วันศุกร์, สิงหาคม 26, 2559

MFTV สุนัย จุลพงศธร ผบ.ทบ.อาศัยเสียงระเบิดพาแซงโค้งเข้าวิน: ความล้าหลังของระบอบไทย 25aug2016




https://www.youtube.com/watch?v=ynn-oORi9yo

MFTV สุนัย จุลพงศธร ผบ.ทบ.อาศัยเสียงระเบิดพาแซงโค้งเข้าวิน: ความล้าหลังของระบอบไทย 25aug2016

Media Force

Streamed live 10 hours ago


ขอขอบคุณสถานี npc eu sweden

เลว บุกจับชาวมันนิในงาน กสม.พบประชาชนภาคใต้ + เครือข่ายประชาชนภาคใต้เสนอทบทวนบทบาทประธาน กสม.หลังห้ามอ่านแถลงการณ์ในที่ประชุม




ที่มา FB

สุรชา บุญเปี่ยม

บุกจับชาวมันนิในงาน กสม.พบประชาชนภาคใต้

เมื่อเวลาประมาณ 18 นาฬิกาเศษวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจจาก สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แต่งเครื่องแบบ 1 นาย อีก 4 นายไม่แต่งเครื่องแบบ เดินทางมาที่โรงแรมบุรีศรีภู บูติกโฮเต็ล ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ซึ่งนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นประธา มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยมีการแบ่งกลุ่มรับฟังและอภิปรายปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่ม เช่น กรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กรณีการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล โดยกลุ่มประมงพื้นบ้าน รวมทั้งเรื่องปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ โดยตำรวจได้พยายามจะจับกุมตัวนายปอย ไม่มีนามสกุล อายุ 27 ปี ชาวมันนิจากจังหวัดสตูลที่พาลูกๆมาร่วมงาน บอกเล่าปัญหาชีวิตความเป็นอยู่และการไม่มีสถานะทางทะเบียน ข้อหาเป็นบุคคลไร้สัญชาติเดินทางออกนอกพื้นที่ แต่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เจรจา และติดต่อประสานงานกับฝ่ายปกครองระดับสูงของจังหวัด ตำรวจทั้ง 5 นายจึงเดินทางกลับไป





เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความตกตะลึงให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ เนื่องจากเป็นงานที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอย่างเป็นทางการ แต่ตำรวจเข้ามาในงานโดยไม่แจ้งให้ทราบและไม่มีหมายค้น และชาวมันนิที่เดินทางมาร่วมถ่ายทอดปัญหาก็ไม่ได้กระทำความผิดทางอาญา แต่มาแสดงความต้องการสถานะเป็นคนไทยเหมือนคนทั่วไปเท่านั้น

"เมื่อมีการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยว ทางราชการก็นำเรื่องราวและตัวของชาวมันนิมาแสดงอยู่หลายครั้ง ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้จังหวัด ไม่เคยถูกจับกุม แต่ครั้งนี้จะถูกจับเพราะไม่มีบัตรประชาชน" ผู้อยู่ในเหตุการณ์ตำรวจพยายามจับกุมนายปอย ชาวมันนิ แสดงความคิดเห็น





"ชาวมันนิเป็นคนที่เกิดและดำรงชีวิตในป่ามาตั้งแต่ดั้งเดิม ภาครัฐต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยการเข้าไปสำรวจเพื่อคุ้มครองสิทธิ เพราะคนเหล่านี้ก็คือคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ตกอยู่ในความยากลำบาก ต้องแก้ไขปัญหาสถานะทางทะเบียน การให้บัตรประจำตัวประชาชน เพื่อจะได้มีสิทธิในด้านต่างๆเช่นการรักษาพยาบาล การศึกษา และสิทธิด้านอื่นๆ ไม่ใช่มาจับกุมคนเหล่านี้เพราะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน เป็นเพราะภาครัฐไม่ได้จัดการให้" นายสุรพงษ์ กองจันทึก นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าว





สำหรับการอภิปรายประเด็นปัญหากลุ่มชาติพันธ์ุในงาน กสม.พบประชาชนภาคใต้ ซึ่งมีนางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐาน ทรัพยากรเป็นประธาน นายวิทวัส เทพสง ประธานเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองภาคใต้ ได้กล่าวสรุปภาพพรวมของปัญหาว่า ปัจจุบันมีข้อมูลว่ามีชาวมันนิอาศัยอยู่ในป่าเทิอกเขาบรรทัดประมาณ 300 กว่าคนในเขตจังหวัดพัทลุง ตรังและสตูล มีทั้งที่กลุ่มอยู่ในป่าลึก กลุ่มที่เข้าออกระหว่างชายป่าและกลุ่มที่เริ่มออกมาติดต่อกับคนภายนอก ปัญหาที่พบคือเรื่องการแหล่งอาหารที่ลดลง และปัญหาสถานะทางทะเบียน ซึ่งเมื่อมีบัตรประช่ชนจะทำให้มีสิทธิในด้านต่างๆ รวมทั้งการรักษาพยาบาล นอกจากนี้ในที่ประชุมอภิปรายยังกล่าวถึงปัญหาของชาวมันนิที่อาศัยในป่าซึ่งปัจจุบันเป็นเขตป่าสงวนหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมด จึงควรกำหนดเขตพื้นที่ให้ชาวมันนิอาศัยในป่าอย่างถูกต้องซึ่งเป็นความต้องการของชาวมันนิ





เครือข่ายภาคประชาชนกว่า 100 คน เดินออกจากเวทีที่กรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นเจ้าภาพและจัดขึ้นเพื่อรับฟังปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ หลังจากนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตะโกนห้ามตัวแทนภาคประชาชนอ่านแถลงการณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนในที่ประชุม ขณะที่ประธาน กสม. ชี้ภาคประชาชนทำผิดข้อตกลง

เหตุการณ์ที่นำมาสู่ความไม่พอใจของประชาชนที่เข้าร่วมประชุมเกิดขึ้นราวเที่ยงของวันนี้ เมื่อนายสมบูรณ์ คำแหง เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ หรือ กป.อพช.ใต้ กำลังจะอ่านแถลงการณ์ “หยุดการดำเนินนโยบาย โครงการหรือกิจการที่ละเมิดสิทธิชุมชนในภาคใต้” บริเวณห้องประชุมที่ กสม. จัดขึ้นเพื่อพบปะประชาชน ที่ จ. สงขลา แต่นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. ออกมาตะโกนห้าม ทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมประชุมไม่พอใจ พากันเดินออกจากที่ประชุมและบางส่วนระบุว่า จะเพิ่มข้อร้องเรียนลงไปในแถลงการณ์ที่อ่านไปแล้ว เสนอให้กสม. โดยเฉพาะ ประธาน กสม. ที่ต้องรับฟังประชาชนให้มากขึ้น ไม่ใช่พูดแค่หลักการ

นายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน เผยว่า พฤติกรรมของนายวัสในวันนี้ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งประธาน กสม. ทั้งๆ ที่งานนี้เป็นงานที่มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนได้แสดงออก และเนื้อหาที่จะแถลงเป็นการแสดงออก ไม่ได้โจมตีฝ่ายใด จึงอยากเสนอให้ปลดประธาน กสม. ออกจากตำแหน่ง

