วันพุธ, พฤษภาคม 24, 2560

พระไม่อาย.. อายการ..อ๊ายอาย..





วันนี้..ในอดีต
ก่อนจะยึดอำนาจ..ทหารควบคุมเมือง อาศัยอำนาจจากที่ ผบ.ทบ.ตู่ว่า
ตร.ทำห่านอะไรไม่เป็น เลยประกาศ "กฎอัยการศึก-Martial law"
รากศัพท์มาจากเทพเจ้าแห่งสงครามของโรมัน Martius
(ที่แง็บปรัมปราจาก..เทพแอเรสของกรีก)
Martial Art คือศิลปการต่อสู้
ดาวสีแดงก็ตั้งชื่อตามเทพ Mars องค์นี้ เราเรียกว่าดาวอังคาร
Martial Warrior นั่นชื่อรายการ"ชิงฝัน-แอ็คชั่นสตาร์"..ฮา
Martial ไหนๆก็ไม่เกี่ยวกับอัยการ..ไม่ใช่ดาวอังคาร
...
Martial ไม่ใช่"อัยการ"
"อัยย"บาลี แปลว่า "ผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นใหญ่ นาย"
"อัยการ" คืองานของ ผู้เป็นเจ้านาย
ปรากฎในกฎมนเฑียรบาล รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ตราตัวบทกฎหมายว่า "พระอัยการ-พระราชอาญาอัยการ"
เลยโมเมมาเติม"ศึก"ให้"พระอัยการทหาร"
ข้าราชการอัยการ โบราณเรียกว่า "พนักงานรักษาพระอัยการ"
หรือ"ยกกระบัตร"
...
อัยการ คือ ทนายแผ่นดิน
รักษาผลประโยชน์ของรัฐ และคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน,
อำนวยความยุติธรรม-คุ้มครองสิทธิมนุษยชน
..
สำนักงานอัยการสูงสุด Office of the Attorney General in Thailand
ไม่มีคำขวัญบาลี หรือสโลแกน..
ประกาศปะหน้า..แสดงวิสัยทัศน์ว่า..
"องค์กรอัยการมีความเป็นเลิศในการยุติธรรม
และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน"
..
แต่ผ่านมา 3 ปีแล้ว ยังไม่ส่งฟ้อง..พระหัวโจกปิดถนนหน้าศูนย์ราชการ ปลุกเสก"กรวยศักดิ์สิทธิ์" ส่งสมุนบุก DSI
"อัยการ"ในหนังสือบรรยายประวัติศาสตร์กฎหมายของหลวงสุทธิวาทนฤพุฒิ มีหลายแห่งใช้คำว่า "พระอายการ"
..
พระไม่อาย..
อายการ..อ๊ายอาย..ป่อยหย่อยๆๆ

ที่มา FB

พงษ์ศักดิ์ เกษมพันธ์

.....

ทหารทำหน้าที่ตำรวจ
สารวัตรทหารยืนยามอยู่ข้างนอกสโมสรทหารบก ในวันที่แม่ทัพใหญ่ของไทย สำแดงบทบาทของคนกลาง เรียกคู่ขัดแย้ง-คู่ขัดคอทางการเมืองมาประชุมจบลงโดยยังไม่มีรายละเอียดใดๆ เอพี.บอกว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งกองทัพพยายามที่จะยุติวิกฤตของประเทศ
ตำรวจของทหาร ฝรั่งเรียกว่า military police เราเรียกว่า-สารวัตรทหาร
จเรตำรวจ คือ Inspector ตรวจสอบเหมือนจเรทหาร

กฎอัยการศึกของไทยตราขึ้นครั้งแรกในรัชสมัย ร.5 เมื่อ พ.ศ. 2450 หรือ ร.ศ. 126 ถอดแบบมาจากกฎอัยการศึกของฝรั่งเศส 

ในหลวง ร.6 ทรงเห็นว่าอำนาจของทหารตามกฎอัยการศึก ร.ศ. 126 ยึดตามแบบฝรั่งเศส แต่ไทยใช้ตำราพิชัยสงครามตามแบบอินเดีย ซึ่งไม่สอดคล้องกัน จึงทรงยกเลิกและตรากฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 ขึ้นใช้แทน มีการแก้ไขเพิ่มเติม 5 ครั้ง

กฎอัยการศึก จะใช้เมื่อรัฐบาลพลเรือนล้มเหลวที่จะรักษาความสงบเรียบร้อย
ตำรวจไม่อาจบังคับใช้กฎหมายได้..
ทหารจึงต้องตะลอนทัวร์ไปทั่วเมือง เหมือนตำรวจท่องเที่ยว
หน่วยที่ไม่มีที่ตั้งอาจเรียกได้ว่า-ทหารโต๋เต๋...ฮา


พงษ์ศักดิ์ เกษมพันธ์
May 21, 2014



มารู้จัก “กลุ่ม 50 เซนต์” (Fifty Cent Party) ของจีน



ภาพจาก Thongkum Virut

ที่มา

บีบีซีไทย - BBC Thai
Page Liked · May 21, 2016

ทางการจีนจ้างหน้าม้า โพสต์ข้อความสนับสนุนรัฐบาลทางโซเชียลมีเดีย

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐฯพบว่า ทางการจีนใช้วิธีว่าจ้าง “หน้าม้า” ให้โพสต์ข้อความจำนวนมหาศาลทางโซเชียลมีเดีย เพื่อเบี่ยงเบนความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับประเด็นร้อนต่าง ๆ ในสังคม

ทีมนักวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ศึกษาเรื่องนี้โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่รั่วไหลออกมาเมื่อปี 2557 ซึ่งเปิดเผยชื่อและนามแฝงของผู้ที่ได้รับการว่าจ้างจากทางการจีนให้โพสต์ข้อความที่มีเนื้อหาสนับสนุนทางการ ซึ่งผลการศึกษาที่ได้แสดงให้เห็นถึงนโยบายด้านโซเชียลมีเดียของทางการจีน ที่ใช้วิธีการโพสต์ข้อความเพื่อจูงใจและเบี่ยงเบนกระแสสังคม มากกว่าการเข้าไปโต้แย้งหรือพูดปกป้องรัฐบาล

จากการศึกษาพบว่า บรรดาหน้าม้าของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า “กลุ่ม 50 เซนต์” (Fifty Cent Party) ซึ่งว่ากันว่าได้รับค่าจ้าง 50 เซนต์ต่อการโพสต์หนึ่งข้อความ ได้โพสต์ข้อความตามโซเชียลมีเดียปีละ 488 ล้านโพสต์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญหรือมีประเด็นร้อนในสังคม ซึ่งหน้าม้าเหล่านี้มักโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นที่ดูเหมือนว่ามาจากประชาชนทั่วไป และจะไม่เข้าไปโต้เถียงหรือตอบโต้กับผู้วิพากษ์วิจารณ์ทางการ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นในประเด็นอื้อฉาวต่าง ๆ ด้วย

การศึกษายังพบว่า หน้าม้าเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ผู้นำเชียร์” ด้วยการโพสต์ข้อความยกย่องชื่นชมความสำเร็จของรัฐบาลและประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของชาติ นักวิจัยชี้ว่านี่เป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ให้ผลดีกว่าการเซ็นเซอร์หรือการโต้แย้ง ซึ่งทางการจีนใช้กลยุทธ์นี้ควบคู่ไปกับวิธีการอื่น ๆ เพื่อควบคุมความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับประเด็นละเอียดอ่อนต่าง ๆ




วันอังคาร, พฤษภาคม 23, 2560

เอาผิด “จอมส่อง” เพจหมิ่นสถาบันฯ ไม่ง่าย - 8 เดือนหลังสวรรคต กับความพยายามสกัดเว็บหมิ่นสถาบันฯ



EPA
ตำรวจอยู่ระหว่างหาเครื่องมือเอาผิดบุคคลที่เข้าไป "ส่อง" เว็บหมิ่นสถาบันฯ แม้ไม่กดแชร์ หรือไลค์ ก็ตาม

เอาผิด “จอมส่อง” เพจหมิ่นสถาบันฯ ไม่ง่าย


23 พฤษภาคม 2017
ที่มา BBC Thai

ปฏิบัติการปิดกั้นเว็บไซต์หมิ่นสถาบันฯ ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด ปอท.ทุ่มงบ 28 ล้านบาทซื้อระบบวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลเน็ตเวิร์ค หลังตำรวจประกาศหาช่องดำเนินคดี ม.112 กับคนที่ชอบเข้าไป "ส่อง" เว็บหมิ่นสถาบันฯ แม้ไม่กดแชร์-ไลค์ ขณะที่นายกสมาคมเน็ตฯ ชี้เอาผิดไม่ง่ายเพราะปัญหาเทคนิคเยอะ

เว็บไซด์บางกอกโพสต์รายงานข่าว โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่าตำรวจกำลังหาช่องทางเอาผิดบุคคลที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซด์ที่มีเนื้อหาผิดกฎหมายหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้พวกเขาจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ ทั้งแสดงความคิดเห็น (โพสต์) แบ่งบันเนื้อหา (แชร์) หรือกดถูกใจ (ไลค์) ก็ตาม

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดจากข้อจำกัดของตำรวจในการติดตามผู้ผลิตเนื้อหาที่ผิดกฎหมายซึ่งโพสต์บนโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และยูทิวบ์

พล.ต.ท.ฐิติราชบอกด้วยว่า คดีหมิ่นสถาบันเกี่ยวข้องกับบุคคล 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิตเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ผู้ชมที่แสดงความคิดเห็น แชร์ หรือกดไลค์ และผู้อ่านที่ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ แต่เข้าไป "ส่อง" เฉยๆ



WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

สำหรับกลุ่มแรกผู้ผลิตได้หลบหนีไปต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่รัฐมีทรัพยากรจำกัดในการนำตัวคนกลุ่มนี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้พยายามติดตามตัว แต่คนเหล่านี้มักอ้างว่าถูกตั้งข้อหาด้วยแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนกลุ่มที่ 2 และ 3 ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ เมื่อมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับกลุ่มที่แชร์ข้อความผิดกฎหมาย หลายคนอ้างว่าพวกเขาทำโดยไม่รู้ตัว ตำรวจกำลังเดินหน้าต่อไปจัดการกลุ่มที่ 3 เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย

"กลุ่มที่ 3 เพียงแค่ติดตามและดู พวกเขาไม่ได้คอมเมนท์ ตำรวจกำลังหาเครื่องมือเพื่อที่จะระบุว่าคนเหล่านี้เป็นใคร และทำไมจึงชอบเข้าไปดูเนื้อหาเหล่านั้น" พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวกับบางกอกโพสต์

พร้อมระบุว่า "การดูโพสต์ที่มีเนื้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นสถาบัน อาจเข้าข่ายกระทำผิด"

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นตำรวจจะยังไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายต่อคนกลุ่มนี้ "ตำรวจจะแค่ติดต่อไป เข้าไปคุย และตักเตือนก่อน" โดยตำรวจจะคัดกรองว่าใครมีศักยภาพในการทำผิด และในการสอบสวนก็จะดูเป็นกรณีๆ ไป สำหรับสาเหตุที่ต้องตรวจสอบกลุ่มที่ 3 ก็เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่หลุดเข้าไปในกลุ่มที่ 2

ผบ.สอบสวนกลางบอกว่า ขณะนี้เฟซบุ๊ก และยูทิวบ์ ให้ความร่วมมืออย่างดีในการปิดกั้นวิดีโอที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย หากมาตรการเหล่านี้ได้ผล ก็ไม่จำเป็นที่ตำรวจต้องเดินหน้าตามหาบุคคลในกลุ่มที่ 2 และ 3 เนื่องจากเนื้อหาถูกปิดกั้นตั้งทางแล้ว ทำให้กลุ่มคน 2 กลุ่มหลังไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาหมิ่นสถาบันได้


GETTY IMAGES

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทน 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงาน กสทช. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทย (Tispa) ได้หารือร่วมกัน ได้ข้อสรุปว่าจะส่งหมายศาลจำนวน 131 หมาย ให้เฟซบุ๊ก เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่ามีผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก 131 ยูอาร์แอล การกระทำเข้าข่ายกระทำการผิดกฎหมายไทย ซึ่งเฟซบุ๊กแจ้งว่าพร้อมให้ความร่วมมือในการปิดเพจเหล่านี้ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายไทย

