเขาเห็นว่าเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดีแล้วหรือเปล่า ฉะนั้นก็เลยหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน

แน่นอนว่า การไปลงทุนต่างประเทศแทนก็จะส่งผลให้เงินเข้าระบบเศรษฐกิจไทยลดลง แม้เงินจะกลับเข้ามาในประเทศก็จริง แต่เงินดังกล่าวไม่ได้ถูกกระจายไปสู่ทุกชนชั้น กลับกระจุกตัวอยู่ที่เจ้าของทุน ถ้าคุณจ้างงานในประเทศก็จ้างค่าแรงให้แรงงาน เงินก็จะกระจายไปทุกภาคส่วน

ปัญหาของไทยอยู่ที่เชิงโครงสร้างหรือเปล่า


โครงสร้างการแข่งขันของไทยแย่ลง ปัญหาก็คือ ต่อให้วิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลกดีขึ้น เราไม่มีน้ำท่วม ไม่โดนฝนแล้ง ถามว่าไทยจะโตไหม ถ้ามันไม่โตก็แสดงว่าเรามีปัญหาที่ลึกกว่าปัญหาชั่วคราว ซึ่งก็คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ การสูญเสียโครงสร้างทางการแข่งขัน ซึ่งต่อมาได้สะท้อนลงมาถึงภาคการลงทุนในไทยที่มันต่ำลงมามาก ต่ำมาหลายปีแล้ว ตัวอย่างเช่น ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจไทยมีการลงทุน 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่หามาได้ ปัจจุบันเราลงทุนเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจเป็นต้นมามันหายไปครึ่งหนึ่ง

ลงทุนน้อย ความสามารถในการผลิตก็น้อย จะไม่โตเร็ว ที่ลงทุนน้อยก็เพราะว่าแข่งขันไม่ได้ จะแข่งขันได้ก็ต้องเพิ่ม productivity รัฐบาลต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในด้านทรัพยากรมนุษย์ เทรนคน เพื่อให้ประชาชนสามารถหลุดพ้นจากสภาวะดังกล่าวได้ ต้องสร้างยี่ห้อได้ ต้องมี innovation ในการตลาด

ฉะนั้นแล้ว เราสามารถใช้ภาคเกษตรกรรมผลักดันให้ไทยเป็นประเทศมหาอำนาจผลไม้เพื่อให้สามารถกระโดดข้ามหม้อต้มน้ำนี้ได้หรือไม่

ประสบการณ์ของทั่วโลกมันไม่มี ประเทศที่รวยที่สุด 10 ประเทศแรก ไม่มีประเทศไหนเขาเป็นประเทศเกษตรกรรมกันแล้ว ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มต้นในอังกฤษเมื่อปี 1750 สาเหตุที่หันมาปฏิวัติอุตสาหกรรมกันทั่วโลกเพราะว่า ในหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมี productivity สูงกว่าเกษตรเยอะ มีความสามารถในการผลิต กล่าวคือ มีรายได้ มีโอกาสในการเติบโตสูงกว่า

ผมก็ตอบไม่ได้ว่าไทยจะทำได้ไหม แต่ถ้าดูตามประวัติศาสตร์โลกก็คือ ไม่มี ประเทศมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือย่างนิวซีแลนด์ที่อาจมีการส่งออกเกษตรกรรมบ้าง แต่ข้อดีเขาคือ มีแร่ธาตุเยอะ เขาส่งออกตรงนั้น แต่ก็ไม่ใช่ส่วนนั้นอย่างเดียว คุณอย่าไปโรแมนติก ต่อให้เป็น smart farmer ก็ตาม ไม่ได้จะบอกว่าไม่ดีนะ แต่ไม่พอที่จะให้เรากระโดดออกจากหม้อต้มน้ำได้

จากที่ฟังทั้งหมด เหมือนว่า คนรุ่นต้มกบจะลำบากกว่าคนรุ่นต้มยำกุ้ง


ก็แน่นอน เด็กที่เพิ่งเรียนจบ ทั้ง Gen Y หรือ Gen Z ผมเชื่อแบบนั้น เนื่องจาก หนึ่ง-เงินเดือนเขาโตช้ากว่า สอง-ลักษณะงานขาดความมั่นคงมากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าการทำงานฟรีแลนซ์ที่มีเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป หรืออาจเป็นเพราะงานประจำทั้งภาครัฐและเอกชนมันเติบโตน้อยกว่าที่ควร ทำให้คนบางกลุ่มหันไปสนใจฟรีแลนซ์แทน ทั้งๆ ที่ก็อาจอยากได้งานมั่นคงมากกว่า หรือเปล่า จริงๆ แล้วภาพแบบนี้เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก

นี่ยังไม่รวมกระแสที่ต่างชาติกำลังเริ่มกังวล ที่ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเศรษฐกิจกำลังจะเริ่มนำหุ่นยนต์และ AI (ปัญญาประดิษฐ์ – Artificial Intelligence) เข้าสู่ระบบตลาดแรงงานมากขึ้นที่เรียกว่า robotization เทคโนโลยีพวกนี้กำลังจะทำลายแรงงานมนุษย์ มนุษย์จะแข่งกับหุ่นยนต์ไม่ได้ ดังนั้นก็ต้องหันไปหางานที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้แทน และนี่คือความสำคัญคือ การบูรณาการทางความรู้

แต่เทรนด์ดังกล่าว ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่บ้านเราต้องเผชิญ เพราะดูเหมือนว่าเด็กรุ่นใหม่ทั้งโลกต่างได้รับผลกระทบจากกระแสนี้เหมือนกัน


ถูกต้อง เราจึงเห็นการขึ้นมาของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และกระแสที่อังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรป หรือ Brexit ทั้งสองเหตุการณ์เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าชนชั้นกลาง ชนชนล่างเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบและไม่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์





ผมก็ยังไม่กล้าฟันธงว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า ลัทธิเสรีนิยมใหม่ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ผมพูดแค่นี้ดีกว่า ประเทศที่เป็นลัทธิเสรีนิยมสุดโต่งจะได้รับผลกระทบเยอะและอาจตามมาด้วยความอ่อนแอของระบอบประชาธิปไตย

จะออกหัวหรือออกก้อยยังไม่รู้ หรือออกซวยก็ได้ โลกอาจกลายเป็นเผด็จการมากกว่านี้ ประชาธิปไตยอาจถูกโจมตีมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่กำลังเผชิญอยู่ ลัทธิปกป้อง หรือ protectionism อาจกลับมามากขึ้นก็ได้

ณ ตอนนี้คือจุดเริ่มต้นของ long wave ลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่เคยครอบงำเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปี 2000 กำลังถูกคลื่นลูกใหม่ท้าทาย เป็นคลื่นที่ยังไม่มีใครรู้ ผมก็ไม่ใช่นักอนาคตศึกษาคงไม่อาจเดาได้ แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ทั้งโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน ลัทธิเสรีนิยมใหม่จะอยู่รอดได้ไหม กับความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก หรือจะถูกท้าทายจากฝ่ายขวาจนต้องพ่ายแพ้ไป หรือเอาชนะได้ใหม่ ต้องรอดูต่อไป