ด้านประธาน กสม. กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ได้ทราบเรื่องว่าตัวแทนภาคประชาชนต้องการอ่านแถลงการณ์ในที่ประชุม และหลังจากได้รับการยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ก็คิดว่าสามารถทำได้และตนยินดีที่จะรับฟัง แต่ขอให้จบจากวาระการประชุมก่อน เพราะในที่ประชุมมีการออกอากาศสดทางวิทยุ ส่วนการตะโกนห้ามประชาชนอ่านแถลงการณ์นั้น นายวัสกล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ แต่ชี้ว่าประชาชนที่เข้าร่วมประชุมทำผิดข้อตกลงแต่กลับมาเรียกร้องให้คนอื่นทำอย่างที่ต้องการ

สำหรับแถลงการณ์ดังกล่าวระบุปัญหา 6 ประเด็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้คือ นโยบายการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ และโรงไฟฟ้าชีวมวล นโยบายการทวงคืนผืนป่าที่ได้มีการตรวจยึดพื้นที่ทำกินดั้งเดิมของชุมชนอย่างไม่แยกแยะ การละเลยไม่คุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อย หรือกลุ่มชาติพันธุ์ภาคใต้ ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล กลุ่มมันนิ (ซาไก) และสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังไม่มีแนวทางหรือทางออกในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

แถลงการณ์ระบุให้รัฐบาลทบทวนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในระยะสั้น และระยะยาวจากโครงการดังกล่าว และต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรือข้อระเบียบต่าง ๆ ในการกลั่นกรองก่อนการดำเนินโครงการอย่างรอบด้าน เพราะอาจจะนำไปสู่การละเมิดสิทธิของประชาชนและสิทธิชุมชนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต


Charnvit Kasetsiri : Four State Crimes... 4 "อาชญากรรมโดยรัฐ"





Four State Crimes...
เขียนไว้หลายปี เอามาปรับ แชร์ ใหม่ (ยาว ครับ)

"6 ตุลา 2519/1976" คือ "วันมหาวิปโยค"
Day of Great Sorrow วันนั้น

--จอมพลถนอม ได้รับฉันทานุมัติ ให้บวชเป็นเณร จากบอสตัน/สิงคโปร์
กลับเข้ามา แล้วได้บวชเป็นพระ ณ วัดบวรนิเวศ บางลำพู กทม

--นักศึกษาและประชาชน 3,000 ชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์
(เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)

--กลุ่มการเมืองจัดตั้ง ฝ่ายขวา นวพล กระทิงแดง
และวิทยุเครือข่ายทหารยานเกราะ (อ้าง/อิง ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์)
โจมตีและกวาดล้างนักศึกษากับประชาชน ที่ธรรมศาสตร์ (ซึ่งมี ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการฯ) ว่า "หมิ่นพระบรมเดชาฯ" ผิด 112 และเป็น "คอมมิวนิสต์"

--ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง
ร่วมด้วย--ตำรวจตระเวนชายแดน
กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ทำการ "สั่งสอน" และ
ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม

--ขุนทหารนำโดยพลเรือเอกสงัด ชลออยู่
กระทำ "รัฐประหาร" แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร
ผู้นำฝ่ายตุลาการ เป็น นรม.

--มีผู้ถูกทำลายชีวิต 40 (?) ราย, บาดเจ็บ 3,000 (?)
คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. (กว่าจะกลับคืนนาครได้ ก็เมื่อมีการอภัยโทษ และ ปรองดอง (ชั่วคราว) โดย 66/2523

--ผู้มีส่วนร่วม ทางฝ่ายถูกกระทำ คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว
ที่ ผ่ายกระทำ คือ "ชนชั้นกลาง" ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจ ตั้งตน เป็นปฏิปักษ์/เกลียดชัง

--รวมด้วยช่วยกระพือโดยสื่อมวลชน "กระแสหลัก"
ของทั้งของรัฐและของเอกชน ทั้ง นสพ/วิทยุ/ทีวี
cK@25Aug2016

หมายเหตุ
ข้างล่าง เป็นรายละเอียด เดิม เพิ่มเติม

หนึ่ง) 14 ตุลา 2516/1973 เป็นวัน "มหาปิติ" Day of Great Joy วันนั้น





--นักเรียน/นักศึกษา/วีรชน คนหนุ่มสาว ประชาชน ลุกขึ้นมาประท้วงระบอบทหาร "คณาธิปไตย ถนอม-ประภาส-ณรงค์"

--ผู้คนจำนวนแสนๆ เข้าร่วมประท้วงกลางถนนราชดำเนิน เรียกร้อง "ประชาธิปไตย" และ "รัฐธรรมนูญ" สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค

--คณาธิปไตยทหาร กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปราบหนัก ด้วยอาวุธสงคราม

--ประชาชนขัดขืน สถาบันกษัตริย์ และเครือข่าย เข้ามาห้ามทัพ คณาธิปไตยทหาร ล้มครืน ถนอม/ประภาส/ณรงค์ ลี้ไปนอก

--มีผู้ถูกทำลายชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 800

--ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ชนชั้นกลางในเมือง กทม. และต่าง จว. กับสื่อมวลชนก้าวหน้า

สอง) 3 ปีต่อมา "6 ตุลา 2519/1976" เป็น "วันมหาวิปโยค" Day of Great Sorrow วันนั้น





--จอมพลถนอม บวชเป็นเณร จากสิงคโปร์ กลับเข้ามา บวชเป็นพระ ณ วัดบวรนิเวศ บางลำพู กทม

--นักศึกษาและประชาชน 3,000 ชุมนุมประท้วงที่ธรรมศาสตร์ (เรียกร้องให้รัฐบาล นรม. เสนีย์ ปราโมช ขับไล่ถนอมออกจากประเทศ)

--กลุ่มการเมืองจัดตั้ง ฝ่ายขวา นวพล กระทิงแดง และวิทยุเครือข่ายทหาร (อ้าง/อิง ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์)

--โจมตีและกวาดล้างนักศึกษาว่า "หมิ่นพระบรมเดชาฯ" 112 และเป็น "คอมมิวนิสต์"

--ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง ร่วมด้วย--ตำรวจตระเวนชายแดน กระทำ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม

--ขุนทหารกระทำ "รัฐประหาร" แล้วเสนอตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ผู้นำฝ่ายตุลาการ เป็น นรม.

--มีผู้ถูกทำลายชีวิต 40 (?) ราย, บาดเจ็บ 3,000 (?) คนหนุ่มสาวหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท.