ขณะที่บ่ายวันนี้ (23 พ.ค.) นายเจฟฟ์ เพน กรรมการผู้อำนวยการ สหพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย (The Asia Internet Coalition) ซึ่งเป็นสมาคมที่มีตัวแทนเฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ทวิตเตอร์ ยาฮู อยู่ด้วย จะเข้าหารือกับสำนักงาน กสทช. เรื่องสร้างความเข้าใจและหาทางออกเกี่ยวกับนโยบายการปิดกั้นทางอินเทอร์เน็ต

ชี้เอาผิด "จอมส่อง" ไม่ง่ายแบบ "บิ๊กบราเธอร์"

นางมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตแห่งประเทศไทย (Tispa) เปิดเผยบีบีซีไทยว่า แม้ทางเทคนิคสามารถทำได้ทุกอย่าง แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาผิดกับผู้ที่เข้าไปติดตามหรือสอดส่องเว็บผิดกฎหมาย เพราะเวลาของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องก็ไม่ตรงกันทุกวินาที แม้มีระบบเชื่อมโยงเวลา (Synchronize time) ตั้งเวลาคอมพิวเตอร์ให้ตรงตามเวลามาตรฐาน หรือเลขรหัสประจำคอมพิวเตอร์ที่ต่ออยู่บนเครือข่าย (IP Addressหรือ Internet Protocol Address เปรียบได้กับบ้านเลขที่ ซึ่งบอกว่าข้อมูลนี้ส่งมาจากเครื่องไหนและเล่นอยู่ที่ไหน) ก็เปลี่ยนแปลงตลอด พอออกจากระบบแล้วเข้าใช้งานใหม่ IP Addressก็เปลี่ยนไปแล้ว นอกจากนี้หากผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตแค่เข้าไป "ส่อง" ระบบจะเก็บข้อมูลไว้ในประวัติการเข้าเว็บ (History website) ต่างจากการกดไลค์ ที่จะเก็บข้อมูลไว้ในระบบผู้ให้บริการ (Server) ดังนั้นจึงเป็นเรื่องซับซ้อนมากๆ ในการจะเอาผิดคนที่เข้าไปสอดส่องเพจต่างๆ

"ถ้าท่าน (ตำรวจ) ขยันขนาดนั้น ท่านก็ทำได้ แต่มันไม่ใช่ 'บิ๊กบราเธอร์' ที่จะทำกันง่ายๆ ไม่อย่างนั้นตำรวจไทยคงไม่ปวดหัวกับเรื่องนี้ มากกว่าการไล่จับโจรตัวเป็นๆ" นางมรกตกล่าว


NICOLAS ASFOURI/AFP/GETTY IMAGES
ผู้ดำเนินกิจกรรม "เลือกตั้งที่ลัก" เมื่อปี 2558 เคยใช้นวนิยาย "1984" เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ต่อต้านระบอบเผด็จ


สำหรับ "บิ๊กบราเธอร์" ปรากฏอยู่ใน "1984" นวนิยายดังของ จอร์จ โอเวลล์ ที่มีเนื้อหาเสียดสีระบอบการปกครองแบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ โดยเนื้อเรื่องในนวนิยายดังกล่าว รัฐโอชันเนียได้ตั้ง "กระทรวงแห่งความจริง" (Ministry of Truth) เพื่อสร้าง "ความจริงประดิษฐ์" ขึ้นมา และยังมีกฎหมายให้ประชาชนเปิดโทรทัศน์ไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้รัฐคอยสอดส่องพฤติกรรมผ่านซีซีทีวีแบบพิเศษ โดยคำขวัญที่ชาวโอชันเนียต้องจำให้ขึ้นใจคือ "Big Brother is watching you" หรือ พี่เบิ้มกำลังจับตาพวกแกอยู่

นักวิชาการข้องใจ รธน.อนุญาตให้ทำได้หรือไม่

ด้านผศ.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิชาการเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) ให้ความเห็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเข้ามาตรวจสอบผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้าไปอ่านโพสต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ว่า เป็นการละเมิดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ซึ่งรัฐควรต้องพิจารณาว่าคุ้มหรือไม่ แทนที่รัฐบาลจะมุ่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้สังคม กลับมุ่งไปข่มขู่คุกคาม เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

"การบอกว่าเพียงแค่เข้าไปดูก็ผิด ผู้ใช้อำนาจต้องขบคิดว่าในทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอนุญาตให้ทำขนาดนั้นหรือไม่ ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ไม่น่ามีอำนาจขนาดนั้น" นายบัณฑิตกล่าว

เช่นเดียวกับยาสุฮิโตะ อาซามิ อาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโฮเซ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวระหว่างเฟซบุ๊กไลฟ์กับบีบีซีไทยในวาระครบรอบ 3 ปีรัฐประหารวานนี้ (22 พ.ค.) ว่า เมื่อ 2-3 วันก่อน นายทหารระดับสูงบอกว่าแค่ติดตามดูเฟซบุ๊คของรศ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็อาจจะดำเนินคดี ใช้คำว่า "อาจจะ" ในสายตาคนญี่ปุ่นก็รู้สึกแปลกใจ ถ้าจะบอกว่าดำเนินคดี เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็แล้วแต่ ก็มีความแน่นอน

"แต่บอกว่า 'อาจจะ' ก็เหมือนกับว่าใช้กฎหมายโดยไม่มีหลักเกณฑ์ อยากจะจับเมื่อไหร่ก็จะจับ ถ้าเห็นว่าไม่สะดวกที่จะจับ ก็ไม่จับ ซึ่งทำให้นักธุรกิจ คือนักธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ติดตามเฟซบุ๊กอาจารย์สมศักดิ์นะฮะ นี่แค่เป็นตัวอย่าง อะไรก็แล้วแต่ ไม่มีความแน่นอน" อาจารย์อาซามิกล่าว

ปอท. ซื้อระบบวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลฯ 28ล.

บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เพื่อสอบถามถึงแนวทางในการเอาผิดประชาชนที่เข้าไปติดตามหรือสอดส่องเว็บหมิ่นผิดกฎหมาย แต่ พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์บอกเพียงว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด และขอให้สอบถามจากผู้บังคับบัญชา



PETER MACDIARMID/GETTY IMAGES FOR SOMERSET HOUSE


อย่างไรก็ตาม ปอท.ได้จัดทำโครงการ "จัดทำศูนย์ข้อมูล Big Data และวิเคราะห์อาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน สังคม และความมั่นคงของชาติ" เป็นโครงการรวมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของระบบจัดเก็บข้อมูลจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ ภายใต้งบประมาณ 128.4 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีระบบจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและความมั่นคงของชาติ มูลค่า 28.4 ล้านบาทรวมอยู่ด้วย ทั้งนี้มี มีประกาศกำหนดราคากลางทางเว็บไซด์ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.2560 มี พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์เป็นประธานกรรมการร่างขอบเขตของงาน (ทีโออาร์) นั่นเอง

ในร่างทีโออาร์ได้กำหนด "คุณลักษณะเฉพาะ" ของระบบจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากโซเชียลเน็ตเวิร์ค ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล จะมีความสามารถในการค้นหาข้อมูลชั้นสูง เช่น ค้นจากคำคล้าย คำพ้องเสียง หรือการพิมพ์ผิด ค้นหาจากพฤติกรรมการแชร์ข้อมูล ที่สำคัญคือการค้นหาความสัมพันธ์ของผู้ใช้งานและสร้างกราฟความสัมพันธ์ได้

นอกจากนี้ยังสามารถรวม (Merge) ผู้ใช้ งานโซเชียลเน็ตเวิร์คที่ต่างกัน เช่น ใช้อีเมล์เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือเนื้อหาใกล้เคียงกัน เจ้าหน้าที่ยังสามารถติดตามเหตุการณ์ที่เกิดในโซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น การติดตามการโพสต์ ทวีต วีดิโอของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จากนั้นจะแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ กรณีทวีต จะแสดงข้อมูลรีทวีต, กรณียูทิวป์ แสดงคอมเมนท์ที่เกี่ยวข้อง กรณีโพสต์ในเฟซบุ๊กและอินสตราแกรม จะแสดงคอมเมนท์และไลค์ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าระบบนี้จะเริ่มใช้งานเมื่อไร

8 เดือนหลังสวรรคต กับความพยายามสกัดเว็บหมิ่นสถาบันฯ

  • 22 ต.ค.2559 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เชิญผู้บริหารระดับสูงของกูเกิล ซึ่งดูแลเว็บไซด์ยูทิวบ์ประจำภูมิภาคเอเชียเข้าพบ หารือแนวทางแก้ปัญหาเว็บไซด์หมิ่นสถาบันฯ พร้อมทวงถามเรื่องการลบข้อมูลไม่เหมาะสมที่อยู่ระบบ ได้ข้อสรุปให้ตั้ง "ทีมเฉพาะกิจ" ที่ประเทศสหรัฐฯ ตั้งแต่ 22 ต.ค.2559 เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
  • 27 ต.ค. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เชิญผู้บริหารระดับสูงของไลน์และเฟซบุ๊กเข้าพบ หารือแนวทางป้องกันและปราบปรามการโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันฯ ทั้งนี้ ไลน์จะตกลงใจให้ตั้ง "ชุดพิเศษ" ขึ้นมาเกาะติดเรื่องนี้
  • 1 พ.ย.2559 ตั้ง "ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก"โดยเปลี่ยนจากศูนย์เทคโนโลยีทางทหารเดิม หน้าที่หลักคือการติดตามการแสดงความคิดเห็นทั้งในและนอกประเทศที่เกี่ยวกับสถาบันฯ
  • 2 พ.ย.2559 พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าได้ประสานงานกับเฟซบุ๊กขอให้ปิดเพจที่มีเนื้อหาหมิ่นสถาบันฯ โดยพบว่าในเดือน ต.ค. 2559 มีข้อความเข้าข่ายไม่เหมาะสม 1,300 ยูอาร์แอล (1-12 ต.ค.2559 จำนวน 100 ยูอาร์แอล และ 13-31 ต.ค.2559 จำนวน 1,200 ยูอาร์แอล) จึงใช้อำนาจ คสช. ปิดไปแล้ว 200 ยูอาร์แอล และใช้อำนาจศาลปิด 700 ยูอาร์แอล พร้อมระบุ เว็บไซต์ที่มียูอาร์แอลหมิ่น สถาบันมากที่สุดคือยูทิวบ์ อย่างไรก็ตามยูทิวบ์ยอมปิดกั้นเนื้อหาไม่เหมาะสมสูงที่สุด
  • 12 เม.ย.2560 กระทรวงดีอี ออกประกาศกระทรวงเรื่องการงดเว้นการติดต่อกับ 3 บุคคลบนสื่ออินเทอร์เน็ต ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์, นายแอนดริว แม็กเกรเกอร์ มาร์แชล
  • 11 พ.ค.2560 ศูนย์ไซเบอร์กองทัพบกเผย ตั้งแต่เดือน ต.ค.2559 ถึงปัจจุบัน ตรวจพบเว็บไซต์เข้าข่ายหมิ่นสถาบันฯ จำนวน 820 รายการ แบ่งเป็น เฟซบุ๊ก 365 รายการ ยูทิวบ์ 450 รายการ และทวิตเตอร์ 5 รายการ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดกั้นเว็บไซด์หมิ่นสถาบันฯ ไปแล้ว 435 รายการ ขณะที่ยังมีเว็บไซต์ที่เปิดขึ้นมาใหม่ ล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.มี 120 รายการ แยกเป็นกลุ่มและบุคคลที่กระทำความผิดที่อยู่ต่างประเทศ 7 ราย และยังไม่ทราบแหล่งที่มาของผู้กระทำ 18 ราย
  • 16 พ.ค.2560 ตัวแทน กสทช. ดีอี และสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทย ประชุมร่วมกัน ได้ข้อสรุปให้ส่งหมายศาลแจ้งเฟซบุ๊กปิดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมายที่อยู่ในระบบของเฟซบุ๊ก จำนวน 131 ยูอาร์แอล เบื้องต้นศาลอนุมัติหมายให้แล้ว 34 ยูอาร์แอล ที่เหลืออีก 97 ยูอาร์แอลอยู่ระหว่างดำเนินการ ทำให้เฟซบุ๊กยังไม่สามารถถอดเนื้อหาเหล่านี้ออกจากระบบได้ เพราะเอกสารยังไม่ครบถ้วน
  • 23 พ.ค.2560 เลขาธิการ กสทช. หารือสหพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย (The Asia Internet Coalition) เกี่ยวกับการดำเนินการปิดกั้นเนื้อหาผิดกฎหมาย


เพิ่มเติม: ไทยยังไม่ปิดเฟซบุ๊ก แม้เลย "เส้นตาย" กำจัด "ภาพหมิ่นฯ"
ไทยขู่ดำเนินคดีเฟซบุ๊กหากไม่ถอดเนื้อหาหมิ่นเบื้องสูง
ทบ. ปิด 435 เว็บหมิ่นสถาบันฯ ใน 7 เดือน


ยืดไปอีก?... กะอยู่ยาว อาจอยู่ยาก!?! - ประยุทธ์รับ หากบ้านเมืองไม่สงบ การเลือกตั้งอาจขยับออกไป



ภาพจาก ประสงค์ มณีศรีวงษ์







...



 ooo




เมื่อไม่มีเลือกตั้ง ก็ไม่มีความแน่นอน
เมื่อไม่มีความแน่นอน ก็ไม่มีใครกล้าลงทุน
เมื่อไม่มีการลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต

....................