ขอคำแนะนำสำหรับคนรุ่นต่อไปในปัจจุบันควรจะใช้ชีวิตอย่างไรให้อยู่รอด

มึงหนีออกนอกประเทศไปเลยดีที่สุด (หัวเราะ) จริงๆ ผมบอกหลานแบบนี้ การเมืองไทยใน 15 ปีข้างหน้าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แผนไทยแลนด์ 4.0 จะสำเร็จเหรอ ในเมื่อมันขับเคลื่อนโดยระบบราชการ นักการเมืองคงไม่ต้องพูดถึง ถูกจัดให้เป็นเพียงตัวประกอบ คิดว่าระบบราชการจะขับเคลื่อนตัวเองออกจากต้มกบได้หรือ ดูเพียงระบบราชการที่ล้าสมัย ต้องมาขับเคลื่อนแผนการ 4.0 ผมก็ไม่มีความเชื่อมั่นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาแผนเลย ในเมื่อสถานการณ์ในตอนนี้ยากกว่าเดิม ยากกว่าสมัยที่ นายกรัฐมนตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้เกิดทุนนิยมสมัยใหม่ในบ้านเราอีก โดยภารกิจมันยากกว่ากันเยอะ

แล้วความขัดแย้งทางการเมืองจะจบไหม เมื่อรัฐธรรมนูญยังไม่สามารถแก้ไขได้ กลไกการแก้รัฐธรรมนูญอย่างสันติไม่มี ทุกอย่างถูกล็อคเอาไว้หมดแล้ว ผมว่าในทางการเมือง ไม่ใช่ว่าเอาฝาปิดหม้อต้มกบอย่างเดียวหรอก เอาหินทับอีกด้วย (หัวเราะ)



“รูปธรรม” แห่งความหวาดกลัว... เหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดความคิด ความรู้สึก ไม่อยากให้มี “เลือกตั้ง” ในกลุ่มที่เคยปูทางและสร้างเงื่อนไขให้ “คสช.” ขึ้นมามีอำนาจ





คะแนน การเมือง ของ รัฐบาล และ คสช. กับ’25 สิงหาคม’


22 สิงหาคม พ.ศ.2560
มติชนสุดสัปดาห์


เหตุปัจจัยอะไรทำให้เกิดความคิด ความรู้สึก ไม่อยากให้มี “เลือกตั้ง” ในกลุ่มที่เคยปูทางและสร้างเงื่อนไขให้ “คสช.” ขึ้นมามีอำนาจหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

1 ปัจจัยที่สัมผัสได้จาก “กรณี 25 สิงหาคม”

1 ปัจจัยจากที่รับรู้ผ่านการสำรวจความรู้สึกประชาชนของ “กรุงเทพโพล” ภายใต้หัวข้อ “ประเมินผลงาน 3 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

การได้คะแนนเฉลี่ย 5.27 จากคะแนนเต็ม 10 ก็หวาดเสียวอย่างยิ่งแล้ว

แต่เมื่อลงลึกไปยังแต่ละคำถามอันเป็นรายละเอียด ไม่ว่าจะด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะด้านการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะด้านสังคมและคุณภาพชีวิต ไม่ว่าจะด้านการต่างประเทศ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจคะแนนล้วนลดลง

เท่ากับชี้ว่า 3 ปีมิเป็นการสูญเปล่าหรือ

เมื่อ 3 ปีเศษภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินในความรับผิดชอบโดย คสช.เป็นเช่นนี้ เมื่อมาประสบกับการแสดงออกของชาวบ้านโดยรวมศูนย์ไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใน “กรณี 25 สิงหาคม”

ยิ่งก่อความหวั่นไหวให้กลายเป็นโรคระบาด

มาตรการต่างๆ ที่อัดลงไปโดย 1 คสช.ผ่าน กกล.รส. 4 กองทัพภาค 1 กระทรวงมหาดไทยผ่าน 7 มาตรการไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานเข้ากับ 1 แผนกรกฎ 52 ของตำรวจ

ยิ่งสะท้อน “รูปธรรม” แห่งความหวาดกลัว

“จากการข่าวพบว่า ขยับกันทั้งประเทศ มีการระดมคน ชักชวนกันมา ปากต่อปาก ชวนกันมาจังหวัดละ 10-20 คนทั้งประเทศ มีเพียง 10 จังหวัดเท่านั้นที่ระดมคนมา ที่เหลือมากันหมด

“แต่บอกไม่ได้ว่าเป็นแนวร่วมกลุ่มไหน ใส่เสื้อสีแดงหรือไม่”

การที่การขยายกำลังพลจาก 17 กองร้อยเป็น 24 กองร้อย นั่นคือจาก 2,505 นาย เป็น 3,600 นาย เท่ากับเป็นรูปธรรมแห่งความไม่ประมาท

ก็ในเมื่อ “กรณี 25 สิงหาคม” คือ การอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าว แม้ตำรวจไม่ได้ระบุว่าการระดมคนมาจากกลุ่มไหน ใส่เสื้อสีแดงหรือไม่

ก็ไม่ยากที่จะคาดเดา

เพราะเป้าหมายของการประกบติดแกนนำ 1 คือภาคเหนือ ดังกรณีอันเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ 1 คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดังกรณีวิทยุสั่งการที่อุดรธานี

ย่อมชัดว่าเป็นกลุ่มการเมืองใด

แต่ในเมื่อพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันว่าไม่มีการปลุกระดม ขณะเดียวกัน นปช.ก็ยืนยันว่าไม่มีการจัดตั้งไม่มีการเกณฑ์คน

หากแต่เป็นเรื่องของ “ความสมัครใจ”

มาตรการต่างๆ อันขับเคลื่อนและดำเนินการโดย 1 กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย 1 กระทรวงมหาดไทย และ 1 ตำรวจ

ก็แทบจะพุ่งไปใน “ความว่างเปล่า”

เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เงียบสงบอยู่ในบ้านซอยโยธินพัฒนา 3 เพราะพรรคเพื่อไทยก็ไม่มีการขยับ เพราะ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็มิได้ทำอะไร

ทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ถูกจำขัง ณ เรือนจำคลองเปรม

อาจกล่าวได้ว่า “กรณี 25 สิงหาคม” เป็นงานที่หนักหนาสาหัสในความรับผิดชอบของสำนักงานเลขาธิการ คสช.ของกระทรวงมหาดไทย และของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เพราะเป็นการต่อสู้ภายใน “ความเงียบ”

เป็นความเงียบ เป็นความสงบ ที่รู้อยู่ว่ามีความไม่พอใจคุกรุ่น และคะแนนนิยมของ คสช.และรัฐบาลก็ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง

ทั้งไม่รู้ว่าหากเลื่อน “การเลือกตั้ง” ออกไป ผลจะเป็นเช่นใด”



ขอเป็นกำลังใจให้ไผ่... คลิปไผ่มาถึงศาลทหาร คดีการชูป้ายผ้าค้านรัฐประหาร ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ในวันครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร



https://www.facebook.com/nn.apisit/videos/1820082078019990/

...


ภาพจากประชาไท

คั่นเวลาเรื่องเครียดๆ คดีจำนำข้าวซักนิด มาดูสลิ่มผู้กล้าเค้าโพสต์ในไลน์กลุ่ม





คั่นเวลาเรื่องเครียดๆ คดีจำนำข้าวซักนิด มาดูสลิ่มผู้กล้าเค้าโพสต์ในไลน์กลุ่ม

เผื่อจะมีคนตาสว่างเพิ่มขึ้นอีกเยอะๆ

ได้มาจากกลุ่มไลน์ที่ 80 % เป็นสลิ่ม คนโพสต์กล้าหาญมากโพสต์มาตั้งแต่ 5 ทุ่มเมื่อคืน จนบัดนี้ (ณ เวลาเที่ยงครึ่งวันนี้) ในกลุ่มเงียบกริบ

ความว่า

"ลองอ่านข้อมูล..ดูของอีกฟากหนึ่งให้เข้าใจ (อย่างเป็นกลาง) แล้วพิจารณาด้วย "ปัญญาชน" ของท่าน แล้วพิจารณาคำถามทั้งหมดว่าพวกเราคือ "กบในกะลา" หรือไม่

1) รัฐบาลนี้ถูกต่อต้านจากองค์กรระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ไม่มีใครลงนามความร่วมมือด้วยมา 2 ปีกว่า เพราะอะไร?