--ผู้มีส่วนร่วม คือ เยาวชนคนหนุ่มสาว ที่ "ชนชั้นกลาง" ผู้กุมอำนาจรัฐ-ชนชั้นนำอีลีด-กลุ่มการเมืองจัดตั้ง-ตำรวจ ตั้งตน เป็นปฏิปักษ์/เกลียดชัง

--รวมด้วยช่วยกระพือโดยสื่อมวลชน "กระแสหลัก" ของทั้งรัฐและเอกชน ทั้ง นสพ/วิทยุ/ทีวี

สาม) 16 ปีต่อมา เกิดเหตุการณ์ "พฤษภาเลือด 2535/1992" (ไม่ใช่ "ทมิฬ") Bloody May 1992 วันนั้น





--ประชาชน คนชั้นกลาง ชาวกรุง จำนวนหลายหมื่น ชุมนุมประท้วงเป็นระยะๆ ณ บริเวณถนนราชดำเนิน

--เรียกร้องให้รัฐบาลของ นรม. พลเอกสุจินดา คราประยูร และ "คณาธิปไตยทหาร/นักการเมือง" ลาออก
--รัฐบาลประกอบ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) อีกครั้ง
--ปราบปราบประชาชน อย่่างหนักด้วยอาวุธสงคราม
--ประชาชนขัดขืน สถาบันฯ เข้ามาห้ามทัพ คณาธิปไตยทหาร/รัฐบาลล้มครืน
--มีผู้ถูกทำลายชีวิต 44 (?) ราย, บาดเจ็บ 600 (?)
--ผู้มีส่วนร่วม คือ ชนชั้นกลางในเมือง กับชาวกรุง รวมทั้งสื่อมวลชนเอกชน นสพ.
--แต่ ไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาว นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าร่วมมากเท่ากับ สองกรณีแรก

สี่) 18 ปีต่อมา เกิดเหตุการณ์ "เมษา/พฤษภาอำมหิต 2553/2010" Black April&May วันนั้น







--ประชาชน คนเสื้อแดง ชาวบ้าน (ที่ถูกกล่าวหาว่า "โง่" และ "ถูกจ้าง") จากภาคอีสาน/เหนือ

--ร่วมกับคนชั้นกลาง ชาวกรุง (ที่ถูกเชื่อว่า "ฉลาด" และ "ซื้อไม่ได้") จำนวนหลายหมื่น

-ชุมนุมประท้วงต่อเนื่องบนถนนราชดำเนิน และสี่แยกราชประสงค์ เรียกร้องให้ นรม.อภิสิทธิ์ "ยุบสภา" ให้มีการเลือกตั้งใหม่

--รัฐบาลใช้กำลังทหารประกอบ "อาชญากรรมรัฐ" (state crime) อีกครั้ง

--ปราบปราบหนักด้วยอาวุธสงคราม พร้อมข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย" พร้อมทั้งอ้าง/อิง/สถาบันฯ

--มีผู้ถูกทำลายชีวิต 100 (?) กว่าราย บาดเจ็บ 2,000 (?)

--ผู้มีส่วนร่วม มีทั้ง "ชาวบ้าน" จากชนบทอีสาน/เหนือ ร่วมกับ "ชาวกรุง" คนชั้นกลาง หญิงวัยกลาง

--ในเหตุการณ์นี้ สื่อมวลชนภาครัฐ และภาคเอกชน แตกแยก ขัดแย้ง ถือฝักฝ่าย เข้าร่วมจำนวนมาก

--และก็ไม่ค่อยมีเยาวชนคนหนุ่มสาว
เข้าร่วมมากนัก

หมายเหตุ
ไม่รวมเหตุการณ์ ที่เกิดในภูมิภาค และต่างจังหวัด
ที่อาจจะรุนแรงกว่า แต่ไม่เป็นที่รับรู้ในส่วนกลาง

--ปุจฉาสยามประเทศไทย" เรากำลังไปทางไหนกัน
ไทยเรา จะปรองดอง สมานฉันท์ ปฏิรูป หรือ เกี้ยเซี้ยะ กันได้หรือไม่

และ/หรือ เราจะหลีกเลี่ยง การนองเลือด จลาจล กาลียุค ไปได้หรือไม่

Siam/Thailand: Quo Va Dis ? เดิมเขียนไว้ cK@21September2015ta

.....
ที่มา เรื่อง FB

Charnvit Kasetsiri

สิ่งที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทำนั้นผิดทั้งรัฐธรรมนูญและ ขัดกับพระบรมราโชวาท ของในหลวง









สิ่งที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ทำนั้นผิดทั้งรัฐธรรมนูญและ ขัดกับพระบรมราโชวาท ของในหลวง
.......................

บทบาทของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ในการออกมา
สนับสนุนหัวหน้าคณะรัฐประหารและนายกรัฐมนตรีอย่างออกหน้า
ดู
“ป๋าเปรม”ลั่นจะทำทุกอย่างเพื่อช่วย “ตู่”
http://www.komchadluek.net/news/politic/239522

นั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญ ที่เขียนถึงบทบาทของ ประธานองคมนตรี ไว้ชัดเจนว่า

มาตรา ๑๒ พระมหากษัตริยทรงเลือกและทรงแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไมเกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี

คณะองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็นตอพระมหากษัตริยในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริยทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้

http://library2.parliament.go.th/…/content_con…/cons2550.pdf
...................

รวมทั้งผิดไปจากพระบรมราโชวาทของในหลวงที่ ประทานแก่คณะองคมนตรี
ในโอกาสเสด็จฯเปิดทำเนียบองคมนตรี วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2547 ก็พูดไว้ชัดเจนว่า

http://www.alittlebuddha.com/…/Sp…/King's%20Speech%2005.html

องคมนตรี เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ จึงมีหน้าที่ที่จะให้คำปรึกษา และนี่ก็เป็นสิ่งที่คนเขาสงสัยว่า องคมนตรีมีอำนาจมีหน้าที่อะไร ก็สรุปว่าเป็นผู้ที่ให้คำปรึกษาในทุกด้านทุกอย่าง พระมหากษัตริย์จะรับทราบ จะรับรู้หรือไม่ก็อย่าน้อยใจ เพราะว่าพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นผู้ที่ตัดสินในเรื่องราวต่างๆ

แต่ว่า คำปรึกษาของท่านองคมนตรีก็มีประโยชน์มาก เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มากในด้านต่างๆ จึงขอให้ท่านได้คิดดีๆ แล้วก็ช่วยกัน แต่องคมนตรีก็ไม่ได้เป็นที่ปรึกษาของคนอื่น เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายพระมหากษัตริย์เท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าจะต้องไปแนะนำคนอื่น ถ้าแนะนำคนอื่น เป็นการแนะนำส่วนตัว ไม่ใช่ในฐานะองค์มนตรี แต่ว่าเป็นในฐานะผู้ที่ได้ปฏิบัติงานมามากแล้ว จึงได้รับเลือกเป็นองคมนตรี

คือความหมายว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี มีความรู้ดี คนย่อมอยากฟังคำวินิจฉัยของท่าน ฉะนั้นการวินิจฉัยใดๆ ทั้งในคณะองคมนตรี ทั้งกับผู้อื่น มีความสำคัญมาก เพราะว่าคนอื่นเขาเชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และเป็นผู้ที่พิจารณาถ่องแท้อย่างตรงไปตรงมา และอย่างซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้น ก็หน้าที่ของท่านก็คือทำตัวให้เป็นผู้มีความรู้ ผู้มีความสามารถในวิชาการทั้งหมด ในชีวิตราชการและชีวิตธรรมดา

ฉะนั้น ขอให้ท่านระวังในคำพูด ในคำวินิจฉัย ในความเห็นที่ให้ในที่ประชุมองคมนตรี และที่ข้างนอกด้วย หมายความว่ากับคนทั่วๆ ไป ข้าราชการและประชาชน ที่รอฟังความเห็นของท่าน แต่ที่พูดไม่ใช่ความเห็นขององคมนตรี เป็นความเห็นของผู้ที่มีความรู้