สำหรับคนที่ไปโหวตเยส เพื่อให้รัฐธรรมนูญคณะรัฐประหารผ่านเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม โดยหวังว่า จะมีการเลือกตั้ง 2560 และนักลงทุนจะเชื่อมั่น เอกชนไทย-ต่างชาติลงทุน

ประชามติฉลุย-ลุ้น ศก.ทะยาน 4% จับตาการเมือง-เลือกตั้งปี 2560 ดึงเชื่อมั่นเอกชนไทย-ต่างชาติลงทุน?

https://www.matichonweekly.com/column/article_3165

ระบเิดล่าสุด ทำให้คณะรัฐประหารเปิดไพ่มาแล้ว ต่อให้มีรัฐธรรมนูญก็อาจจะไม่มีเลือกตั้ง ด้วยเหตว่าการเมืองไม่สงบ

บิ๊กตู่ลั่น ไม่เลือกตั้งหากบ้านเมืองไม่สงบ

http://www.posttoday.com/politic/496171

เมื่อไม่มีเลือกตั้ง ก็ไม่มีความแน่นอน
เมื่อไม่มีความแน่นอน ก็ไม่มีใครกล้่าลงทุน
เมื่อไม่มีการลงทุน เศรษฐกิจก็ไม่โต

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ศุภชัยชี้ศก.ฟื้นไม่จริงลงทุนภาคเอกชนนิ่งแนะรัฐพูดความจริงหวั่นแห่ขึ้นโครงการปั่นฟองสบู่อสังหาฯ

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/nnd/2650113


Thanapol Eawsakul

ooo





ในโอกาสครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร คสช. นักข่าวไร้พรมแดนประณามเผด็จการทหารอีก - Less media freedom than ever in Thailand three years after coup





Less media freedom than ever in Thailand three years after coup


May 23, 2017
Source: Reporters without Borders

Reporters Without Borders (RSF) condemns the Thai junta’s crackdown on news and information since the military coup three years ago yesterday and urges the international community to take a firmer line with the regime, which has stepped up online censorship and prosecutions of media outlets in recent months.

Yesterday was the third anniversary of the coup that brought the National Council for Peace and Order (NCPO) to power. Its leader, Prime Minister Prayut Chan-ocha, promised to restores democratic principles but the number of violations of fundamental freedoms continues to grow by the day.

RSF reiterates its appeal to the Thai government to stop persecuting providers of news and information critical of the authorities.

In particular, RSF asks the Thai authorities to:

- Repeal laws and articles that hamper the free flow of information and encourage self-censorship, including the criminal defamation law, the Computer Crimes Act and article 112 of the criminal code.

- Free the journalists Somyot Prueksakasemsuk and Somsak Pakdeedech and free all other citizen-journalists, bloggers and cyber-activists who have been imprisoned for lèse-majesté or on other charges linked to their right to inform and express criticism freely.

- Stop censoring media outlets, including news websites.

- Stop the harassment of news and information providers who have had to flee the country or who reside abroad.

- Put a stop to the smear campaigns and intimidation campaigns waged by political groups against certain foreign journalists and news organizations.

“Thailand’s rulers need to understand that the stability and development they so often cite as their goal for their country requires freedom of information and expression for all Thai citizens,” said Benjamin Ismaïl, the head of RSF’s Asia-Pacific desk.

“Without real freedom of the press and information, all of the Prayut government’s national reconciliation projects are destined to fail. Only acceptance of political pluralism and the free flow of information, no matter how disagreeable it may be to hear, will enable Thailand to emerge from the spiral of political crises and the associated democratic decline.”

At the same time, RSF asks the international community to:

- Condemn Prayut’s dictatorial government and demand a return to democracy and guarantees for political rights and civil liberties.

- Condemn the Thai government’s violations of media freedom and freedom of information and call firmly for an end to the persecution and censorship of news and information providers.

- Make international cooperation and assistance conditional on a substantial improvement in respect for freedom of information.

- Help Thailand’s media organisations (TJA, TBJA, NBCT and NPC) to be independent and support civil society organizations that defend freedom of expression and information in Thailand such as Thai Lawyers for Human Rights, Media Inside Out, iLaw, Thai Netizen Network and the FCCT.

Three years of democratic decline

King Rama IX’s death in October 2016 has made no difference to the use of lèse- majesté charges under article 112 of the criminal code as a weapon of mass deterrence for journalists, bloggers, and online activists.

In April, the government banned any online contact or interaction with three prominent critics who had to flee the country several years ago: the journalist Andrew MacGregor Marshall and university academics Somsak Jeamteerasakul and Pavin Chachavalpongpun.

Reinforcement of the already feared Computer Crimes Act in 2016 gave the authorities even more surveillance and censorship powers. Harassment of foreign journalists has also increased in the past three years. In February, BBC correspondent Jonathan Head was charged with criminal defamation and violating the Computer Crimes Act in connection with his coverage of real estate fraud.

Defamation prosecutions are often brought against investigative journalists who cover the environment. Thai Public Broadcasting Service (Thai PBS) and four of its employees are accused of defaming a mining company in 2015 and 2016. Another company brought a defamation action against the journalist Pratch Rujivanarom in March over a report about water pollution.

Student activist Jatupat “Pai” Boonpattararaksa was arrested on 2 December 2016 for sharing an unflattering BBC profile of the new king on Facebook. Last week Jatupat was awarded South Korea’s Gwanju Prize for Human Rights.

Prayut Chan-o- cha: press freedom predator

The vision of the media expressed by the self-proclaimed prime minister, Prayut Chan-ocha, speaks volumes about their plight. He said journalists should “play a major role in supporting the government's affairs, practically creating the understanding of government's policies to the public, and reduce the conflicts in the society.”

The range of subjects that are liable to be censored has grown steadily since the junta took over, while harassment of journalists, media outlets, bloggers, artists and intellectuals has become systematic. This has been reflected in the closure of more than 400 websites since last October. The prime minister meanwhile ensures that anyone criticizing him or his government is silenced.

A year and a half after the coup, RSF published a report on the alarming situation in Thailand that was entitled “Media hounded by junta since 2014 coup.” Thailand is ranked 142nd out of 180 countries in RSF’s 2017 World Press Freedom Index.

3 years after coup, Thailand sees sporadic, unnerving unrest



FILE - In this July 16, 2016, file photo, Thailand's Prime Minister Prayuth Chan-ocha waves as he arrives for a group photo of leaders at the 11th Asia-Europe Meeting (ASEM) in Ulaanbaatar, Mongolia. Three years after military leaders, led by then junta leader Prayuth, overthrew a democratically elected government in Thailand, the country is sputtering economically, watched closely for its crackdown on political freedom and still the site of sporadic but unnerving unrest. On Monday, May 22, 2017, a bomb exploded in a military-run hospital in the Thai capital, wounding 21 people on the third anniversary of the 2014 coup. (AP Photo/Mark Schiefelbein, File)


3 years after coup, Thailand sees sporadic, unnerving unrest


By KAWEEWIT KAEWJINDA, ASSOCIATED PRESSBANGKOK — 
May 22, 2017,Via ABC News

Three years after military leaders overthrew a democratically elected government in Thailand, the country is sputtering economically, watched closely for its crackdown on political freedom and still the site of sporadic but unnerving unrest.

On Monday, a bomb exploded in a military-run hospital in Bangkok, wounding 21 people on the third anniversary of the 2014 coup. Police did not directly link the blast to the anniversary, but the timing and the site of the attack were striking.

The army chief, Gen. Chalermchai Sittisart, said Monday's explosion and two recent minor blasts used similar explosive materials and were likely part of an attempt to disrupt the government.

"All of this was conducted with the goal of creating disorder to the administrative work of the government and NCPO," he said, referring to the National Council for Peace and Order, the official name of the ruling junta.

But he cautioned that "we shouldn't conclude anything yet" about who was behind the attack.

Sansern Kaewkumnerd, a government spokesman, confirmed that a bomb exploded on the ground floor of Phramongkutklao Hospital. Investigators found remnants of batteries, wires and nails at the scene, authorities said.

Three years ago, Thailand's army commander appeared on TV screens across the country, vowing to restore order after months of political deadlock, protests and sometimes-deadly violence. Without firing a shot or spilling any blood, the military staged its second coup in eight years — and its 12th successful putsch since the end of absolute monarchy in 1932.

Just months after the 2014 coup, junta leader Gen. Prayuth Chan-ocha became prime minister, trading in his army uniform for civilian garb.

Now, the country remains solidly under military control.

Critics say the junta has failed to fulfill pledges to respect human rights and restore democratic rule.

"Three years after the coup, the junta still prosecutes peaceful critics of the government, bans political activity, censors the media and stifles free speech," said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch.

The military government has boosted prosecutions under the draconian lese majeste law, under which insulting the monarchy can land someone up to 15 years in jail. The military government has made punishing perceived royal insults a priority.

Earlier this month, Thailand backed off a threat to block Facebook, instead providing the social media site with court orders to remove content that the government deemed illegal.

A spate of bombings has unnerved Thailand in the years since the coup. Since 2014, at least six explosions have struck the capital. Most caused only minor damage, except for a blast on Aug. 17, 2015, that killed about 20 people near a popular Hindu shrine.

The army chief said two explosions in recent weeks were likely linked to Monday's blast. The earlier bombs in front of the National Theater and an old government lottery office wounded four people.

The country has also struggled for years with continuing violence in the south.

Muslim separatists have waged a bloody insurgency in Thailand's three southernmost provinces, the only ones with Muslim majorities in the predominantly Buddhist country. More than 6,500 people have been killed since 2004.

Earlier this month, suspected insurgents detonated a car bomb outside a busy shopping center in the south, wounding more than 50 people.

The economy is also a sore point.

"Thailand is a country of vast potential but recent growth has been slowing," the World Bank said in a March report.

Adams, of Human Rights Watch, said there should be global calls for reform.

"Pressure from Thailand's friends is urgently needed to end repression and restore respect for basic rights that are essential for the country's return to democratic civilian rule," he said.

ความหวัง ‘อยู่ยาว อิ่มหมีพีมัน และยั่งยืน’ อยู่ที่ คสช. สามารถแจ้งผลคนวางระเบิดพระมงกุฏฯ ได้ไวไหม

ถ้าจะฟันธงตอนนี้เลยว่า ผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดในโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ หนีไม่พ้น ๑ ใน ๕ อย่าง ดังที่ ประวิทย์ โรจนพฤกษ์ เปิดประเด็นไว้ละก็ มีทางเป็นได้มากกว่าหนึ่ง

ก่อนอื่น มาว่าถึงเหตุระเบิด แจกันที่เกิดในบริเวณจ่ายยาหน้าห้องรับรองวีไอพี ซึ่งตั้งชื่อตามนามสกุลวงษ์สุวรรณ อันทำให้ถูกนำไปตีความกันต่างๆ นานา

ข้อสำคัญหลังจากในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่พยายามจะเดาเอาว่าเป็น “เสียงคล้ายระเบิด” ของท่อแอร์แตก รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ก็ยังจำยอมรับว่าพบเศษถ่านไฟฉายและสายไฟ ในบริเวณระเบิด

อันทำให้พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เผยว่าเป็นระเบิด ไป๊ป์บอมบ์ในลักษณะเดียวกับสองครั้งก่อนหน้าเมื่อเร็วๆ นี้ นั่นคือที่หน้ากองสลากเก่าเมื่อ ๕ เมษายน กับที่หน้าโรงละครแห่งชาติเมื่อ ๑๘ พฤษภาคม

โดยเน้นว่าครั้งนี้ “หวังผลถึงชีวิต เนื่องจากใส่ตะปูจำนวนมาก เป็นสิ่งเลวร้าย แม้แต่ช่วงสงครามระหว่างการรบ ยังไม่มีใครทิ้งระเบิดลงไปในโรงพยาบาล”