2) รัฐบาลนี้ส่งหมายจับดร.ทักษิณไปรัฐบาลอื่นทุกประเทศ ไม่มีใครจับเลย แต่เขากลับให้เกียรติ ดร.ทักษิณ ทั้งๆที่ประเทศเหล่านั้นจริยธรรมสูงกว่า จริงจังกว่าเรามากมาย รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ, สื่อต่างประเทศระดับโลก ให้เกียรติระดับเชิญไปปาฐกถา เชิญเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลนับสิบประเทศ เชิญให้มาลงทุน แย่งกันให้สถานะประชาชน ให้พาสปอร์ตนับสิบประเทศ แต่สื่อไทยไม่ได้ออกข่าวและคนไทยไม่รู้เรื่อง...ทำไม?

3) ต่างประเทศ, องค์กรต่างประเทศ ไม่ให้เกียรติประยุทธในฐานะส่วนบุคคล แต่ให้เกียรติในฐานะตัวแทนประเทศตามมารยาทเท่านั้น ทำไม?

4) พวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดไปนัดประท้วง ดร. ทักษิณที่เมกา ทำไมเขาไม่ให้เกียรติ ให้ประท้วงในคอกที่จัดไว้ และให้ลงจากตึกในลิฟขนขยะ (เจิมศักดิ์ลงเฟสบุคส่วนตัวเอง) แต่พวกสนับสนุนให้อิสระเดินบนถนน ทำไม?

5) ดร.ทักษิณไปทำธุรกิจต่างประเทศโดยรัฐบาลต่างๆเชิญชวน เกือบสิบประเทศ รำ่รวยกว่าสมัยอยู่เมืองไทย ไม่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ ไม่มีเรื่องทุจริตเลย แสดงว่าอัจฉริยะจริงใช่ไหม?

6) คนไทยถูกกรอกหูว่าทักษิณโกงจนฝังไว้ในหัว และรวมหัวเค้นหาความผิดและวันนี้มีอำนาจเผด็จการเต็ม แต่ทำไมเอาผิดได้เพียงเซ็นชื่อรับรองให้เมียซื้อที่ดิน ตามระเบียบราชการเท่านั้น และศาลตัดสินแล้วว่าการซื้อขายไม่ผิด เป็นคดีที่อ่อนมาก..

แต่ "เสาโรงพักโด่เด่" มันชัดเจน เห็นตำตา แต่ไม่มีคนด่าว่า "โคตรโกง"

..สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นคนเปิดประโยค "โคตรโกง" ตัวเองถูกศาลตัดสินโกงบริษัทมหาชน จำคุก 85 ปี คนไทยกลับไม่ด่าว่า"โคตรโกง" ทำไม? และหากเกิดในรัฐบาลทักษิณ และกรณีจำคุก 85 ปีคือทักษิณ เราจะมีอาการอย่างไร?

7) คนที่จำว่าทักษิณโกง ก็จำมาจาก การปราศรัยของเวทีสนธิ (คนโกง) และเวทีสุเทพ (มีคดีโกงเพียบ) แต่แสดงออกว่าเกลียดโกง คุณก็เชื่อแบบงมงาย...งงตัวเองไม๊?

8) คนที่เกลียดเข้าไส้ว่า ทักษิณโกง จริงๆตัวเองทำมาหากินเหน็ดเหนื่อยทั้งวันไม่เคยค้นหาข้อมูลจริง และไม่เคยจริงจังกับเรื่องเหล่านี้มาก่อน แต่ที่ด่าๆและคำอธิบายก็พูดตาม "คนที่เกลียดทักษิณ" จนตัวเองเกลียดเข้าไส้ไปด้วย พูดตามวาทกรรมในทีวี และจับกลุ่มด่าว่า ย้ำซึ่งกันและกัน และหาพวกเชื่อตามๆกันมา แต่บอกว่าฉันศึกษาข้อมูลทะลุปรุโปร่ง งงตัวเองไม๊?

9) ทุกคนก็รู้ว่า ดาราค่าตัวแพงมาก ค่าจ้างออกงานครั้งละเป็นแสนๆ คนพวกนี้โกงภาษีหนักมากที่สุด แต่แสดงอารมณ์บนเวทีเหมือนกำลังแสดงละครว่าเกลียดโกง จนคนฟังอินไปด้วยจริงจัง ลืมไปว่านั่นมันการแสดงบนเวที ทั้งๆที่รู้ว่าดาราพวกนี้ขี้โกงภาษีมาตลอด.. สนธิลิ้มขี้โกงก็รู้ โรงพักเสาโด่เด่ก็ขี้โกงก็รู้ แต่เราก็รักเขา ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเขาโกง..งงตัวเองไม๊?

หรือจริงๆแล้วเราไม่ได้เกลียดคนขี้โกงจริงๆ แต่มันทำให้เราดูเป็นคนดี หรือตามกระแส เพราะเราถูกปลุกระดม จึงแสดงออกไปได้ขนาดนั้น?(ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีพวกเสื้อแดง เสื้อแดงก่อนหน้านั้นใส่เสื้อเหลือง โพกหัวเหลือง เพิ่งมีเสื้อแดงตอนคัดค้านรัฐธรรมนูญปี 2550 )

10) ก่อนทักษิณบริหาร ประเทศเราอยู่ในสภาพล้มละลายเงินคงคลังเหลือ 280 ล้านยูเอสดอลล่าร์ แต่มีหนี้สินมหาศาล จะต้องใช้หนี้อีก 50 ปี ถึงรุ่นลูกหลาน

แต่ 2 ปีใช้หนี้หมด เงินคงคลังกลับมาที่2400ล้านยูเอส และขึ้นมาถึงเกือบสองหมื่นภายใน 4 ปี และกลับมาเป็นประเทศให้กู้เร็วมากๆ ทุกประเทศทึ่งเรามาก ไม่เห็นต้องใช้หนี้ถึง 50 ปีเป็นภาระลูกหลาน เราไม่พูดถึง

กลับมามีเงินเหลือขึ้นเงินเดือนข้าราชการ2ครั้ง มี30บาทรักษาทุกโรค (เมกายังเอาไปทำตาม) มีกองทุนหมู่บ้านจนถึงทุกวันนี้ เราก็ไม่พูดถึง

แต่คนที่ถูกตัดสินโกงจำคุก 85ปี มาบอกว่าถ้าทักษิณอยู่ต่อ"ประเทศจะเหลือแต่กระดูก" งงตัวเองไม๊ว่าเราเชื่อไปได้ยังไง?

(อย่างนี้ต้องยอมรับเลยว่าพวกเราโง่จริงๆ แต่ขอเตือนและย้ำให้พวกเราชาวสลิ่มยังจำได้ไหมว่าตอนขึ้นเวที เส อ้าย และเทพเทือกประกาศว่า จะแช่แข็ง แล้วก็ปิดประเทศไทยสักห้าปีมันจเป็นไรไป เพื่อไล่จับคนโกงมาลงโทษ แล้วเป็นอย่างไรพี่น้องเอ้ยทุกวันนี้ คนพูดบนเวทีกับคนฟังอยู่ข้างล่างใครใกล้จะตายกว่ากันหรือว่ามันกำลังจะตายกันทั้งประเทศ ลองตั้งสติแล้วคิดดูว่า ใครมัน โ ก ง ) จริงม๊ะ

พวกโกงประเทศทั้งนั้นที่ปลุกระดมเรา เราก็เครียด กังวล แล้วเราก็เชื่อเรื่องโกหก แต่เราก็เชื่อว่าเราฉลาด เราไม่ตั้งสติทบทวนเรื่องเก่าๆดูหรือ ?