แต่ในที่สุดก็ต้องสรุปว่า ท่านทุกท่านมีความรับผิดชอบในตนเองและในราชการชั้นสูงที่สุด ให้คนมีความไว้ใจได้ ให้คนมีความอุ่นใจว่ามีคนในประเทศที่มีความสามารถและมีความรู้ ฉะนั้นก็ขอให้ท่านระมัดระวังในความคิด ในวาจา และการกระทำทุกอย่างให้เป็นตัวอย่างและเป็นประโยชน์กับส่วนรวม


Thanapol Eawsakul

ooo



เคยสงสัยไหม ว่ามองโลกในแง่ดี ทำไมมันถึงได้ยากนัก




เคยสงสัยไหม ว่ามองโลกในแง่ดี
ทำไมมันถึงได้ยากนัก

จริง ๆ มันไม่ได้ยุ่งยาก ซับซ้อน
อย่างที่หลาย ๆ คนบอกกันหรอกนะ

เพียงแค่เปิดใจ เข้าใจ รับได้
ในธรรมชาติของ สิ่งที่มันเป็นอยู่

ไม่ใช่ใน สิ่งที่เราอยากให้มันเป็น

ที่สำคัญคือ ต้องอยู่บนพื้นฐาน
ของความเมตตาและความดี

แค่นี้ก็พอแล้วว่ะ

ดูวิธีคิดของคนพวกนี้ แล้วจะเข้าใจขึ้นเยอะเลยนะ

Thkz cr: line,values.com, pass it on

จาก FB
กูจะบอกอะไรให้นะ

บทความของคนไทยในอดีต (ฟอสซิลที่ยังมีลมหายใจ) ศรีศักร วัลลิโภดม อ่านแล้วอาจ feeling sad





“...ข้าพเจ้าคิดว่า สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้อยู่ในภาวะวิกฤต เพื่อปลดปล่อยสังคมให้ดำรงอยู่ได้อย่างราบรื่นนั้น รัฐต้องเข้มแข็ง และเป็นรัฐบาลเผด็จการอย่างเต็มตัว อย่าไปคาดหวังหรือตกอยู่ในกับดักของประชาธิปไตยแบบอเมริกัน ที่บรรดานักการเมือง นักวิชาการ และนายทุนที่ชั่วร้ายนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งอย่างรวดเร็ว

รัฐควรจัดการอย่างเด็ดขาดด้วยศาลทหาร กับการปลุกผีและเคลื่อนไหวของฝ่ายที่ไม่หวังดีที่อ้างต่างชาติ เช่น อเมริกา และองค์กรต่างๆ ของสหประชาชาติมาอ้างอิงและกดดัน เพราะเท่าที่ดูขณะนี้ คนส่วนใหญ่ที่เป็นผลพวงมาจากการตื่นรู้ของมวลมหาประชาชนนั้นสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว...”

...........

บทความ "ประเทศสยามวันนี้ : เมืองสองฝ่ายฟ้าระหว่างอเมริกากับจีน" โดยศาสตราจารย์พิเศษ ศรีศักร วัลลิโภดม ตีพิมพ์ในจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ 110 (เม.ย. - มิ.ย. 2559)

อ่านบทความชนิดเต็มๆ ต่อได้ที่ http://lek-prapai.org/home/view.php?id=5235


ที่มา FB

กฤช เหลือลมัย feeling sad.


อ่านเพื่อฟื้นอดีต .. “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” เกือบถูก “รื้อ” เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ “รัชกาลที่ 7”





“อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” เกือบถูก “รื้อ” เพื่อสร้างอนุสาวรีย์ให้ “รัชกาลที่ 7”

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองปี พ.ศ. 2475 โดยกลุ่มคณะราษฎร แต่เมื่อกลุ่มคณะราษฎรแตกสลายและกลุ่มอำนาจเก่าเริ่มกลับมามีบทบาทมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อนุสาวรีย์แห่งนี้ก็เกือบสิ้นชื่อ เมื่อรัฐบาลในยุคนั้นเสนอให้มีการ “รื้อ” อนุสาวรีย์แห่งนี้ทิ้งเพื่อสร้าง อนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 7 ขึ้นมาแทนที่

บทความ “การเมืองว่าด้วยอนุสาวรีย์พระปกเกล้าฯ กับแนวคิดกษัตริย์นักประชาธิปไตยหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2494” โดย ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ ธันวาคม 2556 กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศในเดือนกรกฎาคม 2495 ว่า ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติจัดสร้างอนุสาวรีย์ให้กับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่สี่แยกถนนราชดำเนินตัดกับถนนดินสอ ซึ่งก็ต้องรื้อถอนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยออก เพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าฯ ขึ้นแทนที่

โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้ พล.ต. บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา รมว.มหาดไทย พระยาราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ท. หลวงบุรกรรมโกวิท อธิบดีกรมโยธาเทศบาล หม่อมทวีวงศ์ ถวัลย์ศักดิ์ ม.จ. สมัยเฉลิม กฤดากร ม.จ. ยาใจ จิตรพงศ์ ม.ร.ว. เทวธิราช ป. มาลากุล ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นกรรมการ และ ม.ล.ปุ่ม มาลากุล เป็นทั้งกรรมการและเลขานุการในการดำเนินการสร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าว

ที่น่าแปลกใจก็คือ คณะรัฐมนตรีที่เสนอให้มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของรัชกาลที่ 7 เป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่เพิ่งก่อรัฐประหารในปี 2494 เพื่อลดบทบาทของกลุ่มอำนาจเก่าที่มีอิทธิพลมากขึ้นด้วยผลของรัฐธรรมนูญฉบับกษัตริย์นิยม พ.ศ. 2492 ซึ่งศรัญญูกล่าวว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ “เปิดโอกาสให้ฝ่ายนิยมเจ้าเข้ามามีบทบาทในวุฒิสภาและขัดขวางการทำงานของรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอ”

การก่อรัฐประหารในปี 2494 คณะผู้ก่อการได้ประกาศให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 มาใช้แทนรัฐธรรมนูญฉบับกษัตริย์นิยมโดยอ้างถึงความสำคัญทางแบบพิธีในฐานะที่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 เป็นรัฐธรรมนูญที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 7 และในบทบัญญัติก็ได้วางแนวทางการแก้ไขไว้แล้ว “ไม่เป็นการสมควรที่ใครจะยกเลิกและสร้างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าในชั่วเวลาไม่ถึง 20 ปี ก็ได้มีการแก้ไขและทำรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่หลายครั้ง”

ส่วนแนวคิดอันมาที่มาของการสร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าฯ นั้น ศรัญญูอธิบายว่า “เพื่อลดกระแสต่อต้านจากราชสำนักหลังจากการรัฐประหาร พ.ศ. 2494 ที่นำรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 กลับมาใช้แทน” พร้อมกับสดุดีพระปกเกล้าฯ ในฐานะผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

แรกทีเดียวแผนโครงการต้องการให้สร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าฯ บริเวณสนามหญ้าด้านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมมุขตะวันออก แต่คณะกรรมการฯ มองว่า พื้นที่ดังกล่าวคับแคบไม่สะดวกแก่ประชาชนที่จะเข้าไปสักการะ พล.ต.บัญญัติ ประธานคณะกรรมการฯ จึงเสนอว่า