นั่นสิ แต่ ผบ.ตร.คงไม่รวมถึงความเลวร้ายของการยิงสไนเปอร์เข้าไปในเขตอภัยทาน ซึ่งครบรอบ ๗ ปี ไปก่อนหน้าครบรอบ ๓ ปี รัฐประหาร คสช. เมื่อสองสามวันนี้เอง แต่จนบัดนี้ความจริงยังไม่ยอมให้เปิด ผู้เสียหายไม่ได้รับการเยียวยา

อ๊ะ ช้าก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่านั่นเป็นการสะใจหรือสมน้ำหน้า เพราะการคร่าชีวิตทุกชีวิตไม่ว่าด้วยเหตุใด แม้แต่การวิสามัญพวกอาชญากรยาเสพติดแบบประธานาธิบดีฟิลิปปีนส์และอดีตนายกฯ ทักษิณ ย่อมเลวร้ายเช่นกัน

ฉะนั้น การเข้าถึงความจริงอย่างไม่มีอมพะนำ ไม่ต้องบิดพริ้ว หรือแค่ผิวเผิน กั๊กเอาไว้ในส่วนที่จะเข้าเนื้อตนเองนั่นละ จะทำให้รัฐบาล คสช. ไม่หน้าชาจากการตบของระเบิด ๓ ครั้งในระยะเวลาไล่เรี่ยกันกลางกรุงนี้

ข้อสันนิษฐานของประวิทย์ ประกอบด้วย

) แดงหัวรุนแรงจัดให้เพื่อให้คสช.อยู่ยาก ๒) คสช.จัดเองเพื่อให้ทหารอยู่ยาว ๓) ทหารแบ่งเค้กไม่ลงตัว ๔) กลุ่มปาตานีขยายแนวรบ ๕) สายมหาอำนาจต่างชาติวางยาให้ไทยอ่อนแอ”

ซึ่ง อธึกกิต แสวงสุข นำไปขยายผลไว้น่าฟัง โดยเขาเกริ่นแต่ต้นเลยว่า “ข้อ ๕ ไม่น่าเป็นไปได้สักเท่าไหร่”

ข้อ ๑ นั่นยอดนิยมเลยทีเดียว โดยเฉพาะสำหรับพวก เกลียดทักกี้ เกลียดเสื้อแดงแต่อธึกกิตแย้งว่า “ถ้าว่ากันตามจริง แดงหัวรุนแรงไม่มีเหลือแล้วนะครับ ใครที่มีประวัติมีโอกาสก่อเหตุ จำพวกทหารแตงโมตำรวจมะเขือเทศ ถ้าไม่หนีออกต่างประเทศ ทหารก็ประกบหมด เรื่องที่จะมีหน่วยลับซุ่มซ่อนอำพรางเป็นไปได้ยาก”

เขาคงเชื่ออย่างนั้นโดยไม่ให้ราคาคำประกาศของกลุ่ม โกตี๋ที่ปิดท้ายรายการสดเมื่อต้นเดือนนี้ว่า จะกลับมาดังพร้อมกันทั้งแผ่นดินในเดือนตุลาคม

สำหรับ ทักษิณอธึกกิตถามว่า “ทำเพื่อไรหว่า ในสถานการณ์ ขาลง แบบนี้ ทักกี้ย่อมรู้ว่าอยู่เฉยๆ ดีกว่า รอเวลาให้ คสช.ย่ำแย่ โดนชาวบ้านด่า โดน ปชป.ด่า หรือชนชั้นนำขัดแย้งกันเอง จนลงจากหลังเสือไม่ได้”

ข้อนี้ก็น่าจะรับฟังได้ เพราะท่าทีของทักษิณและเครือข่ายใกล้ชิดของเขาในระยะหลังๆ แสดงออกว่าขอถอดใจ แม้กระทั่งสื่อในเครือข่ายของเขา ว้อยซ์ทีวีทำการเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการยุติเสนอคอนเท้นต์การเมือง

แน่ละ คนรักทักษิณพันธุ์แท้ย่อมค้านว่าเป็นการ เดินหน้าต่อไปอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ดีกว่าถูกหักดิบหยุดกึกพังครืน เช่นเดียวกับเครือข่ายนักปฏิรูปต้านทักษิณยังปักใจกันว่ามีลับลวงพราง คนหนึ่งหลิ่วตาอีกคนขยิบตา

ข้อที่ว่า คสช. ทำเองจะได้อยู่ยาว ซึ่งอธึกกิตคิดว่า “ไม่ค่อยมีเหตุผล” ในเมื่อ “การวางระเบิด รพ.พระมงกุฎ (เท่ากับหักหน้ากองทัพ) มีผลเสียมากกว่าผลดี วิธีสร้างสถานการณ์แบบอื่นมีตั้งเยอะ ที่ผ่านมาก็อยู่ต่อสบายๆ” อยู่แล้ว

ก็ใช่ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่พวกนั่งร้านจัดให้ล่ะ เพราะดูอย่างไฟไหม้สหกรณ์สุราษฎร์นั่นปะไร เสียงซุบซิบในพื้นที่บอกว่าพระเพลิงมาโปรดสัตว์ สหกรณ์กำลังเจ๊งอยู่พอดี ไหม้ครั้งนั้นได้ประกันชดใช้คุ้มค่าเสียหาย

นั่นละ ถ้า คสช. ต้องอยู่ยาว มันก็เข้าทางพวกที่ออกมาเรียกร้องให้ลุงตู่อยู่ต่ออีกสี่ซ้าห้าปีพอดีไง รูปการณ์มันชวนให้คิดไปได้นะ

ข้อสาม “ทหารแบ่งเค้กไม่ลงตัว หรือมีความขัดแย้งในชนชั้นนำ” นี่เป็นการบังเอิญมากกว่าที่แจกันเจ้ากรรมไปติดอยู่ตรงหน้าห้องวงษ์สุวรรณ ในเมื่อ “ห้องรับรองนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการ” แบบนี้มีห้องติณสูลานนท์ ห้องยงใจยุทธ์ อยู่ไม่ห่างไกลกัน

อธึกกิตว่า “ยิ่งถ้านำไปรวมกับระเบิดกองสลาก ที่โรงละครแห่งชาติ (ซึ่งจับใครไม่ได้) ก็ทำให้คนคิดมาก” จึงต้องรอดูต่อไปว่าตำรวจของ คสช. จะแก้ปมได้เร็วไหม หรือไม่เลย

มาถึงข้อสี่ ที่อธึกกิตชี้ว่า “ถ้ามาจากภาคใต้จริง น่ากลัวมาก เพราะต้องนับรวมระเบิดภาคใต้ ๗ จังหวัดเมื่อเดือนสิงหา ระเบิดไฟฟ้าดับ ๑๑ จุด และระเบิดบิ๊กซี มันแสดงทิศทางของขบวนการใน ๓ จังหวัดว่าจะก่อเหตุแรงขึ้น”

ทั้งที่เขาบอกว่า “อย่างนี้ก็ยังไม่ได้ฟันธง” แต่คำถามที่ว่า “หรือเพื่อตอบโต้ การที่รัฐประหาร ๓ ปีหนทางเจรจายิ่งตีบตัน” ทำให้ต้องหันไปดูข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งในกระบวนการสันติสุขภาคใต้ของ คสช.

ที่ซึ่งยังมีกลุ่ม ‘extremely active’ ที่แข็งแรงมากกลุ่มหนึ่งไม่ได้ร่วมกระบวนการด้วย คือกลุ่มบีอาร์เอ็นที่เรียกร้องให้องค์การมุสลิมสากลจากภายนอกพื้นที่มีตัวแทนเข้าร่วมเจรจา

การเพิ่มแรงกดดันโดยขยายปฏิบัติการเข้าสู่กรุงเทพฯ มีมูลน่าจะฟังขึ้นว่าการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแกนนำในรัฐบาล ไปสู่ชุดที่ยอมรับข้อเรียกร้องของฝ่ายขบวนการมากขึ้น เป็นเป้าหมาย

จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาล คสช. จะสามารถแจ้งผลการล่าตัวผู้วางระเบิดให้สาธารณชนทั้งในและนอกประเทศเชื่อถือได้ในเวลารวดเร็ว และสามารถป้องกันเหตุร้ายทำนองเดียวมิให้เกิดขึ้นอีก จนกระทั่งถึงเดือนตุลาคมเป็นอย่างน้อย
นั่นละคงทำให้ความหวัง อยู่ยาว อิ่มหมีพีมัน และยั่งยืนที่ กปปส. ออกมาทำตัวเป็นนั่งร้านให้ คสช. อีกครั้ง พอมีหวัง

วันจันทร์, พฤษภาคม 22, 2560

ครบ 3 ปี คสช. ป้ายโผล่ที่เกษตรศาสตร์ + กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยออกแถลงการณ์









ครบรอบสามปี การยึดอำนาจรัฐประหาร
ครบรอบสามปี การฉีกรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุด
ครบรอบสามปี การสูญเสียสิทธิทางการเมืองของประชาชน
ครบรอบสามปี การสูญเสียระบบตรวจสอบการคอร์รัปชั่น
ครบรอบสามปี การถดถอยของระบบการเมือง กลับสู่รูปแบบที่ล้าหลังในโลกสากล
ครบรอบสามปี การสูญเสียประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ
แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราจะยังคงฝัน ถึงสังคมที่เท่าเทียมเสมอภาค
แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราจะยังคงมองหา สังคมที่มีความยุติธรรม
แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราจะยังคงใฝ่ถาม ถึงสิทธิของเรา ที่เป็นของเราเสมอ
แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราจะยังคงเรียกร้อง ถึงเสรีภาพของเราที่ถูกพรากไป
แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราจะยังคงต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมอันเป็นประชาธิปไตย

- กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ -
22 พฤษภาคม 2560

ooo




แถลงการณ์กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (Democracy Restoration Group - DRG) เนื่องในโอกาสครบรอบ 3 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ประชาชนชาวไทยทุกท่าน

เป็นเวลา 3 ปีแล้วนับตั้งแต่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากประชาชน เข้ามาบริหารประเทศภายใต้คำกล่อมเกลาสวยหรูว่า “คืนความสุขให้คนในชาติ” “ขอเวลาอีกไม่นาน” บัดนี้ ได้ปรากฏชัดแล้วว่า คสช. ได้ก่อปัญหาให้กับประเทศและประชาชนไว้มากมายและในหลายด้าน เช่น

1. การออกกฎหมายและคำสั่งต่างๆ ที่ละเมิดสิทธิ ลิดรอนเสรีภาพประชาชน บิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเพื่อปราบปรามผู้ที่เห็นต่างหรือแสดงการคัดค้าน

2. การทุจริตคอร์รัปชันที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากบรรดาองค์กรที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบต่างก็ทำงานรับใช้หรือเอื้อประโยชน์แก่ คสช. ทั้งสิ้น

3. นโยบายที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ภาครัฐและกลุ่มทุน โดยไม่ใส่ใจต่อผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ ในสังคม รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่จัดลำดับความสำคัญ มุ่งเน้นสนองความต้องการของกองทัพมากกว่าปากท้องของประชาชน ซึ่งจะทำให้สังคมที่เหลื่อมล้ำอยู่แล้วยิ่งเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปอีก

4. การจัดทำรัฐธรรมนูญที่บั่นทอนอำนาจองค์กรที่มาจากประชาชน เปิดช่องทางสืบทอดอำนาจของพวกพ้องตน อีกทั้งยังนิรโทษกรรมการกระทำต่างๆ ที่ตนได้ก่อไว้ ให้ไม่ต้องรับผิดแม้แต่น้อยไม่ว่าจะก่อความเดือดร้อนเสียหายมากเพียงใด

และอื่นๆ อีกมากมาย

3 ปีที่ผ่านมา ประเทศและประชาชนต้องสูญเสียโอกาสอันมิอาจประเมินค่าได้หลายต่อหลายครั้ง คสช. ผิดสัญญาที่ได้ให้ไว้หลายต่อหลายหน ที่เป็นเช่นนี้เพราะธรรมชาติของเผด็จการนั้นไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เราจึงไม่อาจฝากความหวังไว้กับ คสช. ได้อีก หากแต่ต้องกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเจตจำนงของเราเอง

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยเห็นว่านับจากนี้ประชาชนชาวไทยทุกคนมีภารกิจที่จะต้องฝ่าฟันร่วมกันดังนี้

1. เราจะต้องกดดัน คสช. ให้จัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพราะยิ่ง คสช. พ้นจากอำนาจเร็วเท่าไร ยิ่งเป็นผลดีต่อประเทศและประชาชนมากขึ้นเท่านั้น โดยที่กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าการเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งภายในปี 2560 ดังนั้นหาก คสช. มีความจริงใจที่จะให้เกิดการเลือกตั้ง คสช. ต้องดำเนินการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด

2. เราจะต้องผลักดันให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำจัดรากเหง้าแห่งเผด็จการที่ คสช. พยายามหยั่งลงไปในสังคมไทยให้หมดสิ้นไป แม้ว่ากระบวนการแก้ไขนั้นจะเป็นไปได้ยากยิ่งก็ตาม เพื่อที่ในอนาคตอนุชนรุ่นหลังจะไม่ต้องหวนกลับมาพบกับความทุกข์เข็ญที่พวกเราเคยต้องประสบอีก

คสช. จะต้องไม่มีโอกาสได้ฉลองวันเกิดอีกครั้งบนความเดือดร้อนของประชาชนอีกต่อไป จะต้องไม่มีเผด็จการหน้าไหนถือกำเนิดขึ้นมาได้อีก ประเทศไทยควรต้องเป็นของประชาชนชาวไทยจริงๆ เสียที

กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (Democracy Restoration Group - DRG)

22 พฤษภาคม 2560


กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG

รายงาน iLAW - สามปี คสช. วางฐานอำนาจ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”




สามปี คสช. วางฐานอำนาจ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”


20 พ.ค. 2560
โดย iLaw

เป็นระยะเวลาสามปีเต็มแล้ว ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำรัฐประหารและเข้าปกครองประเทศ ภายใต้วาทกรรมสวยหรูว่าจะมา “ปฏิรูป” ประเทศ แก้ปัญหาเรื้อรังต่างๆ ตลอดช่วงเวลานี้ คสช. ใช้อำนาจออกประกาศ/คำสั่งเองโดยตรงอย่างน้อย 584 ฉบับ และแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขึ้นมาออกกฎหมายไปแล้วอย่างน้อย 239 ฉบับ

สามปีที่ประชาชนอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร คสช. ได้ใช้กลไกต่างๆ สร้างวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองที่ให้ข้าราชการเป็นศูนย์กลาง ให้ผู้นำใช้อำนาจสั่งการแบบเบ็ดเสร็จโดยไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วม ไม่ต้องกระจายอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ สร้างวัฒนธรรมการทางกฎหมายที่หลักนิติรัฐมีค่าน้อยกว่าอำนาจทหาร ทั้งในการออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายผ่านกระบวนการยุติธรรม สร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบอำนาจที่สื่อถูกควบคุม องค์กรอิสระถูกแทรกแซง และเจ้าหน้าที่รัฐสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวความรับผิด

เรียกได้ว่า ในยุคนี้ คสช. ได้เปลี่ยนแปลงสังคมไทยไปไกลจากจุดเดิมที่เคยยืนอยู่ก่อนการรัฐประหารอย่างไม่อาจจะย้อนกลับคืนได้ และเมื่อลองวิเคราะห์รายประเด็น ก็จะเห็นว่า ทิศทางที่กลไกต่างๆ กำลังเดินหน้าล้วนมีจุดร่วม กัน คือ การสร้างฐานอำนาจของ คสช. ให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” มากขึ้นเรื่อยๆ

1. เปลี่ยนผ่านจากตัวแทนประชาชนไปสู่ 'รัฐราชการ' มากขึ้น

อาจจะกล่าวได้ว่า 3 ปี ในยุค คสช. เป็นยุคที่ข้าราชการเติบโตขึ้นมาก เพราะพระราชบัญญัติ และคำสั่งหัวหน้า คสช. หลายฉบับ จัดตั้งหน่วยงานหรือคณะกรรมการขึ้นใหม่อย่างน้อย 78 ชุด อีกทั้ง ในคณะทำงานแต่ละชุดยังมีสัดส่วนของข้าราชการนั่งอยู่ถึง 57 เปอร์เซ็น โดยเฉลี่ย กฎหมายและคำสั่งต่างๆ ที่ออกมาในยุคนี้โน้มเอียงไปในทางลดทอนอำนาจของตัวแทนประชาชนและเปลี่ยนผ่านอำนาจไปสู่มือของ 'ข้าราชการ' มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น กฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) จากเดิมที่กำหนดให้กรรมการ กสทช. บางส่วนมาจากระบบคัดเลือกกันเองของภาคประชาสังคม ได้ถูกเปลี่ยนโดยยกเลิกระบบการคัดเลือกกันเอง เป็นการสรรหาโดยให้ข้าราชการเป็นกรรมการสรรหาทั้งหมด และให้ส.ว.เป็นผู้ตัดสินใจเลือกสุดท้าย

กฎหมายอีกฉบับที่สะท้อนภาพของการกุมอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรให้อยู่ในมือข้าราชการ ก็คือ 'พ.ร.บ.แร่' ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) นำโดยอานันท์ ปันยารชุน เคยอธิบายถึงความล้มเหลวของการจัดการทรัพยากรแร่ในประเทศไทยไว้ว่า เกิดจากความด้อยประสิทธิภาพของกลไกการกำกับดูแลเพราะกิจการเหมืองแร่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของระบบราชการตลอดมา แต่เนื้อหาของ พ.ร.บ.แร่ ฉบับที่เขียนกันขึ้นใหม่ ก็ไม่ได้ลดสัดส่วนของข้าราชการในทางกลับกันยังเพิ่มขึ้นอีกจนข้าราชการเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาดของกฎหมายฉบับนี้

กฎหมายบางฉบับที่เคยถูกเสนอโดยภาคประชาชน เมื่อผ่าน สนช. ในยุคนี้ก็ถูกลดทอนสัดส่วนของภาคประชาชนลง อาทิ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ซึ่งร่างฉบับภาคประชาชนกำหนดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นตัวแทนจากภาคประชาชนนั่งเป็นคณะกรรมการ 8 คน แต่ในร่างที่ผ่านโดย สนช. กลับเหลือสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิเพียง 6 คน จากกรรมการทั้งหมด 16 คน แต่คงจำนวนข้าราชการไว้ตามเดิม

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ 2560 ยังตั้ง คณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระและศาสรัฐธรรมนูญ โดยเพิ่มสัดส่วนของ 'ตัวแทนข้าราชการ' ให้เป็นเสียงส่วนใหญ่ และให้องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีอำนาจควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างง่ายดายและเบ็ดเสร็จ

ในยุคนี้ยังมีการผ่าน พ.ร.บ.แก้ไขปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม อีกอย่างน้อย 6 ครั้ง ตั้งกระทรวงใหม่ คือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และจัดสรรอำนาจการบริหารส่วนราชการใหม่อีกหลายแห่ง





2. ออกกฎหมาย/คำสั่ง แบบเบ็ดเสร็จ ทำลายหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน

วิธีการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. เดินหน้าทิศทางตรงข้ามกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว ออกกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างน้อย 152 ฉบับ ด้วยความถี่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ระบบบริหารประเทศและการตัดสินใจขึ้นอยู่กับหัวหน้า คสช. เพียงผู้เดียว เช่น การประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 8 จังหวัด, การให้รัฐหาผู้ว่าจ้างเอกชนได้ก่อนการทำ EIA เป็นต้น และด้วยบรรยากาศการเมืองที่ปิดทำให้ประชาชนไม่อาจแสดงออกถึงสิ่งที่ต้องการหรือร่วมกำหนดผลกระทบกับชีวิตของตนเองได้

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งก่อนและระหว่างกระบวนการร่างเลย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทั้ง 21 คน ก็มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทั้งหมด เช่นเดียวกับคำถามเพิ่มเติม หรือ "คำถามพ่วง" ที่มาจากการเสนอโดย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และเลือกโดย สนช. รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เพิ่งประกาศใช้จำกัดสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยมีตัวอย่างที่สำคัญคือการตัดสิทธิการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550

การออกกฎหมาย โดย สนช. ซึ่งสมาชิกกว่าครึ่งเป็นทหารที่ คสช. แต่งตั้งมาก็เป็นไปอย่างรวดเร็วโดยมีการออกกฎหมายแล้วอย่างน้อย 239 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น และประชาชนไม่มีตัวแทนนั่งอยู่ในสภาที่จะเป็นปากเป็นเสียงแทนได้ เมื่อประชาชนรวมตัวกันแสดงออกคัดค้านกฎหมายฉบับใด ก็มีโอกาสจะถูกดำเนินคดี เช่น กรณียื่นหนังสือคัดค้านร่างพ.ร.บ.ปิโตรเลียมฯ หรือกรณียื่นหนังสือขอให้แก้ไขพ.ร.ก.การประมง ที่หน้ารัฐสภา เป็นต้น

การปฏิรูปประเทศโดย สปท.ที่ คสช. เป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกทั้งหมดก็มีการประชุมกันมากว่าหนึ่งปีแล้วแต่ประชาชนแทบไม่ได้รับรู้ความคืบหน้าใดๆ ขณะที่การร่างยุทธศาสตร์ชาติก็เตรียมจะดำเนินการโดยคณะกรรมการที่มีแต่ทหารและข้าราชการ ไม่มีตัวแทนของภาคประชาชน

อาจจะกล่าวได้ว่า ตลอดช่วงเวลาสามปี คสช. อาศัยเหตุจากความวุ่นวายและความเบื่อหน่ายทางการเมืองออกมาตรการต่างๆ ลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ค่อยๆ หดหายไป และใช้อำนาจบริหารประเทศไปตามความเห็นของตัวเอง โดยที่ประชาชนจำนวนมากอาจไม่ทันรู้ตัว ประชาชนในยุคนี้จึงทำได้เพียงรอให้ คสช. กับหน่วยงานต่างๆ ของ คสช. ตัดสินใจแทนโดยหวังว่า จะตัดสินใจไปในทิศทางที่กลุ่มของตนได้ประโยชน์ ซึ่งวัฒนธรรมทางการเมืองเช่นนี้นับได้ว่า เป็นมรดกตกทอดสำคัญที่ คสช. ได้ฝากไว้ให้กับสังคมไทยในอนาคตอีกชิ้นหนึ่ง





3. แช่แข็งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำลายความฝันกระจายอำนาจให้ประชาชน


เจตนารมณ์เดิมของการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น คือ ต้องการกระจายอำนาจ โดยให้สมาชิกมาจากการเลือกตั้งของคนในท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการกำหนดวิถีชีวิตของตัวเอง แต่แนวทางของ คสช. คือ ทำให้สมาชิกสภาท้องถิ่นไม่มีส่วนใดที่ยึดโยงกับประชาชนในท้องถิ่น ทำให้เจตนารมณ์ของการปกครองส่วนท้องถิ่นถูกทำลายจนหมดสิ้น

หลังยึดอำนาจไม่นาน คสช. ออกประกาศฉบับที่ 85/2557 ระงับการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่พร้อมให้มีการจัดเลือกตั้ง ในส่วนของตำแหน่งที่ว่างลงให้คัดเลือกผู้มีความรู้เข้ามาดำรงตำแหน่งแทน โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในการสรรหา กรณีของสมาชิกสภากรุงเทพมหานครให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยและฝ่ายข้าราชการมานั่งในคณะกรรมการสรรหาและยังกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกสภาท้องถิ่นว่าต้องเคยรับราชการหรือกำลังรับราชการในระดับซีแปดขึ้นไป

ความไม่ยึดโยงอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่นปรากฏซ้ำอีกครั้งใน คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 1/2557 ที่ยังคง “แช่แข็ง” ไม่ให้เลือกตั้ง แต่ให้ผู้บริหารหน้าเดิมทำงานต่อไปอย่างไม่มีวาระ และถ้ายังขาดอยู่กี่ตำแหน่งก็ให้แทนที่ด้วยการสรรหาต่อไป

ต่อมา คสช. ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 22/2559 แก้ไขวิธีการสรรหาสมาชิกองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นอีกครั้ง ระบุว่า ระบบการสรรหาโดยให้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดเป็นประธานไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จึงแก้ไขให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานในการสรรหาแทน จะเห็นได้ว่า "ธรรมาภิบาล" ของ คสช. ก็เป็นเรื่องของ อำนาจของข้าราชการระดับสูงขึ้น แต่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นแม้แต่น้อย

รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ยังลดทอนความยึดโยงของประชาชนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมาตรา 252 เปิดช่องทางให้ผู้นำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบพิเศษมาจากช่องทางอื่นที่ไม่ใช่การเลือกตั้งก็ได้ สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 64/2559 ซึ่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนเดิมที่มาจากการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งและแต่งตั้งพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้ว่าฯ คนใหม่

ผลลัพธ์จากการใช้อำนาจ "แช่แข็ง" ที่ คสช. ทำไว้ทำให้ความฝันที่ประชาชนในท้องถิ่นจะมีอำนาจกำหนดอนาคตตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพถอยห่างจากความเป็นจริงออกไปเรื่อยๆ และพาประเทศไทยย้อนกลับไปสู่ระบบเจ้าขุนมูลนาย ที่ผู้ปกครองของทุกหัวระแหงจะถูกคัดเลือกและส่งตรงมาจากผู้มีอำนาจในส่วนกลาง



ภาพจาก เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ กทม.


4. แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์

หลังจากรัฐบาล คสช. นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงปรมาภิไธย ได้มีข้อสังเกตพระราชทานให้ปรับแก้รัฐธรรมนูญในบางหมวด รัฐบาลจึงเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี 2557 ให้สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วได้ และแก้ไข มาตรา 5, 15, 16, 17, 19 และ 182 ส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ประเด็นการแต่งตั้งข้าราชการในพระองค์ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีเพียงประเด็นในมาตรา 5 ที่เปลี่ยนกลับไปใช้หลักการในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 คือ "ในกรณีใดก็ตามที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนทางออกไว้ ก็ให้ทำไปตามประเพรีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

หลังจากสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังคปรินายก สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2556 ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชก็ว่างลงแต่การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ไม่สามารถทำได้ในทันทีเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายในมหาเถรสมาคมทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลงเป็นเวลานาน

ในวันที่ 29 ธันวาคม 2559 สนช.เห็นชอบให้แก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ สามวาระรวด โดยมีใจความสำคัญคือ ให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชโดยตรงและให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง แทนการรอให้มหาเถรสมาคมเห็นชอบและให้นายกรัฐมนตรีเสนอพระสังฆราชองค์ใหม่ตามพ.ร.บ.ฉบับเดิม ทั้งนี้ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไขไม่ได้กำหนดเรื่องลำดับอาวุโสของผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชไว้

20 เมษายน 2560 สนช. พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยพิจารณาเป็นการลับทุกขั้นตอนและให้เอกสารการประชุมเป็นความลับด้วย สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.นี้คือการให้ข้าราชการในพระองค์ที่สังกัดหน่วยงานราชการต่างๆย้ายมาสังกัดส่วนราชการในพระองค์และให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้แก่ส่วนราชการในพระองค์เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านต่างๆ สำหรับรายได้ของส่วนราชการในพระองค์ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน รวมทั้งทรัพย์สินของส่วนราชการในพระองค์ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และผู้ใดจะยกอายุความขึ้นอ้างกับทรัพย์สินของส่วนราชการในพระองค์ไม่ได้

5. ใช้ทั้งกฎหมายและอำนาจคุมเข้มสื่อเก่า-สื่อออนไลน์ บีบจนต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง

ในวันที่เข้ายึดอำนาจในปี 2557 คสช. ส่งกำลังทหารไปที่สถานีโทรทัศน์และวิทยุต่างๆ พร้อมทั้งออกประกาศคำสั่งหลายฉบับเพื่อควบคุมการเสนอข่าวของสื่อ เช่น ประกาศฉบับที่ 4/2557 ให้สื่อทั้งโทรทัศน์และวิทยุงดรายการปกติและเชื่อมสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์กองทัพบกแทนและประกาศฉบับที่ 15/2557 สั่งปิดสถานีดาวเทียมและสถานีวิทยุชุมชนทุกแห่ง

แม้ว่าในเวลาต่อมา คสช. จะผ่อนมาตรการคุมสื่อลง แต่ก่อนที่สื่อโทรทัศน์และวิทยุจะกลับมาออกอากาศได้ ต้องทำความตกลงกับ คสช. ก่อนว่าจะไม่เผยแพร่เนื้อหาที่ "ก่อให้เกิดความขัดแย้ง" และสถานีวิทยุขนาดเล็กต้องเริ่มกระบวนการขออนุญาตออกอากาศใหม่ ทำให้หลายสถานีตัดสินใจยังไม่กลับมาทำหน้าที่จนถึงปัจจุบัน ส่วนสถานีที่กลับมาออกอากาศ ก็ต้องอยู่ภายใต้ ประกาศที่ 97/2557 และ 103/2557 ที่ คสช. ออกมาเพื่อควบคุมการนำเสนอเนื้อหาของสื่อ

การพยายามควบคุมเนื้อหาในสื่อเก่าอย่าง โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ของ คสช. ไม่ค่อยปรากฏเป็นภาพการจับกุมดำเนินคดีบุคคลที่ฝ่าฝืนอย่างโจ่งแจ้ง แต่จะใช้ กสทช. เป็นเครื่องมือทำหน้าที่เรียกมาพูดคุย ตักเตือน สั่งปรับหรือสั่งพักใช้ใบอนุญาต กสทช. ซึ่งมีกรรมการเป็นอดีตนายทหารรวมห้าคน ใช้อำนาจลงโทษสื่อ เช่น สั่งพักใบอนุญาตพีซทีวีและทีวี 24 เป็นเวลาเจ็ดวัน ในเดือนเมษายน 2558 และสั่งพักใบอนุญาตว๊อยซ์ทีวี เป็นเวลาเจ็ดวัน ในช่วงเดือนมีนาคม 2560

แม้ทุกวันนี้สื่อกระแสหลักจะยังออกอากาศรายการได้ตามปกติ แต่ก็ต้องพยายาม “เซ็นเซอร์ตัวเอง” โดยระมัดระวังการวิพากษ์วิจารณ์ คสช. เพื่อความอยู่รอด กรณีของว๊อยซ์ทีวีน่าจะอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์สื่อในประเทศไทยได้ดีที่สุด หลังเคยถูกตักเตือน ถูกสั่งปรับ แบนผู้ดำเนินรายการหลายครั้ง และสั่งห้ามออกอากาศทั้งช่อง ล่าสุด ผู้บริหารจึงตัดสินใจปรับผังรายการ ยกเลิกรายการวิเคราะห์ข่าวและวิเคราะห์การเมืองไทย

แม้คสช.จะควบคุมสื่อหลักอย่างวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ได้อย่างเด็ดขาด แต่การจัดการกับสื่อออนไลน์ก็เป็นความท้าทายใหม่ที่คณะรัฐประหาร "รุ่นพี่" ของ คสช. ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน สื่อออนไลน์จึงกลายเป็นช่องทางที่บุคคลสาธารณะ เช่น จาตุรนต์ ฉายแสง หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์ ใช้ในการสื่อสารประกาศจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร

การพยายามควบคุมสื่อใหม่อย่าง อินเทอร์เน็ต คสช. ยังไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถใช้อำนาจได้เบ็ดเสร็จในทันใด เพียงแต่สร้างบรรยากาศให้ประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น นอกจากจะใช้วิธีการไล่จับ ผู้ที่แสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์แล้ว คสช. ก็ปรับกระบวนเพื่อรับมือกับความท้าทายของสื่อใหม่หลายวิธี เช่น เรียกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเข้ามาพูดคุยและขอให้ติดตามตรวจสอบข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวาย, การผ่านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับใหม่ ในเดือนธันวาคม 2559 พร้อมมาตรา 14(1) (2) ที่ขยายฐานความผิดจากการโพสต์ข้อความบนโลกออนไลน์ให้กว้างขวางขึ้น, การออกประกาศกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ห้ามติดต่อกับบุคคล 3 คน บนเฟซบุ๊ก ฯลฯ

ตลอดสามปีของ คสช. ทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ล้วนตกอยู่ในภาวะเซ็นเซอร์ตัวเอง จำต้องเลือกประเด็นนำเสนอที่อ่อนไหวน้อยที่สุด และยิ่ง คสช. อยู่ในอำนาจนานเข้าก็ดูเหมือนเพดานการนำเสนอเนื้อหาที่ "ปลอดภัย" จะถูกกดต่ำลงเรื่อยๆ จนข้อมูลข่าวสารหลากหลายประเด็นที่ควรจะถูกนำเสนอค่อยๆ หายไปจากความรับรู้ของประชาชน

การพยายามเสนอร่างพ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน หรือ ร่างพ.ร.บ.จดทะเบียนสื่อ เป็นความพยายามครั้งสำคัญในยุค คสช. ที่จะควบคุมสื่อ โดยบังคับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อทุกคน รวมทั้งสื่อออนไลน์ ต้องขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกสามปี ซึ่งร่างกฎหมายนี้อาจจะเป็นบทสะท้อนที่ชัดเจนว่า คสช. ต้องการควบคุมการทำงานของสื่อให้ได้สุดทางเพียงใด



ภาพจาก Sophie Tawan

6. สถาปนาอำนาจทหารในกระบวนการยุติธรรม


ปรากฎการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมช่วงสามปีของ คสช. คือ การดึงทหารเข้ามาอยู่ในกระบวนการยุติธรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเริ่มต้นคดี หลายครั้งทหารเป็นผู้กล่าวโทษเอง คือ เป็นผู้ไปบอกแก่ตำรวจว่า มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและขอให้ตำรวจจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษ เช่น คดีมาตรา 112 ของบุรินทร์ หรือ คดีของแจกใบปลิวโหวตโน ของสามารถ

ในชั้นสอบสวน ทหารมีอำนาจ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 จับกุมและควบคุมตัวบุคคลในสถานที่ปิดลับเป็นเวลา 7 วันและร่วมกับตำรวจสอบสวนบุคคลที่ทาง คสช. เห็นว่าทำความผิด เช่น กรณีแปดแอดมินเพจ "เรารักพลเอกประยุทธ์" ที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 และถูกนำไปสอบสวนในค่ายทหาร เป็นเวลาหนึ่งวัน ก่อนถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 หรือ กรณีของทนายประเวศ ซึ่งถูกทหารจับจากที่บ้านในวันที่ 29 เมษายน 2560 และถูกนำไปสอบสวนในค่ายทหารเป็นเวลาห้าวันก่อนถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 112, 116 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทั้งสองกรณี ผู้ถูกคุมตัวถูกสอบสวนโดยไม่มีทนายร่วมฟังการสอบสวนและไม่ได้รับอนุญาตให้พบญาติระหว่างถูกควบคุมตัว

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบทั้งต่อตัวผู้ถูกดำเนินคดีและต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม บุคคลที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารเจ็ดวัน ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงว่า จะถูกข่มขู่ หว่านล้อม หรือใช้กำลังในการสอบสวนเพื่อให้ได้คำรับสารภาพหรือข้อมูลอื่น เช่น กรณีของสรรเสริญ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีปาระเบิดศาลอาญา ที่พบรอยแผลตามร่างกายหลังถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร ระหว่างสามปีของ คสช. ไอลอว์บันทึกข้อมูลของผู้ที่ถูกจับเข้าค่ายทหารก่อนถูกตั้งข้อกล่าวหา เช่น มาตรา 112 และมาตรา116 ได้อย่างน้อย 94 คน

ในชั้นศาล คสช. ออกประกาศ ฉบับที่ 37/2557 และ 50/2557 กำหนดให้คดีทางการเมืองและคดีความผิดเกี่ยวกับอาวุธ ที่ประชาชนเป็นจำเลยอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหาร โดยคดีที่ขึ้นศาลทหาร มีอัยการผู้ฟ้องคดีเป็นทหาร มีพยาน คือ ผู้กล่าวโทษและผู้จับกุมเป็นทหาร และตุลาการผู้ตัดสินคดีก็เป็นทหาร ซึ่งเท่าที่ทราบมีประชาชนที่ต้องขึ้นศาลทหารในคดีการเมืองไปแล้วอย่างน้อย 300 คน แม้ว่า หัวหน้า คสช. จะออกคำสั่งที่ 55/2559 ยุติการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารแล้ว แต่คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลัง คดีพลเรือนที่อยู่ในศาลทหารแล้วก็ยังคงถูกพิจารณาในศาลทหารต่อไป

ทหารยังเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในส่วนงานราชฑัณฑ์ด้วย เมื่อมีการจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวแขวงนครชัยศรี ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นเรือนจำที่ตั้งอยู่ในค่าย มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) โดยมีทหารได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้คุมพิเศษ 80 นาย

การให้ทหารเข้ามามีอำนาจเหนือกระบวนการยุติธรรม ทั้งในขั้นตอนการจับกุม สอบสวน ชั้นศาล และเรือนจำ ขัดต่อหลักนิติรัฐและพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR เมื่อทหารเข้ามามีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมในคดีที่ทหารเป็นคู่ขัดแย้งกับตัวจำเลย เช่น คดีของผู้ชุมนุมต่อต้าน คสช. เป็นการเอาสถาบันยุติธรรมบังหน้าเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น และย่อมส่งผลให้จำเลยไม่อาจรู้สึกว่า ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการเหล่านี้ ทำให้ ประชาชนไม่เชื่อถือกระบวนการยุติธรรม และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งที่หาข้อยุติไม่ได้ในระยะยาว



ภาพจาก Banrasdr Photo


7. กินรวบองค์กรอิสระ ให้ตรวจสอบเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“องค์กรอิสระ” เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วยความคาดหวัง คือ ต้องการให้มีหน่วยงานของรัฐที่อิสระจากรัฐบาล เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติ และปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน อย่างไรก็ตามตลอดกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา องค์อิสระก็ยังถูกตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระ เพราะถูกแทรกแซงจากนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหารตลอดเวลา

ช่วงเวลาสามปีของ คสช. ภาพสะท้อนถึงปัญหาความเป็นอิสระขององค์กรอิสระยิ่งชัดเจนมากขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า ระหว่างที่ คสช. ถืออำนาจเป็นรัฐบาลอยู่นั้น คสช. ก็มีอำนาจในกระบวนการคัดเลือกองค์อิสระหลายองค์กร ตั้งแต่ต้นจนจบ ตัวอย่าง การสรรหา “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” ทำโดย คสช. ตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาเจ็ดคน ส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจากศาล หรือ การแต่งตั้ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.) รวมทั้ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ที่คณะกรรมการสรรหาส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นฝ่ายตุลาการ และยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก สนช.