จากประเทศกำลังรุ่งเรือง วันนี้ทำท่าจะเหลือแต่กระดูก คนที่โกหก หลอกเรามา เราไม่เคยคิดถามหาว่าเขาต้องรับผิดชอบอย่างไร?

ยังร่วมมือเขาลากกันต่อไปจนกว่าจะเหลือแต่กระดูกจริงๆอย่างนั้นหรือ?

หรือว่าเราปิดกั้นตัวเองเกินไป ไม่รับรู้ข้อมูลอื่นๆ ไม่ตามข่าวต่างประเทศ หมกมุ่นอยู่กับความเกลียด ที่ถูกปฎิบัติการจิตวิทยาฝังหัว

สรุป เราเป็น"กบอยู่ในกะลาจริงๆ" แล้ว
- - - โง่ซิโง่ซิ เพราะฉันโง่ ซี - - -
เอวัง ..ฝากให้คิดต่อเท่านั้นนะครับ"

ที่มา FB

October Free Thai


คนจนเอาไปซื้อของธงฟ้า 100 นึง ตู่ให้ กองทัพเอาไปซื้อ ฮ. 8200 ล้าน ตู่แจก




ooo


เว็บนอก-สื่อไทยร่วมแฉ!!! ยุคคสช.ซื้อเฮลิคอปเตอร์ AW139 และ AW149 ไม่ต่ำ 10 ลำโดยไม่เปิดเผยมูลค่า!!!






BY BOURNE
ON AUGUST 22, 2017
Ispace Thailand


ข่าวการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของรัฐบาลคสช.ยังคงถูกขุดคุ้ยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทั้งเว็บไซต์ helis.com รวมถึง dgualdo.it ได้เปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อและส่งมอบเฮลิคอปเตอร์แบบ AW139 และ AW149 แก่กองทัพบกไทย ซึ่งรัฐบาลไทยไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโครงการและงบประมาณในการจัดซื้อ

ด้านสำนักข่าวอิศราเปิดเผยว่ารัฐบาลไทยเคยมีการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ AW139 ครั้งแรก จำนวน 2 ลำ จากบริษัท AGUSTAWESTLAND ประเทศอิตาลี ในวันที่ 28 กันยายน 2555 วงเงิน 43,548,387.10 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,350 ล้านบาท






โดยในยุครัฐบาลคสช. นั้นก็มีการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ AW139 อีกครั้ง ในช่วงที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก อีก 2 ลำ มูลค่า 46,062,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,474 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งโครงการนี้ได้ถูกอนุมัติในวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 และเฮลิคอปเตอร์ทั้ง 2 ลำได้ถูกส่งมอบเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามข้อมูลการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่นดังกล่าวยังไม่หมดเพียงเท่านั้น โดยเว็บไซต์ helis.com ได้เปิดเผยว่ากองทัพไทยได้มีการสั่งซื้อเฮลิคอปเตอร์รุ่น AW139 อีก 6 ลำในปี 2559 แบ่งเป็นเดือน ส.ค. จำนวน 3 ลำ ได้แก่ หมายเลข 41520,41521,41522 และ ต.ค.จำนวน 3 ลำ ได้แก่หมายเลข 41523, 41524, 41525





ในขณะที่เว็บไซต์ dgualdo.it ระบุว่าเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2558 และ 18 กันยายน 2558 กองทัพบกสั่งซื้อ AW 139 จำนวน 2 ลำ หมายเลข 41399 และ หมายเลข 41413 จากบริษัท AgustaWestland Philadephia Corp. และมีการส่งมอบเมื่อเดือนธันวาคม 2558







เว็บไซต์ดังกล่าวยังเปิดเผยต่อไปว่าบริษัท AgustaWestland Philadelphia Corp. ได้ส่งมอบ AW139 จำนวน 3 ลำ หมายเลข 41520,41521,41522 มายังประเทศไทยเมื่อ เดือนสิงหาคม 2559 และอีก 3 ลำ หมายเลข 41523, 41524, 41525 เมื่อ 20 ตุลาคม 2559





นอกจากนี้ยังมีข้อมูลชัดเจนว่ากองทัพบกไทยได้มีการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ AW149 อีก 2 ลำในเดือน กุมภาพันธ์ 2560 รวมแล้วหลังการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลคสช.มีการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ AW139 และ AW149 อย่างน้อย 10 ลำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้โฆษกกองทัพบกยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากองทัพบกมี AW139 จำนวน 4 ลำเท่านั้น

ซึ่งน่าสนใจว่าการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์แบบ AW139 และ AW149 ของรัฐบาลไทยนั้นจัดซื้อมาทั้งหมดกี่ลำ ใช้งบประมาณไปเท่าไหร่กันแน่ เพราะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรับทราบแต่อย่างใด







หากจะคำนวณจากมูลค่า AW139 ที่รัฐบาลไทยซื้ออย่างเปิดเผยครั้งล่าสุดจำนวน 2 ลำมูลค่าประมาณ 1,474 ล้านบาทในปี 2557 เท่ากับว่า AW139 มีราคาลำละประมาณ 737 ล้านบาท ในขณะที่ AW149 มีราคาประมาณ 35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,155 ล้านบาทต่อลำ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการจัดซื้อ AW139 และ AW149 ในยุครัฐบาลคสช.อาจมีมูลค่าถึง 8,206 ล้านบาทโดยประมาณ

เมื่อมีการใช้งบประมาณหลายพันล้านเพื่อจัดซื้อ AW139 และ AW149 เช่นนี้ รัฐบาลคสช.และกองทัพจะไม่ชี้แจงถึงขั้นตอน และงบประมาณที่ใช้ให้ประชาชนผู้เสียภาษีรับทราบถึงรายละเอียดเสียหน่อยหรือ???

Reference

https://www.isranews.org/isranews/58948-report00-58948.html

https://www.helis.com/database/modelorg/2030/

http://www.aaa.dgualdo.it/prodlist/prod-aw139-12.htm

http://nation-creation.wikia.com/wiki/Modern_Day_Military_Pricing_List

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : พิธีกรรมของแผ่นดิน - มติชนสุดสัปดาห์





นิธิ เอียวศรีวงศ์ : พิธีกรรมของแผ่นดิน


มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 18 - 24 สิงหาคม 2560
22 สิงหาคม พ.ศ.2560


ผมออกจะงงๆ กับพิธีนำนิสิตใหม่ถวายบังคมพระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัว ใน ร.5-6 ไม่ใช่เพราะเพิ่งเริ่มมีพิธีกรรมไม่นานมานี้เอง จนบางคนกล่าวว่านี่เป็นประเพณีประดิษฐ์

ผมไม่รังเกียจประเพณีประดิษฐ์ แม้แต่ประเพณีโบราณที่มีมาเก่าแก่จริง ก็ต้องคอยประดิษฐ์ให้ปรับเปลี่ยนไปตามสังคมเสมอ ถ้าเราต้องทำอะไรเหมือนคนแถบเทือกเขาอัลไตอยู่ ก็บ้าสองซ้อนเลย (ซ้อนแรกคือเราไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนอัลไต ซ้อนสองคือถึงเกี่ยว จะไปทำเหมือนเขาทำไม ในเมื่ออยู่กันคนละยุคสมัยและคนละภูมิประเทศ-อากาศ)