“ควรจะสร้างตรงอนุสสาวรีย์ประชาธิปตัยปัจจุบันนี้ เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้เป็นอนุสสาวรีย์ซึ่งเป็นของสิ่งหนึ่งคือรัฐธรรมนูญ ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน จึงมิใช่พระองค์ท่าน เป็นเพียงวัตถุส่งของเท่านั้น ฉะนั้นเหตุใดจึงไม่เอาพระบรมรูปของพระองค์ท่านตั้งแทน”

แม้คณะกรรมการฯ จะประกอบด้วยบุคคลที่มีส่วนในการสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอยู่ด้วย แต่การคัดค้านการสร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าขึ้นแทนที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นเรื่องยาก ซึ่งศรัญญูกล่าวว่าเนื่องมาจาก “กรรมการฯ ส่วนใหญ่มีแนวคิดและอุดมการณ์โน้มเอียงไปทางอนุรักษ์นิยม”

ด้านจอมพล ป. เมื่อได้ทราบว่าคณะกรรมการฯ ต้องการรื้ออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อสร้างอนุสาวรีย์พระปกเกล้า ก็มิได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน แต่เป็น พล.ต.ประยูร ภมรมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น และหนึ่งในสมาชิกแรกเริ่มของคณะราษฎรที่ทำหนังสือถึงจอมพล ป. ขอให้หาทำเลใหม่ในการจัดสร้างแทน แต่การคัดค้านไม่เป็นผล

ส่วนเหตุที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยังคงอยู่รอดมาได้ถึงปัจจุบัน ศรัญญูกล่าวว่า เป็นเพราะโครงการประสบปัญหาขาดงบประมาณ แม้ฝ่ายราชสำนักจะพยายามผลักดันให้มีการสร้างอย่างเร่งด่วน แต่ กระทรวงการคลังที่พล.ต.ประยูร นั่งเก้าอี้เป็นรัฐมนตรีอยู่ด้วยนั้นไม่อาจจัดหาเงินมาได้ และเสนอให้ใช้งบในปี พ.ศ. 2496 แทน คณะกรรมการฯ จึงไปขอให้จอมพล ป. นำงบจากกองสลากมาใช้ แต่จอมพล ป. อ้างว่า เงินสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ใช้ไปหมดแล้ว

สุดท้าย พล.ต.บัญญัติจึงทำหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496 ให้ระงับการจัดสร้างไว้ก่อนเนื่องจากติดขัดเรื่องงบประมาณ ซึ่งจอมพล ป. รับทราบ พร้อมแสดงความเห็นว่า “เมื่อยังไม่มีเงินก็ให้รอไปก่อน ส่วนการสร้างที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลางนั้น ดูจะไม่เหมาะสม”

ศรัญญูกล่าวว่า โครงการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าฯ ได้เงียบหายไป จนกระทั่งถึงสมัยรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีการเสนอให้สร้างรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมกับให้สร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าฯ ร่วมอยู่ด้วย แต่คณะรัฐมนตรีกลับมีมติให้รื้ออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตามแนวทางเดิมอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี โครงการรื้อถอนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของรัฐบาลถนอมก็มิได้เกิดขึ้น และเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ประชาชนออกมาขับไล่รัฐบาลถนอมก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก่อสร้างอนุสาวรีย์ของพระปกเกล้าฯ ประสบผลสำเร็จ (แล้วเสร็จในปี 2523 หลังรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ อนุมัติในปี 2517) ซึ่งศรัญญูกล่าวว่า เป็นเพราะอุดมการณ์กษัตริย์ประชาธิปไตยของพระปกเกล้าคือพลังสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหาร

ภาพประกอบ: โครงการสร้างอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2495 แบบร่างนี้คือหนึ่งในสามแบบ ที่ออกแบบโดยหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล


ศิลปวัฒนธรรม

ลิงค์ บทความ “การเมืองว่าด้วยอนุสาวรีย์พระปกเกล้าฯ กับแนวคิดกษัตริย์นักประชาธิปไตยหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2494”

ความเห็นจากผู้อ่าน...

วันก่อนพาฝรั่งนั่งรถแท๊กซี่ผ่านครับ
ฝรั่งถามคนขับแท็กซี่ว่านี้อะไร แท๊กซี่บอกว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฝรังถามต่ออีกว่าทำไมต้องสร้างอนุสาวรีย์ให้ด้วย
แท๊กซี่ตอบฝรั่งว่า ประชาธิปไตยตายแล้ว เค้าเลยสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้
.....

เปนต้นตอทางประวัติศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่าสลิ่มไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีมานี้ เเต่สลิ่มมีมาตั้งเเต่ประมาณยุกต์ พศ 2500 เเล้ว

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 25, 2559

วาทะแห่งปี : “ประชาธิปไตยคือความเห็นต่างโดยไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน” แต่ประชาชนสงสัยว่าใครคือ “ไอ้ลูกหมา” ที่เอาปืนยิงประชาชนไม่มีปืน?




ที่มาภาพ Chaoprayanews.com

"สังคมไบโพลาร์" คอลัมน์ ใบตองแห้ง


25 สิงหาคม พ.ศ. 2559




“ประชาธิปไตยคือความเห็นต่างโดยไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวกับนักศึกษาที่ร้อยเอ็ด

โอ้ นี่มัน“วาทะแห่งปี” ชัดๆ หัวหน้า คสช. ผู้นำรัฐประหาร สอนคนไทยว่าประชาธิปไตยต้องเคารพความเห็นต่าง ไม่ใช้ความรุนแรงกับคนคัดค้าน เอพี รอยเตอร์ เอเอฟพี บีบีซี อัลจาซีร่า ฯลฯ ควรตีข่าวไปทั่วโลก ให้เป็นแบบอย่าง UNHCR, Human Rights Watch ต้องชื่นชมบ้าง ไม่ใช่วิจารณ์ลูกเดียว

เพียงแต่ประชาชนฟังแล้วสงสัย ท่านว่าใคร “ไอ้ลูกหมา” ที่เอาปืนไล่ยิงคน ประชาชนไม่มีปืนนะครับ

ในภาพรวม ท่านนายกฯ พูดดี ท่านบอกว่าต้องสร้างคนให้รู้จักคิด เข้าใจเหตุผลและหลักการ แต่ผมยังไม่แน่ใจ คนที่เกิดยุคนี้สมัยนี้จะเข้าใจเหตุผลหลักการได้อย่างไร เมื่อเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่ระดับ “วีรบุรุษประชาธิปไตย” ไม่เอาเลือกตั้ง แถมยังสร้างปรากฏการณ์แฮชแท็ก #ทักษิณคือภาคใต้

คนรุ่นลูกรุ่นหลานจะงงไหม เมื่อ 25 ปีก่อน “ม็อบมือถือ” ไม่เอานายกฯ คนนอก แต่วันนี้กลับดีใจ “นายกฯมาจากไหนไม่สำคัญ ขอให้มาอย่างสง่างาม” เมื่อสิบปีก่อน คนชั้นกลางในเมือง สื่อ นักวิชาการ ด่า ส.ว.เลือกตั้ง “สภาทาส” แต่วันนี้กลับเชียร์ ส.ว.แต่งตั้งเลือกนายกฯ “สง่างาม”

อย่างน้อย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็ยังมาจาก ส.ส.ยกมือในสภา ไม่ได้มาจาก ส.ว.เสนอชื่อซักหน่อย