คสช. ใช้โอกาสในยุคนี้วางเครือข่ายอำนาจของตนเองไว้ในองค์กรอิสระต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเหล่านั้นหลายคนทำงานใกล้ชิดกับ คสช. เช่น พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ที่ลาออกจากสนช. เพื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. หรือ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่หลังยุติหน้าที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกให้ คสช. ก็เขารับการสรรหาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้องค์กรอิสระ ซึ่งควรมีหน้าที่ในการตรวจสอบการงานรัฐบาลอย่างแข็งขัน กลับกลายเป็นหน่วยงานที่เชื่องและไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ คสช. ดังจะเห็นกรณีทุจริตของกองทัพหลายครั้ง ที่ผลการพิจารณามักสร้างความเคลือบแคลงใจต่อสังคม เช่น ป.ป.ช. และผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ยืนยันว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์ ของกองทัพบกดำเนินการไปด้วยความโปร่งใส เป็นต้น

ขณะที่หากเป็นการตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของ คสช. องค์กรอิสระเหล่านี้ก็จะทำงานอย่างแข็งขันจนกระทั่งสนับสนุนการใช้ "อภินิหารทางกฎหมาย" เช่น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินออกมาสนับสนุนให้รัฐบาลเก็บภาษี ทักษิณ ชินวัตร จากการหลีกเลี่ยงภาษี

แม้จะยังไม่แน่นอนว่าบุคคลที่ถูกแต่งตั้งเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญ ในยุคคสช. จะยังดำรงตำแหน่งต่อเนื่องตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เนื่องจากยังต้องรอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจาก กรธ. ก่อน แต่ก็แน่นอนว่าหากมีการสรรหาใหม่ อำนาจในการแต่งตั้งจะอยู่ในมือ ส.ว. ทีมาจากการแต่งตั้งของ คสช. และคนที่ถูกแต่งตั้งก็สามารถดำรงตำแหน่งยาวนานถึงเจ็ดปี ซึ่งมากพอที่จะสนับสนุนและปกป้องการปกครองของ คสช. ต่อไป และมากพอที่จะเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบและ “ล้ม” รัฐบาลจากการเลือกตั้งด้วยเช่นกัน





8. สร้างรากฐานการใช้อำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้

คสช. ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 โดยมีมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญยกเว้นความรับผิดให้การกระทำของตัวเองที่เป็นการละเมิดกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ การเขียนยกเว้นความรับผิดให้ตัวเองลักษณะนี้ คสช. เดินตามรอยคณะรัฐประหารรุ่นพี่ที่ทำเช่นนี้เหมือนกันหมด แต่ในยุคนี้ มาตรา 48 แสดงอิทธิฤทธิ์ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม เมื่อมีประชาชนไปฟ้องร้องว่า คสช. ยึดอำนาจมีความผิดฐานกบฏ และศาลอาญาสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า คสช. พ้นจากความรับผิดแล้ว ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 48

ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ยังบัญญัติมาตรา 44 ให้อำนาจ คสช. ออกคำสั่งใดๆ ก็ได้ โดย คสช. เคยใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 ออกคำสั่งอย่างน้อย 4 ฉบับ ที่มีเนื้อหาจำกัดเสรีภาพของประชาชน และในคำสั่งยังระบุถึงการไม่ต้องรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการตามคำสั่งของคสช. ซ้ำอีกครั้งอย่างรัดกุม ได้แก่ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 41/2559 ที่ให้อำนาจแก่ กสทช. กำกับเนื้อหาในสื่อ โดยไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย และ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่จับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในความผิดต่อความมั่นคงไว้ถึงเจ็ดวัน, คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 13/2559 เรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 เรื่องการกำหนดพื้นที่ควบคุมที่นำมาใช้กับวัดพระธรรมกาย ที่ต่างก็มีบทยกเว้นความรับผิดของเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ ‘กระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต’

ผลลัพธ์ที่เห็นเด่นชัดของการใช้มาตรา 44 คือ ลดขั้นตอนในการออกกฎหมายและเพิ่มความรวดเร็วในการใช้อำนาจของ คสช. ความรวดเร็วดังกล่าวมีราคาที่ต้องแลก ไม่ว่าจะเป็นขาดการพิจารณาให้รอบคอบ และผลกระทบของผู้มีส่วนได้เสีย มีกรณีศึกษาที่ชัดเจน เมื่อประชาชนฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้ผังเมือง ศาลปกครองก็สั่งไม่รับฟ้องไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า การออกคำสั่งด้วยอำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดแล้ว จึงดูเหมือนว่า อำนาจตามมาตรา 44 จะไม่สามารถถูกตรวจสอบถ่วงดุลได้โดยอำนาจใด

อำนาจการปกครองในลักษณะแนวดิ่งแบบที่ คสช. ใช้ให้เห็นตลอดสามปีที่ผ่านมา ได้วางป้อมปราการไว้จำนวนมาก ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้อำนาจได้เต็มที่โดยได้รับการคุ้มครอง ไม่อาจถูกฟ้องร้อง หรือตรวจสอบโดยอำนาจตุลาการได้ และไม่มีกลไกคุ้มครองประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งป้อมปราการเหล่านี้ก็จะมีอยู่ต่อไปแม้ภายหลัง คสช. หมดอำนาจไปแล้ว ไม่เพียงในตัวคำสั่งของ คสช. แต่จะยังอยู่ในวัฒนธรรมการใช้อำนาจของสังคมไทยด้วย





ในวันที่ คสช. ใช้อำนาจปกครองประเทศครบสามปี รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว พร้อมกับคำถามถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่มากขึ้น การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐที่มีประสิทธิภาพ และการจัดการเลือกตั้ง หาตัวแทนของประชาชนไปใช้อำนาจแทน คสช. เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างในยุค คสช. ยังวางกลไกไว้อีกหลายชั้นเพื่อรักษาฐานอำนาจที่สร้างไว้ไม่ให้ถูกเอาคืน เช่น ให้ คสช. แต่งตั้งส.ว.ชุดแรก 250 คน, ให้รัฐบาล คสช. จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแผนการปฏิรูปประเทศ หรือ ให้รัฐบาลใหม่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรม ฯลฯ ดังนั้น ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใด และใครจะชนะการเลือกตั้ง คณะทหารชุดนี้จะยังคงมีอำนาจและยัง ‘มีงานทำ’ อยู่ต่อไปอีกผ่านกลไกหลากหลาย รวมทั้งผลงานต่างๆ ที่ คสช. ได้ทำไว้ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจ ก็จะยังอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปอีกนานเช่นกัน


อ่านรายงานพิเศษ สามปีแล้วสินะ: ประชาชนต่อสู้เพื่อสิทธิได้แค่ไหน อะไรบ้าง ?


เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
Three years of the NCPO and its reinforcement of “stable, prosperous and sustainable” powers
จับตากฎหมายจาก สนช.
รวมผลงาน การใช้อำนาจมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว

สามปีแล้วสินะ: ประชาชนต่อสู้เพื่อสิทธิได้แค่ไหน อะไรบ้าง ? - รายงานพิเศษ iLAW



การชุมนุมต้านรัฐประหารวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 บริเวณสกายวอล์กสถานีบีทีเอสสนามกีฬาแห่งชาติ ภาพจาก banrasdr photo


สามปีแล้วสินะ: ประชาชนต่อสู้เพื่อสิทธิได้แค่ไหน อะไรบ้าง ?


19 พฤษภาคม 2017
โดย admin iLAW

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ระยะสามปีการคงอำนาจรัฐบาล คสช. มีเรื่องราวเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเกิดขึ้นมากมาย ยิ่งในยุคที่มีการปิดกั้นจากรัฐภาคประชาชนยิ่งต้องหาวิธีการแสดงความคิดเห็น บ้างเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ บ้างเป็นการชุมนุมของผู้ถูกละเมิด และมีบ้างที่พยายามใช้ช่องทางกฎหมายที่มีอยู่น้อยนิดในการต่อสู้กับผู้มีอำนาจ ซึ่งทั้งหมดเป็นบทเรียนสำคัญที่ภาคประชาชนไทยได้เรียนรู้
 
แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านอำนาจ

หลังการยึดอำนาจการปกครองได้ไม่กี่ชั่วโมง มีประชาชนบางกลุ่มออกมาแสดงอารยะขัดขืน ต่อคณะ คสช. ทั้งในเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น ฯลฯ นำไปสู่การจับกุม และตั้งข้อหา “ชุมนุมทางการเมือง” ทั้งในศาลพลเรือนและศาลทหาร เมื่อการแสดงออกแบบต่อต้านตรงๆ ทำได้ลำบาก ประชาชนจึงเปลี่ยนรูปแบบเป็นทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่ทหารตำรวจก็ยังไม่เปิดช่องว่างให้แสดงออกได้แม้เพียงกิจกรรมเล็กๆ โดยระหว่างพฤษภาคม 2557- มิถุนายน 2557 ตำรวจและทหาร ได้กวาดจับประชาชนที่ออกมาทำกิจกรรมต่างๆ ชูป้าย ชูสามนิ้ว กินแซนด์วิช กินแม็คโดนัลด์ อ่านหนังสือ 1984 ฯลฯ จำนวนมาก รวมทั้งคนที่แสดงอารยะขีดขืนไม่เข้ารายงานตัวตามที่ถูกเรียกก็ถูกดำเนินคดี ฐานฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.