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเพณีประดิษฐ์ แต่อยู่ที่ว่าพวกเราหรือหลายคนในพวกเรา ต้องรู้เท่าทันว่า จุดมุ่งหมายที่ประเพณีหนึ่งๆ ถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้นคืออะไร การที่ผู้คนยอมรับประเพณีนั้นไปปฏิบัติ ก็เพราะความหมายของมันหรือจุดมุ่งหมายของมันเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับได้ และเห็นว่ามีความสำคัญในชีวิตของตน

รู้เท่าทันไปทำไมครับ? ก็เพื่อว่าเราต้องมีอำนาจในการปรับเปลี่ยนประเพณีประดิษฐ์ หรือปรับเปลี่ยนประเพณีที่ประดิษฐ์ไปแล้ว หรือจนถึงที่สุดประดิษฐ์ประเพณีใหม่ได้เอง ปัญหาของประเพณีประดิษฐ์ไม่ได้อยู่ที่ความไม่เก่าจริงของประเพณี แต่อยู่ที่ว่าอำนาจการผลิตเป็นของใครต่างหาก ผมเชื่อว่าอำนาจนั้นต้องแบ่งปันกัน จะเป็นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้





ผมออกจะงงๆ กับพิธีนำนิสิตใหม่ถวายบังคมพระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัว ใน ร.5-6 ไม่ใช่เพราะเพิ่งเริ่มมีพิธีกรรมไม่นานมานี้เอง จนบางคนกล่าวว่านี่เป็นประเพณีประดิษฐ์

ผมไม่รังเกียจประเพณีประดิษฐ์ แม้แต่ประเพณีโบราณที่มีมาเก่าแก่จริง ก็ต้องคอยประดิษฐ์ให้ปรับเปลี่ยนไปตามสังคมเสมอ ถ้าเราต้องทำอะไรเหมือนคนแถบเทือกเขาอัลไตอยู่ ก็บ้าสองซ้อนเลย (ซ้อนแรกคือเราไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนอัลไต ซ้อนสองคือถึงเกี่ยว จะไปทำเหมือนเขาทำไม ในเมื่ออยู่กันคนละยุคสมัยและคนละภูมิประเทศ-อากาศ)

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเพณีประดิษฐ์ แต่อยู่ที่ว่าพวกเราหรือหลายคนในพวกเรา ต้องรู้เท่าทันว่า จุดมุ่งหมายที่ประเพณีหนึ่งๆ ถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้นคืออะไร การที่ผู้คนยอมรับประเพณีนั้นไปปฏิบัติ ก็เพราะความหมายของมันหรือจุดมุ่งหมายของมันเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับได้ และเห็นว่ามีความสำคัญในชีวิตของตน

รู้เท่าทันไปทำไมครับ? ก็เพื่อว่าเราต้องมีอำนาจในการปรับเปลี่ยนประเพณีประดิษฐ์ หรือปรับเปลี่ยนประเพณีที่ประดิษฐ์ไปแล้ว หรือจนถึงที่สุดประดิษฐ์ประเพณีใหม่ได้เอง ปัญหาของประเพณีประดิษฐ์ไม่ได้อยู่ที่ความไม่เก่าจริงของประเพณี แต่อยู่ที่ว่าอำนาจการผลิตเป็นของใครต่างหาก ผมเชื่อว่าอำนาจนั้นต้องแบ่งปันกัน จะเป็นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้

ผมจึงคิดว่าความรู้ที่ให้อำนาจเราในการมีส่วนร่วมกับการประดิษฐ์ประเพณีนั้น ต้องรวมการวิเคราะห์ความหมายของประเพณีประดิษฐ์ ที่มีต่อทุกคนที่ร่วมปฏิบัติประเพณี หากในกรณีนี้ก็นับตั้งแต่นายกสภามหาวิทยาลัยลงมาถึงภารโรง ที่ถูกสั่งให้ไปจัดสถานที่เลยทีเดียว

อย่าคิดนะครับว่า คนเหล่านี้ล้วนถูกอำนาจบังคับให้ทำตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ว่าสิทธิหรือหน้าที่ล้วนเป็นสิ่งที่เรานึกเอาเองทั้งนั้น ไม่ได้ตราไว้ที่ไหนบนกำแพงจักรวาล เมื่อไรที่นึกว่าไม่ใช่หน้าที่แล้ว ถึงจะใช้กำลังบังคับอย่างไร ย่อมไม่ทำหรือไม่ทำโดยดี หนักๆ เข้าก็กบฏ กำลังบังคับอย่างเดียวไม่พอจะทำอะไรในโลกนี้ได้หรอกครับ แม้แต่การรัฐประหารซึ่งดำรงสืบมาถึงทุกวันนี้ได้ ก็ไม่ใช่เพราะกำลังของกองทัพเท่ากับการยอมรับหรือถึงขั้นสนับสนุนของคนไทยจำนวนไม่น้อยทีเดียว ลำพังกำลังของกองทัพอย่างเดียว ผมเชื่อว่าอยู่ได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมงหรอก

ประเพณีกราบถวายบังคมพระบรมรูปของจุฬาฯ ก็เหมือนกัน เท่าที่ได้ยินมา นับตั้งแต่ประดิษฐ์และปฏิบัติประเพณีนี้มาในราวทศวรรษ 2540 ก็ดูจะทำกันได้อย่างราบรื่นตลอดมาไม่ใช่หรือครับ


ในที่นี้ ผมจะพยายามวิเคราะห์ความหมายของประเพณีประดิษฐ์ดังกล่าว ว่ามีความหมายต่อคนกลุ่มต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้นนะครับ เป็นเรื่องที่คนอื่นต้องเข้ามาทักท้วงแก้ไขกันต่อไปข้างหน้า

ขอเริ่มจากที่มาของประเพณีนี้ก่อน

ตอนที่เราเริ่มการศึกษาขั้นสาม หรือขั้นหลังมัธยม (tertiary education) ในรัชกาลที่ 5 คือการฝึกหัดนักเรียนให้มีความรู้ความชำนาญบางอย่างที่จำเป็นในการปกครองสมัยใหม่ เพื่อรับเป็นขุนนางเมื่อจบการศึกษาแล้ว เกิดความวิตกกันในหมู่เจ้านายว่า ขุนนางรุ่นใหม่ไม่เคยได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาก่อน อาจขาดน้ำใจจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จึงโปรดให้ตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง ฝึกสอนงานราชการสามปี แต่เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมาตั้งแต่ปีแรก เพียงแต่ต้องออกมาฝึกงานกับกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับเสมียน และเล่าเรียนวิชาที่จัดสอนด้วย

นักเรียนโรงเรียนมหาดเล็กหลวงจึงต้องเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กมาตั้งแต่แรก พิธีที่ว่านั้นทำอย่างไรผมไม่ทราบ แต่อยากเดาว่าก็เหมือนพิธีถวายตัวแก่เจ้านาย คือมีกรวยดอกไม้ธูปเทียนไปกราบถวายบังคมเพื่อถวายตัว เมื่อทรงรับกรวยไว้ ก็ถือว่าทรงรับตัวมาแล้ว แม้มีพระบรมราชโองการให้ถวายคำนับแทนการกราบถวายบังคมมาแต่ต้นรัชกาล แต่นี่เป็นพิธีกรรมพิเศษคือถวายตัว จึงแตกต่างจากการเข้าเฝ้าฯ ทั่วไป

มาในภายหลังโรงเรียนมหาดเล็กหลวงก็ถูกเปลี่ยนเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน และเข้าไปสังกัดกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว

นี่คือที่มาของอะไรหลายอย่างของจุฬาฯ เครื่องแบบนิสิตชายที่ต้องสวมชุดราชปะแตน ก็มาจากเครื่องแบบของมหาดเล็กหลวง เมื่อสมัยผมเป็นนิสิต ในพระราชพิธีพระราชทานปริญญาบัตร พระเจ้าอยู่หัวประทับนั่งบนพระเก้าอี้ (เหมือนเสด็จประทับนั่งในวัง) บัณฑิตเดินเข้าใกล้แล้วนั่งคุกเข่าลงรับพระราชทานปริญญาบัตรอย่างใกล้ชิด เหมือนได้ถวายตัวเป็นข้าราชบริพารใกล้ชิดเป็นพิเศษกว่าคนไทยทั่วไป ซึ่งไม่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิดเช่นนั้น แล้วก็กลายเป็นมหาดเล็กหลวงไป

สมัยผมเป็นนิสิตเหมือนกัน ในงานพิธีถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า เฉพาะนิสิตจุฬาฯ เท่านั้น (ดูเหมือนกับสถาบันการศึกษาอื่นอีกแห่งหรือสองแห่ง เช่น นักเรียนโรงเรียนวชิราวุธ) ที่จะกราบถวายบังคมสามลาอย่างที่เป็นปัญหาเวลานี้ นักเรียนโรงเรียนอื่นและหน่วยราชการอื่น ถวายบังคมโดยการถวายคำนับตามพระปฐมบรมราชโองการใน ร.5





มีอะไรนอกเรื่องแต่ในเรื่อง (เพราะสำคัญ) ที่จะอธิบายตรงนี้ด้วยว่า ก่อนการยึดอำนาจของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำไมรัฐบาลจึงปล่อยให้จุฬาฯ แสดงยี่เกอยู่กลางลานพระบรมรูปได้หน่วยงานเดียว ผมเดาว่าเพราะจุฬาฯ อ้างว่าตัวมีความสัมพันธ์พิเศษกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทั้งในฐานะที่ทรงสถาปนาหน่ออ่อนของสถาบันตนเองขึ้นมา และยังใช้พระนามของพระองค์เป็นชื่อของสถาบันอีกด้วย

เป็นความสัมพันธ์พิเศษที่แนบแน่นระหว่างจุฬาฯ กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์พระองค์ใด และนี่คือคำอธิบายที่ผมได้จากรุ่นพี่ แต่กลับกันนิดหน่อยว่า เมื่อได้เป็นนิสิตจุฬาฯ อย่าได้ขาดงานวันที่ ๒๓ ตุลาฯ เป็นอันขาด เพราะเราเท่านั้นที่สามารถกราบถวายบังคมสามลาได้ คนอื่นไม่ได้ทำหรือทำไม่ได้ กลายเป็นการตอกย้ำความสำคัญของตนเอง ไม่ใช่ของ ร.5

มาในภายหลัง มีสถาบันอื่นๆ อีกหลายแห่ง ที่กราบถวายบังคมสามลาที่ลานพระบรมรูปฯ เหมือนจุฬาฯ แต่โดยไม่ได้ตรวจสอบ ผมอยากจะเดาว่า ล้วนเกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปแล้วทั้งนั้น และด้วยเหตุดังนั้นยี่เกที่ลานพระบรมรูปฯ ของจุฬาฯ จึงไม่โดดเด่นอะไรอีก โดยเฉพาะเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ) ถูกใช้เป็นตัวแทนของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จะขีดเส้นย้ำความเป็นพิเศษในความสัมพันธ์ระหว่างจุฬาฯ และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไร

ผมคิดว่า นี่คือที่มาของการสร้างพระบรมรูปในพระเจ้าอยู่หัวในสองรัชกาลขึ้นด้านหน้าหอประชุม เป็นการขีดเส้นใต้ความสัมพันธ์พิเศษนั้น อันเป็นสิ่งที่แสดงออกมาได้ไม่ชัดในงานถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าที่ลานพระบรมรูปอีกแล้ว

ผมเคยคิดอยู่นานว่า ทำไมต้องสร้างสองพระองค์ แม้ว่าทั้งสองพระองค์ล้วนมีส่วนในการสร้างจุฬาฯ ก็ตาม แยกพระองค์หนึ่งไปไว้ที่อื่นก็ได้ (เช่น ด้านหน้าด้านหลังหอประชุม หรือด้านหน้าด้วยกันแต่ทำแยกคนละมุม) ในทัศนะของผม อนุสาวรีย์ที่ทำสองคนไว้ด้วยกัน ซ้ำยังแสดงอากัปกิริยาที่ต่างกัน มันไม่ “นิ่ง” เพราะทำให้เกิดความเคลื่อนไหวในความรู้สึก เราไม่รู้ว่าเมื่อไร ร.6 จะถวายคำนับแล้วเสด็จถอยออกไป หรืออาจก้มลงกราบพระบาทสมเด็จพระราชบิดาก็ได้ ผมคิดว่าอนุสาวรีย์ของผู้ยิ่งใหญ่นั้น ต้องนิ่ง เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนบุญญาธิการอันไพศาลที่ปกแผ่ลงเหนือผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน (และนั่นคือเหตุผลที่ทำอนุสาวรีย์เป็นสัญลักษณ์ยังได้ ตราบเท่าที่ให้ความรู้สึกได้ตามที่ต้องการ)

ปกแผ่นั้น inactive นะครับ คือกระทำการโดยไม่ได้กระทำการใดๆ ก็ไม่ใช่ศาลผีนี่ครับ จะได้กระโดดโลดเต้นมาช่วยลูกช้างได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะจุฬาฯ ต้องการแสดงความสัมพันธ์เป็นพิเศษ ไม่เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ในสองรัชกาลนี้เท่านั้น แต่กับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยรวม อนุสาวรีย์คู่ในอนุสาวรีย์เดี่ยวที่ขัดตา (ผม) หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์สองพระองค์เฉยๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้จุฬาฯ กลายเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน”

คิดจากทัศนะของรุ่นพี่ของผม พิธีถวายบังคมพระบรมรูปในจุฬาฯ ด้วยการกราบถวายบังคมสามลา คืออภิสิทธิ์ที่เฉพาะนิสิตจุฬาฯ เท่านั้นอาจมีได้ คนขายข้าวหมูแดงที่สามย่าน หรือเจ้าของร้านหนังสือศึกษิตสยาม ซึ่งถูกจุฬาฯ ไล่ออกไป จะเดินมาร่วมพิธีด้วยไม่ได้นะครับ อภิสิทธิ์อันนั้นไม่ใช่ได้กราบถวายบังคม แต่คือการแสดงความสัมพันธ์พิเศษกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย อันเป็นอภิสิทธิ์ของ “เสาหลักของแผ่นดิน” เท่านั้น อภิสิทธิ์นี้ทำให้คนขายข้าวหมูแดงระย่อ เจ้าของร้านศึกษิตก็ (น่าจะ) ระย่อเหมือนกัน

ผมคิดว่าสถานะความสัมพันธ์พิเศษอันนี้ นอกจากปลูกฝังให้ชาวจุฬาฯ ทุกรุ่นได้ซึมซับไปแล้ว แม้การกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีก (ซึ่งคือหัวใจของสิ่งที่เราเรียกว่าพิธีกรรม) ก็เป็นการแสดงที่ตอกย้ำสถานะพิเศษนี้แก่สังคมไทยโดยรวมด้วย