คนรุ่นหลังจะเข้าใจเหตุผลหลักการอย่างไร เมื่อโตในยุค คสช.ใช้ ม.44 แต่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย 99.99% ไม่ได้เป็นเผด็จการ อ้าว งั้นเผด็จการคืออะไร ต้องเปลี่ยนตำราเรียนใหม่ คือรัฐบาลที่ได้เสียงข้างมากจากเลือกตั้ง พอถูกไล่ พอยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็ถูกขัดขวาง แล้วดันทุรังไม่ยอมลาออก ไม่ยอมเปิดทางให้นายกฯ คนนอก นั่นใช่ไหมเผด็จการ

ประชาธิปไตยต้องยอมรับเสียงข้างมาก เคารพหลัก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” ใช่ครับ เราต้องยอมรับ 17 ล้านเสียง อย่าโวยวายว่าประชามติปิดกั้น อยู่ใต้ ม.44 ไม่เหมือนเลือกตั้งเสรี ชนะ 19 ล้านเสียง 15 ล้านเสียง มีคนไปใช้สิทธิ 20 ล้านเสียง ก็ว่าถูกซื้อ คะแนนเสียงคน ตจว.ไม่มีคุณภาพเหมือนคนกรุง

ประชาธิปไตยต้องยอมรับความเห็นต่าง ใช่เลย เราต้องยอมรับม็อบปิดเมือง ตั้งกรวย บุกพังประตูกองบัญชาการกองทัพบก บุกทำลายป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฯลฯ ว่าใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

แต่พอ “ไผ่ ดาวดิน” แจกเอกสารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จัดรณรงค์ในมหาวิทยาลัย ก็ถูกจับกุมคุมขังนับต่อเนื่อง 18 วัน เพราะ “กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย” ครั้นอดข้าวไม่ประกันตัวเพราะถือว่าไม่ได้ทำผิด ก็ถูกพวกคนดีหาว่า “ดราม่า” เจตนาล้มรัฐบาล

84 ปีประชาธิปไตยมีรัฐประหาร 13 ครั้ง ทหารยึดอำนาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนไทย แต่รัฐประหาร 2 ครั้งหลังต่างจากอดีต ที่ตัวแทนคนชั้นกลางในเมือง สื่อ นักคิด นักวิชาการ ซึ่งเคลื่อนไหวประชาธิปไตยมา 30-40 ปี ทิ้งหลักการเข้าไปสนับสนุนรัฐประหาร แล้วช่วยกันบิดเบือนตรรกะเหตุผลจนวิปริต

คือถ้าเราจะปกครองระบบทหาร ใช้อำนาจเต็มใบ บอกประชาชนว่าเพื่อชาติบ้านเมืองต้องอยู่ใต้คำสั่ง 2-3 ปี ก็ไม่แปลกอะไร รัฐประหารคือการงดใช้หลักการเหตุผล งดใช้ระบอบ ใช้อำนาจคณะบุคคล “เว้ากันซื่อๆ” แบบนี้ดีกว่า ไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยจนตรรกะวิบัติ

เพราะมันจะทำให้สังคมสับสน กลายเป็นสังคมไบโพลาร์ ไม่สามารถแยกแยะถูกผิด ไม่มีหลักยึด ว่าไปตามปัญหาเฉพาะหน้า ตามกระแส ตามดราม่า ซึ่งบางครั้งก็ไร้สติไร้สาระ

10 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยสร้างนวัตกรรมไบโพลาร์ กลบหลักจนแทบหาไม่เจอ อ้างนักการเมืองโกงชั่วเลว ต้อง “ปราบโกง” แต่ตีเช็คเปล่าให้การยึดอำนาจ ทหารสมัยก่อนทำรัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญเสร็จประกาศใช้ทันที สมัยนี้ยืมรูปแบบประชาธิปไตย ลงประชามติ อ้างความชอบธรรม สมัยก่อนรัฐประหารยุบพรรค จับนักการเมือง แต่สมัยนี้ฉีกรัฐธรรมนูญแล้วยังใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญถอดถอนเอาผิดนักการเมือง โดยกลไกที่รัฐประหารตั้ง ฯลฯ

ความถูกต้องชอบธรรมในสังคมกำลังเบลอไปหมด การอ้างคุณธรรมความดีงามทำเพื่อชาติก็กำลังเบลอไปหมด แน่ละ ดร.โกร่งบอกว่าสังคมไทยอยู่ใต้ “วัฒนธรรมอ่อนละมุน” ไม่ยึดมั่นหลักการ ไม่ยึดมั่นตรรกะและเหตุผล แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นตรรกะวิปริตขนาดนี้

สังคมแบบนี้ทำนายไม่ได้จริงๆ ว่าจะเกิดอะไร รู้แต่ว่า 1 ปีกว่าข้างหน้า 5-6 ปีข้างหน้า อาการไบโพลาร์จะยิ่งกำเริบหนัก แต่ก็จะลากถูกันไปอย่างนี้แหละ วิถีไทย คนโง่ก็ต่อต้าน คนฉลาดก็รู้จักปรับตัวให้เป็นประโยชน์

.....


สเต็ปเดียวกันไปต่างประเทศ เเล้วโดนยึดอำนาจ... 'ผู้ว่าฯ กทม' ถูกม.44 สั่งพักงาน - ย้อนหลังดู 'ตู่'พูดว่าไงเกี่ยวกับสุขุมพันธุ์ ใน 'Bangkok Post 10 June 2015'

...

Gen Prayut said he could not use Secion 44 to 'sack' Sukhumbhandp because he was elected official through an election.


.....



ตลาดมืดวงการ IT...หนึ่งในสาเหตุปล้นเงินจาก ATM



ตลาดมืดวงการ IT...หนึ่งในสาเหตุปล้นเงินจาก ATM


by จิตนภา จรูญโรจน์ ณ อยุธยา
25 สิงหาคม 2559 
Voice TV





ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศฯ แนะสถาบันการเงินเข้าถึงมุมมืดของแฮกเกอร์ไร้นาม ที่ซื้อขายความลับผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้รู้เท่าทัน และรัฐควรตั้งองค์กรความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ปกป้องข้อมูลสารสนเทศประชาชนทุกกลุ่ม

หลังเกิดกรณีโจรกรรมเงินสดจากตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ของธนาคารออมสิน รวม 21 ตู้ ไล่ขโมยเงินจากภาคใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้ที่มีเงินฝาก แม้จะไม่มีใครถูกขโมยเงินจากบัญชีตัวเองก็ตาม

กรณีที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสิน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การคาดเดาไปต่างๆนานาล้วนมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะกรณี "คนใน" ซึ่งถูกเหล่านักท่องไซเบอร์และแวดวงไอที คาดเดาว่าอาจมีเอี่ยวกลุ่มขบวนการ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางสารสนเทศฯ ระบุว่า มี 2 กรณี คือ คนในองค์กรที่มีส่วนรู้เห็นต่อการโจรกรรมเงิน หรืออีกกรณีคือ คนใน "ขายความลับ" การเข้าสู่ระบบตู้เอทีเอ็ม ผ่าน"ตลาดมืด" ซึ่งคนไอที รู้เรื่องนี้ดี