ผู้เข้าร่วมกิจกรรมชูสามนิ้วที่ห้าง เทอร์มินัล 21 ในวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจับขึ้นรถแท็กซี่ ภาพจากไทยรัฐออนไลน์


14 กุมภาพันธ์ 2558 ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร นักกิจกรรมกลุ่มพลเมืองโต้กลับจัดกิจกรรม "เลือกตั้งที่(รัก)ลัก" เพื่อรำลึกถึงการเลือกตั้งในปี56ที่ถูกยกเลิกท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจราวสองกองร้อยและตำรวจนอกเครื่องแบบอีกจำนวนมากที่กระจายรอบพื้นที่ แม้กิจกรรมจะดำเนินไปได้แต่ก็มี นักกิจกรรมที่ถูกควบคุมตัวและถูกนำไปสอบปากคำที่ สน.ปทุมวัน รวม 4 ราย ก่อนทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ ในข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน ปรากฎการณ์ที่น่าสนใจหลังการจับกุมนักกิจกรรมคือการมีประชาชนจำนวนหนึ่งไปรวมตัวที่หน้าสน.ปทุมวันเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบให้การเคลื่อนไหวในครั้งต่อๆมา

22 พฤษภาคม 2558 วันครบรอบหนึ่งปีรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นักกิจกรรมหลายกลุ่มรวมกันที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ระหว่างทำกิจกรรม ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบบุกเข้าควบคุมตัวผู้ร่วมกิจกรรม 32 คน ไปที่ สน.ปทุมวัน ภายหลังมีการออกหมายจับนักกิจกรรม 9 คน ในความผิดฐานชุมนุมเกิน 5 คน ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558

หลังจากพ้นปีแรกของ คสช. การแสดงออกเพื่อต่อต้าน คสช. โดยตรงมีให้เห็นน้อยลง อาจจะเป็นเพราะการปิดกั้นและจับกุมทุกวิถีทางที่เข้มงวดมาก ถือได้ว่า คสช. ยึดอำนาจได้เบ็ดเสร็จและยิ่ง คสช. อยู่ในอำนาจได้เข้มแข็ง แรงสนับสนุนการต่อต้านการรัฐประหารแบบตรงๆ ก็ลดลงตาม เครือข่ายประชาชนจึงปรับตัวและเคลื่อนไหวคัดค้านอำนาจของ คสช. ในเป็นประเด็นเฉพาะ เมื่อมีการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินกว่าที่จะยอมรับได้ อย่างการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้คสช.ปล่อยตัวผู้ถูกคุมตัวโดยอำนาจพิเศษ เช่น การจัดกิจกรรมยืนเฉยๆเรียกร้องให้ปล่อยตัววัฒนาเมืองสุข การทำกิจกรรมติดโพสต์อิทเรียกร้องให้ปล่อยตัวแปดแอดมิน หรือการรวมตัวที่หน้าศาลทหารและหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพเมื่อครั้งนักกิจกรรมขบวนการประชาธิปไตยใหม่ถูกฝากขัง เป็นต้น



เจ้าหน้าที่พยายามยึดลูกโป่งจากผู้ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกโป่งที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพในวันที่ 27 มิถุนายน 2559 เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกควบคุมตัวจากการแจกใบปลิวโหวตโนที่เคหะบางพลี ภาพจาก banrasdr photo


รวมตัวคัดค้านการใช้อำนาจเฉพาะเรื่อง ยังพอทำได้บ้าง


ทันทีที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ. ... หรือ ร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอ ในเดือนพฤศจิกายน 2558 เสียงคัดค้านจากหลายภาคส่วนก็ดังขึ้น ภาคประชาชนหลายกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรกรรม ธุรกิจ รวมทั้งชมรมแพทย์ชนบท ต่างออกมายื่นหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ยุติร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว รวมทั้งการรวมตัวชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล การเคลื่อนไหวครั้งนี้นำโดยคนหน้าใหม่จากหลายกลุ่มที่ไม่ใช้ขั้วการเมือง และไม่เคยขัดแย้งกับรัฐบาลมากก่อน แรงกดดันทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งให้ยกเลิกร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอ อย่างรวดเร็วภายใน 22 วัน



เครือข่ายประชาชนยื่นหนังสือคัดค้านร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือพ.ร.บ.จีเอ็มโอที่ทำเนียบรัฐบาล 9 ธันวาคม 2558


17 กุมภาพันธ์ 2560 เครือข่ายปกป้องอันดามันและประชาชนที่จำนวนมากมาชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ เพราะเห็นว่า โครงการดังกล่าว อาจสร้างความเสียหายต่อพื้นที่การท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพของประชาชนเจ้าหน้าที่ใช้กลวิธีหลากหลายเข้าควบคุมการชุมนุม อาทิ ปิดล้อมและห้ามส่งอาหารและเครื่องดื่มเข้าไปให้ผู้ชุมนุม จนท้ายที่สุด รัฐก็ใช้จับกุมแกนนำเข้าค่ายทหาร แต่ยังมีผู้ชุมนุมทยอยมาสมทบกันเพิ่ม จนท้ายที่สุดรัฐบาลก็ยอมถอยโดยการยกเลิกรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และ EHIA ฉบับเดิม ซึ่งเท่ากับเป็นการชะลอโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินชั่วคราว



กลุ่มประชาชนชุมนุมคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล 17 กุมภาพันธ์ 2560


ธันวาคม 2559 ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตร่วมกันลงชื่อผ่านเว็บไซต์ change.org กว่าสามแสนคน เพื่อคัดค้านร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยมีเครือข่ายพลเมืองเน็ต เป็นผู้เริ่มรณรงค์ มาตั้งแต่ปี 2558 จนเป็นกระแสไปทั่วในโลกออนไลน์ รวมทั้งมีชาวเน็ตบางส่วนแสดงความไม่พอใจด้วยการนัดกันเข้าไปกดปุ่ม F5 จนทำให้เว็บไซต์หน่วยงานรัฐบางเว็บใช้งานไม่ได้ไปชั่วขณะหนึ่ง แม้ต่อมา สนช. จะลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วยคะแนนเอกฉันท์ แต่ก็ปรับเปลี่ยนเนื้อหาไปบางส่วนเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม



ภาพประชาสัมพันธ์ของเพจพลเมืองต่อต้านซิงเกิลเกทเวย์ เชิญชวนผู้ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่ไปกดปุม F5 พร้อมๆกันที่หน้าเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ


ระหว่างปี 2557-2560 มีผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่ไม่ใช่การต่อต้านการรัฐประหารหรือ คสช. โดยตรง หลายครั้ง และโดยมีผู้เคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อยก็ถูกเจ้าหน้าที่เรียกไปปรับทัศนคติ เช่น ชาวบ้านในจังหวัดร้อยเอ็ดที่เคลื่อนไหวเรื่องที่ดิน, กลุ่มสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, กลุ่มอนุรักษ์ดงมูลและกลุ่มคนแม่สอดรักษ์ถิ่นที่เคลื่อนไหวจากเหตุไม่เห็นด้วยกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ฯลฯ

การเคลื่อนไหวบางประเด็นนำมาซึ่งการตั้งข้อหาดำเนินคดี เช่น กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการสร้างท่าเรือปากบารา, กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการทำเหมืองทองในจังหวัดพิจิตร, กลุ่มจากเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทยที่คัดค้านการออกกฎหมายปิโตรเลียม ฯลฯ แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็ใช้มาตรการเจรจาและกดดันทางอ้อมแทนโดยไม่ดำเนินคดีต่อการเคลื่อนไหวของประชาชน

ขอตรวจสอบ “ธรรมาภิบาล” ของผู้ปกครองบ้าง

ในช่วงปลายปี 2558 สื่อมวลชนต่างนำเสนอข่าวกรณีการทุจริตในโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ จนเป็นประเด็นที่สังคมพูดถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งกองทัพบกในฐานะผู้จัดสร้างถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ มีการแชร์ข้อมูลบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการทุจริต และผู้ที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริต ขณะเดียวกันก็มีประชาชนกลุ่มหนึ่งทำกิจกรรมนั่งรถไฟไปตรวจสอบการทุจริตในสถานที่จริง ซึ่งในเวลาต่อมา ประชาชนกว่า 40 ถูกควบคุมตัว และกว่าสิบคนถูกตั้งข้อหาจากการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์หรือทำกิจกรรมตรวจสอบความโปร่งใส



ขบวนรถไฟที่นักกิจกรรมและประชาชนนั่งไปทำกิจกรรม 'นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง' ในวันที่ 7 ธันวาคม 2558 ถูกตัดที่สถานีรถไฟบ้านโป่งก่อนเจ้าหน้าที่ทำการควบคุมตัวผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ภาพจากเพจ banrasdr photo


กุมภาพันธ์ 2560 ไอลอว์ เปิดเผยผลการตรวจสอบผ่านทางเว็บไซต์เกี่ยวกับการขาดประชุม สนช.ของสมาชิก สนช.จำนวน 7 คน ว่าอาจขาดสมาชิกภาพ เพราะข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ.2557 กำหนดให้สมาชิก สนช.ต้องลงมติอย่างน้อย 1 ใน 3 ของทุกรอบ 90 วัน แม้ว่า ประธาน สนช. จะออกมายืนยันว่า สนช.ทั้ง 7 คน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องสมาชิกภาพ เพราะมีการลาประชุมแล้ว แต่ก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนในสังคมหันมาจับตาและสนใจการทำงานของ สนช. มากขึ้นได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายกรณีที่ประชาชนไม่ปล่อยให้ คสช. ใช้อำนาจไปเพียงลำพังแต่ร่วมกันติดตามหาข้อมูล และวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้น เช่น การตัดสินใจซื้อเรือดำน้ำสามลำจากจีน การใช้จ่ายงบประมาณในทริปเดินทางไปฮาวาย การตั้งบริษัทของตัวเองในค่ายทหาร ของลูกชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา เป็นต้น

ใช้ช่องทางคัดค้านอำนาจ เท่าที่กฎหมายเปิดไว้

22 พฤษภาคม 2558 พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ กับประชาชนรวม 15 คน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพวกรวมห้าคน ในความผิดฐานเป็นกบฏ ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการหรือแบ่งแยกราชอาณาจักรโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 จากการเข้ายึดอำนาจ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 โดยให้เหตุผลว่า จำเลยพ้นจากความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีตามศาลชั้นต้น ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการยื่นฎีกา



ภาพประชาสัมพันธ์กิจกรรม พลเมืองฟ้องกลับของกลุ่ม 'พลเมืองโต้กลับ' ฟ้องพล.อ.ประยุทธ์และพวกในความผิดฐานกบฎ


10 พฤษภาคม 2559 ไอลอว์พร้อมประชาชน 107 รายชื่อ ยื่นจดหมายถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสองและวรรคสี่ ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นว่า มาตราที่ถูกยื่นฟ้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 มาตรา 4 ให้ยกฟ้อง



จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ยื่นหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61 วรรคสองและวรรคสี่ ขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 พฤษภาคม 2559


1 มีนาคม 2560 ตามที่จาตุรนต์ ฉายแสง ยื่นฟ้องกระทรวงการต่างประเทศ กรณีถูกยกเลิกหนังสือเดินทาง ศาลปกครองมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการยกเลิกหนังสือเดินทางของจาตุรนต์ เพราะเห็นว่า จาตุรนต์รับอนุมัติให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรอยู่เป็นประจำ และก็เดินทางกลับเข้ามาทุกครั้ง ไม่มีพฤติการณ์ว่าจะหลบหนีคดี มาตรการดังกล่าวมีผลกระทบต่อความมั่นคงในการใช้สิทธิอย่างรุนแรง ให้เพิกถอนการยกเลิกหนังสือเดินทาง

นอกจากนี้ก็มีกรณีพลเรือนที่ตกเป็นจำเลยในศาลทหาร อย่างน้อย 15 คดีที่เห็นว่า คดีของตนไม่ควรถูกพิจารณาที่ศาลทหาร พยายามคัดค้านอำนาจศาลทหารผ่านการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และการส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างศาล เพื่อจะได้ไปต่อสู้คดีที่ศาลพลเรือนตามปกติ

การต่อสู้กับการใช้อำนาจในยุคของรัฐบาล คสช. โดยอาศัยหวังพึ่งสถาบันตุลาการยังมีตัวอย่างให้เห็นอีกมาก บางคดีศาลก็วินิจฉัยไปในทางที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนมากกว่ารัฐ ขณะที่หลายคดีแม้ประชาชนไม่ได้รับผลคดีตามที่ต้องการ แต่ก็ได้ผลลัพธ์กลับมาเป็นการวางบรรทัดฐานทางกฎหมายที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

บทสรุปที่ยังไม่ใช่จุดจบ

มากบ้างน้อยบ้าง คงจะเห็นกันว่า ช่วงเวลาสามปีของ คสช. มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ลุกขึ้นต่อสู้ประเด็นเรื่องสิทธิในหลากรูปแบบ ท้ายที่สุดแม้ไม่สามารถต้านทานการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จได้ทั้งหมด แต่ก็เกิดเป็นเรื่องราวและกระแสสังคมใหม่ๆ ขึ้นอยู่เสมอ สำหรับประชาชนบางคนที่ถูกดำเนินคดี พวกเขาต่างก็ได้แสดงให้เห็นว่า คนรุ่นต่อๆ ไปจะต้องเตรียมตัวรับมือจะจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตัวเองอย่างไรบ้าง

นอกจากฝ่ายประชาชนจะได้บทเรียนอันล้ำค่ามากมายในช่วงเวลาสามปีนี้แล้ว ฝ่ายรัฐเองก็ได้ไม่เพียงนิ่งเฉยอยู่ในโลกที่ใช้อำนาจแบบเดิมๆ แต่ก็พยายามปรับตัวหามาตรการใหม่ๆ ทั้งทางกฎหมายและจิตวิทยามาปิดกั้นการเคลื่อนไหวแสดงออกของประชาชนเช่นกัน

เมื่อเรากำลังเดินทางเข้าสู่ปีที่สี่ของ คสช. อย่างมาดมั่น บทเรียนทั้งที่เจ็บปวดและที่ประสบความสำเร็จของทุกฝ่ายต่างถูกบันทึกไว้ เพื่อหวังว่าเราจะช่วยกันพาสังคมไทยก้าวไปโดยไม่ต้องซ้ำรอยเดิม