การประกาศความสัมพันธ์พิเศษในฐานะ “เสาหลักของแผ่นดิน” โดยผ่านพิธีกรรม ย่อมได้ผลกว่าการใช้ภาษาอย่างเทียบกันไม่ได้ (ดูรายการ “ศาสตร์พระราชา” ทุกเย็นวันศุกร์เป็นอุทาหรณ์ก็ได้) ในฐานะพสกนิกร ชาวจุฬาฯ ก็ถวายคำนับเหมือนคนอื่นๆ แหละครับ ผมยังไม่เคยได้ยินว่ามีชาวจุฬาฯ คนไหน หมอบลงกราบถวายบังคมสามลาในโรงหนังสักที แต่ในฐานะสมาชิกของ “เสาหลักของแผ่นดิน” ชาวจุฬาฯ ย่อมถวายบังคมด้วยวิธีที่ทำให้คนอื่นๆ ต้องระย่อครับ

พิธีกรรมนี้ไม่เกี่ยวกับปฐมบรมราชโองการใน ร.5 ที่ให้ลุกขึ้นยืนถวายคำนับ ยิ่งตอกย้ำเรื่องนี้ก็ยิ่งเข้าล็อกของจุฬาฯ ก็เขากำลังถวายตัวเป็นข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ไม่ใช่ถวายบังคมเหมือนพสกนิกรโดยทั่วไป

ถ้าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของพิธีกรรมนี้ ก็จะเห็นคุณประโยชน์ของการประกอบพิธีกรรม ซึ่งมีแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย, นายกฯ และกรรมการสภา, อาจารย์, นิสิต, ไปจนถึงภารโรง คุณประโยชน์ที่ต่างกันนะครับ แต่ก็ได้เหมือนกัน หรือเอาไปใช้ได้เหมือนกัน ทั้งในการดำเนินชีวิตและหน้าที่การงาน ทั้งไม่ใช่ความเชื่อลอยๆ ด้วย แต่เป็นของจริงในสังคมไทยทีเดียว

ในเมืองไทยปัจจุบัน คนที่ประกาศตนและเป็นที่ยอมรับว่าเป็นข้าทูลละอองฯ ผู้รับใช้ใกล้ชิด ไม่มีความได้เปรียบอย่างใดอย่างหนึ่งเหนือพสกนิกรทั่วไปละหรือ? อย่าไร้เดียงสาถึงขนาดจะตอบว่าไม่มี





ด้วยความเคารพคุณเนติวิทย์ เรื่องมันใหญ่กว่าการยืนหรือการหมอบคลาน คุณกำลังสู้กับความไม่เสมอภาคในสังคมไทย ซึ่งมีเหตุมาหลายทิศหลายทาง พิธีกรรมของจุฬาฯ เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งที่ช่วยจรรโลงความไม่เสมอภาคเอาไว้ แต่เป็นเศษเสี้ยวที่สำคัญพอสมควร ส่วนใหญ่ที่ใหญ่มากๆ ของชาวจุฬาฯ พอใจจะเป็นส่วนหนึ่งของ “เสาหลักของแผ่นดิน” เพราะในสังคมที่เขามีชีวิตอยู่ ย่อมทำให้ได้เปรียบกว่าไม่ได้เป็น ผมเชื่อว่า รวมถึงเพื่อนๆ ของคุณเนติวิทย์ซึ่งกำลังกล่อมเกลาตัวเองไปยืนในจุดที่ได้เปรียบนั้นด้วย

มหาวิทยาลัยที่ประกาศตัวเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” คือมหาวิทยาลัยที่ประกาศว่า จะอาศัยอุดมการณ์อนุรักษนิยมเป็นหลักในการดำเนินงาน อย่าลืมว่าคำ “แผ่นดิน” ในภาษาไทยปัจจุบันใช้ในความหมายที่เกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น หมายถึงรัชกาล, พระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นที่ทรงครอง “แผ่นดิน” นายกรัฐมนตรีได้แต่ปกครองประเทศชาติ ฉะนั้น “เสาหลักของแผ่นดิน” จึงแตกต่างจากเสาหลักของ “ชาติ”

ผมไม่เห็นว่าจะผิดประหลาดอะไรที่มหาวิทยาลัยจะประกาศยึดมั่นอุดมการณ์อนุรักษนิยม ผมเชื่ออย่างที่ครูของผมคือท่านอาจารย์เจ้าคุณอนุมานราชธนพูดเสมอว่า สังคมควรมีทั้งฝ่ายที่ดันไปข้างหน้า และฝ่ายที่ดึงไปข้างหลัง เพื่อถ่วงดุลกันและกันไม่ให้ล้าหลังเกินไป และไม่ให้ก้าวหน้าเร็วไปจนตกเหว เพียงแต่ผมไม่เชื่อตรงไปตรงมาถึงเพียงนั้น แต่ผมคิดว่าความคิดก้าวหน้าในสังคมใดๆ ก็ตาม จะนำความสุขความเจริญแก่ผู้คนได้ จำเป็นต้องมีปรปักษ์ที่มีคุณภาพ พูดอีกอย่างหนึ่งคืออนุรักษนิยมนั้นมีประโยชน์แก่ความก้าวหน้าของสังคมอย่างมาก แต่ต้องเป็นอนุรักษนิยมที่มีคุณภาพ

อนุรักษนิยมที่มีคุณภาพไม่ได้หมายถึงคนที่ไม่ยอมลืมหูลืมตาเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านกว้างและด้านลึกซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน เฝ้ารักษาแต่อะไรที่ตกทอดมาจากอดีต โดยปรับเปลี่ยนไม่เป็นหรือไม่ได้เอาเลย (ซ้ำร้ายสิ่งที่พวกนี้เชื่อว่าตกทอดมาจากอดีต ก็ยังเพิ่งประดิษฐ์และไม่จริงเสียอีก)

แต่ต้องเป็นอนุรักษนิยมที่ทำให้เราเกิดทั้งความรู้ความเข้าใจและความรู้สึกเกี่ยวกับคุณค่าเก่าๆ, แบบปฏิบัติเก่าๆ, สถาบันเก่าๆ ซึ่งคงเคยมีประโยชน์มาบ้างในเงื่อนไขของสังคมโบราณ แต่อนุรักษนิยมที่มีคุณภาพต้องทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจด้วยว่า เมื่อเงื่อนไขเช่นนั้นเปลี่ยนไปแล้ว จะปรับเปลี่ยนสิ่งเก่าๆ เหล่านั้นให้มีคุณประโยชน์แก่สังคมต่อไปได้อย่างไร

“เสาหลักของแผ่นดิน” อย่างนี้แหละครับที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะทำให้ฝ่ายปรปักษ์ต้องใช้สติปัญญาและความรู้ให้เหนือกว่า ในการต่อสู้เพื่อนำสังคมก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคง โดยไม่ต้องทำลายล้างผู้เห็นต่าง

ดังนั้น การปกป้องความเป็น “เสาหลักของแผ่นดิน” ด้วยลำแขนกำยำที่ล็อกคอฝ่ายตรงข้าม จึงไม่ใช่อนุรักษนิยมที่มีคุณภาพแน่ และทำให้การก้าวเดินไปข้างหน้าของสังคมไทยสุ่มเสี่ยงมากขึ้น เพราะจากการต่อสู้กันทางความคิด กลับกลายเป็นการใช้กำลังเข้าประหัตประหารกัน

ความสุ่มเสี่ยงที่ว่านั้น อาจหมายถึงการสูญเสียที่ไม่จำเป็นอีกมาก อย่างที่ฝ่ายก้าวหน้าได้กระทำมาแล้วในสังคมที่มีแต่อนุรักษนิยมไร้คุณภาพ อย่างที่มีตัวอย่างให้เราได้เห็นมาแล้วในฝรั่งเศส, รัสเซีย, ตุรกี, จีน, เวียดนาม, ลาว, กัมพูชา และ ฯลฯ

คลิปประชาไท... รัฐศาสตร์เสวนา - ทำการต่อต้านให้ปรากฎ: ศิลปะและการเมืองของการต่อต้านหลังรัฐประหาร 2557