ส่วนรูปแบบการโจกรรมข้อมูลผ่านระบบไอทีจะซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบัน มี ฟิชชิ่ง (Phishing) ออกเสียงคล้าย Fishing การตกปลา นั่นคือการส่งเอสเอ็มเอสหรือ อีเมลให้ผู้ใช้กรอกรหัสบางอย่าง ตอนนี้เริ่มมีข้อความลักษณะนี้ส่งมายังโทรศัพท์มือถือแล้ว แต่ในอนาคต เหล่ามิจฉาชีพจะล้วงข้อมูลส่วนตัวของเรา ไปทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่นอน จึงต้องเตรียมรับมือ

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ฝากไปถึงสถาบันการเงิน ขอให้หมั่นตรวจเช็คระบบตรวจสอบข่าวกรองของการโจรกรรมผ่านเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ และรู้เท่าทันเหล่า Annonymus ซึ่งเป็นแฮกเกอร์ที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ขณะที่ประชาชน ต้องกระจายความเสี่ยงการฝากเงินสดกับสถาบันการเงิน ไปสู่การลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อย แต่เงินไม่หายแน่นอน

การประชุมคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ( National Cyber Security Committee) เมื่อ 11 มิถุนายน 2556 เป็นการประชุมเพียงครั้งเดียว ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยคุกคามด้านไซเบอร์ คลอบคลุมการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ความมั่นคงปลอดภัยของราชอาณาจักร ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทางสารสนเทศฯ อยากเห็นภาพนั้นอีกครั้ง ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้ ควรจัดตั้งเป็นองค์กร National Cyber Security Agency ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงกลาโหม , สตช. ไอซีที พาณิชย์ , คลังและคมนาคม จัดทำโรดแมบความปลอดภัยไซเบอร์ ปกป้อง ตรวจสอบ เป็นหูเป็นตาให้ทุกฝ่าย เพราะกรณีธนาคารออมสิน ไม่สามารถหันไปหาหน่วยงานใดได้เลย นอกจากการแจ้งความกับฝ่ายปกครอง

ดูคลิปข่าวได้ที่

http://news.voicetv.co.th/business/404526.html

ooo

จาก FB

พลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway


โดน malware เข้าแล้ว...

ธนาคารออมสินปิดบริการตู้ATM บางส่วน แจงเงินหายจากตู้ 12 ล้าน อยู่ระหว่างตรวจสอบระบบงาน ยันไม่กระทบบัญชีหรือเงินฝากลูกค้า

ล่าสุดได้รับแจ้งจากบริษัทว่าเป็นลักษณะการโจรกรรมเงินในกล่องเงินเครื่อง ATM เฉพาะที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone) โดยใช้โปรแกรม Malware ซึ่งธนาคารฯ อยู่ระหว่างดำเนินแก้ไขให้เครื่องมีความปลอดภัยก่อนเปิดให้บริการ และระหว่างนี้ธนาคารออมสินได้เปิดบริการในจุดติดตั้งที่มีความปลอดภัยเครื่อง ATM ยี่ห้อดังกล่าว 3,343 เครื่อง ตรวจสอบครบแล้วพบมีเงินหายไปจำนวน 21 เครื่อง เป็นเงินรวม 12,291,000 บาท

“ธนาคารออมสิน ต้องการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนและลูกค้าทราบสาเหตุที่ธนาคารฯ ต้องปิดให้บริการตู้ ATM บางรุ่น เพื่อตรวจสอบระบบ ATM ของธนาคาร และเป็นการป้องกันความเสียหายเงินของธนาคารที่อยู่ในตู้ โดยขอยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวกับบัญชีและเงินของลูกค้าแต่อย่างใด และจะเร่งดำเนินการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจับตัวผู้กระทำความผิดอย่างเร่งด่วน”

อ่านรายละเอียดที่นี่ :

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/714036

https://www.blognone.com/node/84760

http://www.gsb.or.th/news-events/press-releases/2559/ส-ค/ธนาคารออมสน-ขอแจงปดใหบรการต-ATM-บางสวนชวคราว.aspx






Suthas Pourchareonkiat  สองสามวันก่อนหน้านี้มีเหี้ยตัวนึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่าระบบธนาคารไทยปลอดภัยระดับสากล แล้วตอนนี้ไอ้เหี้ยตัวนั้นหายหัวไปไหนวะ 5555 คล้ายไอ้ศาลหัวหงอกเลยที่บอกว่ารถไฟยังไม่พร้อมต้องรอให้ถนนลูกรังหมดจากประเทศก่อน 555 ระดับผู้บริหารใหญ่ๆ หัวหงอกแต่พูดจาไม่เคยรับผิดชอบ อายเขามั่งนะ

ยุคนายกฯ 'สง่างาม' Praynomics กำลังจะมา





กลับมาอีกแล้ว ในยุคนายกฯ สง่างามนี่แหละ ฝนตกหนักเมื่อวาน น้ำเลยพากันมา ‘รอระบาย’ บนท้องถนนของประเทศกรุงเทพฯ

ทั้งนักข่าวและผู้ขับขี่จับภาพเคลื่อนไหวของน้ำรอระบายตามจุดต่างๆ วางไว้ตรึมบนโซเชียลมีเดีย จัดภาพนิ่งมาให้ชมเพียงกระสาย จากแถว ประดิพัทธ์ รัชดา ห้วยขวาง สะท้อนอารมณ์คนกรุงต่อความไม่สง่างามของถนนหนทาง ที่มันสะเทือนไปถึงคนรับผิดชอบ ทั่นนายกฯ เล็กแห่ง กทม. นั่นแหละ





ก็เลยมาลงตรงเรื่องความ ‘สง่างาม’ ของนายกฯ ใหญ่ประเทศไทยๆ คำนี้พูดกันเยอะระหว่างที่กำลังจะนำคำถามพ่วงไปบรรจุในรัฐธรรมนูญถาวร ทั้ง สนช. กรธ. คปท. เถียงกันวุ่น บ้างอยากให้ สว. พานตั้งเป็นตัวเสนอชื่อนายกฯ ด้วย บ้างว่าช้าก่อน เอาแค่โหวตร่วมก็พอ

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่ยึดเก้าอี้เขามาครอง เลยปิดประเด็นก่อนใครว่า นายกฯ คนใหม่จากนี้ไปจะเป็นใครไม่สำคัญ คนนอก คนใน ใครตั้ง ขอให้มีความสง่างามเท่านั้นพอ

กรธ. หรือกลุ่มผู้ร่างฯ ก็สรุปความเห็นว่าให้ยึดเจตนารมณ์เดิม ‘เบรก’ พวก สนช. ดี๊ด๊า (ที่ขอเพิ่มจำนวนพวกตนอีก ๓๐ เป็น ๒๕๐ เท่า สว. เพราะถือว่ามาด้วยวิธีวิเศษ ลากตั้งเหมือนกัน) ทำตัวเป็นเผด็จการเสียเอง มากกว่าหัวหน้าเผด็จการเสียอีก

แล้วทั่นรองฯ ฝ่ายกฎหมาย วิษณุ เครืองาม มาย้ำหัวตะปูว่า คือต้องเลือกจากในตะกร้ารายชื่อที่พรรคการเมืองกำหนดไว้ก่อนเลือกตั้ง โดยให้ ส.ส. ในสภาผู้แทนฯ (๕๐๐ เสียง) ร่วมกับ ส.ว. จากวุฒิสภา (๒๕๐ เสียง) มาร่วมกันโหวต ใครได้คะแนนกึ่งหนึ่งของสองสภา คือ ๓๗๖ เสียง ก็ได้ตำแหน่งไปครอง