รัฐศาสตร์เสวนา ชุด ไทยศึกษากับการเมืองและสังคมไทย ครั้งที่ 1 หัวข้อ ทำการต่อต้านให้ปรากฎ : ศิลปะและการเมืองของการต่อต้านหลังรัฐประหาร 2557 โดย ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ ถ่ายทอดสดจาก ห้องมาลัย ชั้น 12 อาคารเกษม อุทยานิน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย




https://www.facebook.com/Prachatai/videos/10154922843226699/



วันอังคาร, สิงหาคม 22, 2560

ประมาณการเศรษฐกิจรัฐบาลลุงตู่ด วิ่งสวนทางข้อมูลจริง

ยุคทหารครองเมืองนี่ของเขาวิเศษจริง แม้กระทั่งด้านเศรษฐกิจมหภาค ประมาณการของรัฐบาลวิ่งสวนทางกับข้อมูลแท้ๆ ก็ยังได้

วันก่อนตัวหัวหน้าคุยโวไว้ในรายการศาสตร์พระราชา ว่าอีก ๒๐ ปี คนไทยรายได้เฉลี่ยต่อหัวถึง ๓ หมื่น ๗ พัน ๕ ร้อยบาท และจีดีพีจะโตถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเดินตามยุทธศาสตร์ที่ คสช. กำหนดไว้ให้พวกตนอยู่กันนานๆ

วานนี้ (๒๑ ส.ค.) ทั้ง รมว.คลัง และเลขาฯ สคช. ออกมาช่วยกันประโคมขนานใหญ่ว่าในไตรมาสสองนี่ เศรษฐกิจขยายตัวยอดเยี่ยมที่ซู้ดในรอบ ๑๗ ไตรมาส จีดีพีขึ้นไปถึง ๓.๗ เปอร์เซ็นต์แน่ะ

แต่จากรายงานสภาพเป็นจริงเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นอย่างที่อ้าง ในไตรมาสสองเดียวกันนี้ ผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนไม่ว่าจะเล็ก-กลาง-ใหญ่ ยังฟุบไม่ยอมฟื้น

“ข้อมูลล่าสุดจนถึง ๑๖ .. ๒๕๖๐ พบว่า ส่วนใหญ่ผลดำเนินงานออกมาน่าผิดหวัง ซึ่งปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า

โดยเฉพาะพบว่ามีบริษัทที่ผลประกอบการพลิกเป็นติดลบหรือขาดทุนสุทธิแล้ว จำนวน ๑๖๓ บริษัท จากที่มีการประกาศผลประกอบการออกมาแล้ว ประมาณ ๕๖๐ บริษัท”


ลองมาดูกันสิว่า ถึงอยากจะเชื่อคำอ้างของประยุทธ์ จันทร์โอชา อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ และปรเมธี วิมลศิริ ว่าเศรษฐกิจไทยใกล้จะถึงขาขึ้นเต็มทีแล้ว (อีกยี่สิบปีติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกเนี่ยนะ) จะพอเชื่อได้ไหม

นายอภิศักดิ์ รมว.คลัง คุยว่าจากการที่รัฐบาล คสช. ควักเงินจากคลังไปทุ่มลงทุนด้าน ‘infrastructures’ โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ (โดยมีรายการซื้ออาวุธและขึ้นเงินเดือนข้าราชการกับนักปฏิรูปลิ่วล้อ คสช. ติดปลายนวมเยอะหน่อย) นั้นทำให้

“เศรษฐกิจขยายตัวเต็มศักยภาพ ๔-% เริ่มใกล้ความเป็นจริง” เข้ามาแล้ว
ส่วนนายปรเมธี เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แจงว่า “ด้านการลงทุนภาคเอกชน ไตรมาสนี้ขยายตัว ๓.% จากที่ไตรมาสแรก (ติดลบ) -.%

เนื่องจาการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและหมวดก่อสร้างขยายตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาครัฐกลับ (ติดลบ) -% จากที่ไตรมาสแรกขยายตัว ๙.% ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า”

ข้อสำคัญอันน่าชื่นใจ (สำหรับลุงตุ่นนะ) ด้านการส่งออกที่ลดฮวบต่อเนื่องมาสามปีนับแต่คณะทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้ง บัดนี้ “ขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์” นั่นแน่

“โดยไตรมาสสอง มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัว ๘% รวมกับการท่องเที่ยวก็ขยายตัวสูง โดยเป็นการขยายตัวในทุกตลาดสำคัญ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น จีน และอาเซียน แต่ตลาดออสเตรเลียและตะวันออกกลางติดลบ”


ทว่าภาพหรูเหล่านั้นพังครืนลงทันทีเมื่อดูรายงานบทวิเคราะห์ของ บล.เอเซียพลัส ว่าไตรมาสสองของปีนี้ บริษัทจดทะเบียนจำนวนร้อยละ ๙๙ ของมาร์เก็ตแค้ป มีกำไรสุทธิรวม ๒.๒๑๖ แสนล้านบาท

ซึ่งลดลง ๑๑% จากงวดไตรมาส ๒/๒๕๕๙ และลดลงราว ๒๓.% จากงวดไตรมาส ๑/๒๕๖๐ ที่ทำกำไรสุทธิรวมกัน ๒.๘๕ แสนล้านบาท”

เช่นเดียวกับรายงานวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงที่ครอบคลุม ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของมาร์เก็ตแค้ป (๑๒๕ บริษัท) “ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าที่คาดไว้”

นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการบัวหลวง เสริมด้วยว่า “ผลประกอบการไตรมาสสอง พบว่าหุ้นทั้งขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ต่างออกมาแย่กว่าที่คาดค่อนข้างมาก และคาดว่าจะมีจำนวนบริษัทที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนเพิ่มมากขึ้น...

ในช่วงไตรมาส ๓/๒๕๖๐ คาดว่าจะใกล้เคียงจากไตรมาสสอง เพราะปกติแล้วกำไรบริษัทจดทะเบียนจะพี้คในช่วงไตรมาส ๑ และไตรมาส ๔ ของทุกปี

ซึ่งคาดว่ากำไรโดยรวมปีนี้จะต่ำกว่าที่เดิมคาดการณ์ไว้ระดับ ๑ ล้านล้านบาท”

กระนั้นก็ดี ยังพอมีผลวิเคราะห์ตลาดที่ ไม่แย่มากนัก สำหรับภาคบริการที่ “คาดว่าไตรมาส ๓ จะทรง ๆ และไตรมาส ๔ น่าจะดีต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสแรกปีหน้า เพราะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของประเทศไทย”


สรุปว่าที่ลิ่วล้อ คสช. ฝ่ายคลังออกมาตีปี๊บว่าจีดีพีดีขึ้นแล้ว ในผลกระทบตามจริงที่เกิดกับปากท้องประชาชน ยังไม่มีอะไรสวยดั่งวาดหวัง ยิ่งคำ คุยโตกว่าปากของหัวหน้ารัฐประหาร ยิ่งหาแก่นสารยึดเหนี่ยวอะไรไม่ได้

กลายเป็นพูดเอาดีเข้าไว้ แถมแฝงนัยให้ประชากรรอดูลุงตู่ดและพวก คสช. กำอำนาจต่อไปจนครบยี่สิบปีนั่นเชียว

มิน่าถึงได้ไปพูดโยนหินถามทางไว้ที่โคราช ถ้าหากมีเลือกตั้งแล้วประชาชนจะเลือกใคร เพื่อให้ได้คำตอบดั่งหวัง ว่า “จะเลือกพล.อ.ประยุทธ์” น่ะสิ