ถ้าเลือกกันสองสามหนแล้วยังไม่ได้ตัวนายกฯ จากในตะกร้า ก็ให้ สว. เข้ามาแจม ร่วมโหวตเลือกนายกฯ จากนอกตะกร้าด้วยเสียง ๒ ใน ๓ ของสองสภา คือ ๕๐๐ เสียง

ทั้งนี้ กรธ. ให้ความเห็นเพิ่มเติมประเด็นนี้เอาไว้แล้ว ให้ผู้เสนอชื่อนายกฯ คนนอก (ที่นายวิษณุเน้นว่า ‘นอกตะกร้า’ ไม่ใช่นอกพรรคการเมือง) จะต้องเป็นสภาผู้แทนฯ เท่านั้น

(http://shows.voicetv.co.th/tonightthailand/404223.html)

ทีมถก ‘ทูไน้ท์ไทยแลนด์’ ของว้อยซ์ทีวีเขาเลยตีความ ‘สง่างาม’ ว่าต้องมีที่มาจากประชาชน แต่ดูแล้วคนที่พูดเปิดประเด็นเรื่องนี้ไม่น่าจะคิดอย่างนั้นนะ

เพราะไม่ว่าจะไรๆ ทั่นมักโทษรัฐบาลที่แล้วร่ำไป เกิดปัญหาอะไรอ้างความผิดรัฐบาลชุดที่ประชาชนเลือกก่อนเสมอ กรณีน้ำท่วมกรุงวันนี้อีก คงบอกว่าดีกว่าสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าไปเป็นนายกฯ ใหม่ๆ เพราะจะ ‘รอ’ ช้าหรือไวก็ยังรอระบายได้...มั้ง

อย่างปัญหาเศรษฐกิจไทยคะมำคว่ำลงตั้งแต่ คสช. ยึดอำนาจมานี่สองปีกว่ายังไม่โงหัว ทั้งตัวหัวหน้าและลิ่วล้อได้แต่ใช้วาทกรรมซ้ำซาก ‘ปีหน้าจะดีขึ้น’ เช่นนี้ทุกปี

เมื่อวาน (๒๔ ส.ค.) นสพ.ประชาชาติธุรกิจรายงานการแถลงเรื่องหนี้สาธารณะไทยของนายธีรัชย์ อัตนวานิช รอง ผอ. สบน. (สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) ว่า “ตอนนี้ GDP ขยายตัวได้ดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้”

ทำให้เมื่อสิ้นปีงบประมาณหนี้สาธารณะของไทยจะปรับตัวตาม และจะมีสัดส่วนลดลงไปอีกจากที่คาดการณ์(โดยหวัง) ว่า “จะอยู่ในระดับไม่เกิน ๔๔.๒ เปอร์เซ็นต์”

(http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1472010735)

เรื่องนี้ อจ.กานดา นาคน้อย นักวิชาการเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอนเน็คติกัต สหรัฐ อ้างถึงข่าวที่ว่า “นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงด้านการคลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ได้มีการประเมินความเสี่ยงด้านการคลังในระยะ ๕ ปีข้างหน้า โดยคาดว่าในปี ๒๕๖๔ สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นแตะระดับ ๖๐% ของจีดีพี
(ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1439173562)”

ปัจจุบันหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เมื่อเดือนมิถุนายน ๕๙ อยู่ที่ ๔๒.๘๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่ง อจ.กานดาอาศัยบทความของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเรื่อง ‘การพัฒนากรอบความยั่งยืนด้านการคลัง’ มาใช้อ้างถึงองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้ง งบลงทุนต่องบประมาณรวม ‘ไม่ต่ำกว่า’ ๒๕% และภาระหนี้ต่องบประมาณไม่เกิน ๑๕% ด้วยว่า

“การกำหนดการลงทุนขั้นต่ำมีจุดประสงค์ไม่ให้รัฐบาล ‘บริโภค’ มากเกินไป หลังรัฐประหารกระทรวงการคลังมีมาตรการรีดภาษีและขยายฐานภาษีสารพัดแบบ

ถ้าไม่นับรายได้จากการท่องเที่ยว ‘การใช้จ่ายภาครัฐ’ คือกลไกเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเล็กน้อย ภาครัฐใช้จ่ายมากก็ต้องกู้มากขึ้น ถ้าเก็บภาษีไม่ได้มากหรือถ้าไม่ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ”

นอกเหนือจากนั้น อจ.กานดา ยังให้ข้อคิดเห็นต่อภาวะเศรษฐกิจไทยยุค คสช. ว่าเป็น ‘เศรษฐกิจภาวนา’ (เธอใช้คำอังกฤษแทนว่า ‘Praynomics’ : https://www.minds.com/newsfeed/613431958357155848) นั่นคือ

“ก) ตัวเลขการลงทุนของบีโอไอหรือคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไม่ใช่ตัวเลขการลงทุนตรงจริงๆ

เป็นเพียงตัวเลขการขออนุญาตลงทุน ขอแล้วได้รับอนุญาตไม่ลงทุนก็ไม่เป็นไร แต่เป็นตัวเลขที่ฝ่ายการเมืองชอบเอามาชูป้ายติดไฟนีออนให้ฟังดูมีความหวัง ถ้าดูตัวเลขการลงทุนจริงก็จะพบว่า "ทุนตรงไทยไหลออก ทุนตรงจากนอกทรุดตัว"

(http://www.bangkokpost.com/…/foreign-direct-investment-coll…)

ข) คนไทยมีสุขหรือทุกข์นั้นก็ถามภัตตาคารดูได้ว่ารายได้ดีไหม? ถ้าคนมีสุขรื่นเริงบันเทิงก็จะออกไปสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้ ถ้าเครียดกับรายได้และรายจ่ายก็ไม่สังสรรค์





สำนักข่าวบลูมเบิร์กเองก็ลงบทความเล่าว่าอัตราการว่างงานไทยต่ำเพราะนิยามหลวมๆ จนน่าขบขัน นับคนทำงาน ๑ ชั่วโมงว่าไม่ตกงาน (http://www.bloomberg.com/…/thailand-s-unemployment-rate-is-…)

ตอนฉันอ่านบทความบลูมเบิร์กทีว่าไทยเป็นประเทศที่มีความสุขทีสุด ฉันก็อยากถามว่าผู้เขียนบทความนั้นสนใจย้ายไปอยู่ไทยไหม? ถ้าไม่สนใจแล้วเขียนบทความขยะๆ อันนี้เพื่ออะไร? ไม่สนใจนับอัตราอาชญากรรมในดัชนีความสุขเหรอ?

ค) ฉันคิดว่าอีกไม่นานคงมีโพลล์สำรวจว่าคนไทยส่วนมาก ‘มีความสุข’

ความ ‘ดักดาน’ เป็นสิทธิส่วนบุคคลจริงๆ นะ!”

ประชาไทรายงาน: เกิดอะไรกับ 'อีสาน' บทสำรวจหลังรู้ผลประชามติ





รายงาน: เกิดอะไรกับ 'อีสาน' บทสำรวจหลังรู้ผลประชามติ

Wed, 2016-08-24 22:14

ทีมข่าวการเมือง
ประชาไท

ชวนท่องเที่ยวสกลนคร อุดร ขอนแก่น คุยกับอดีตส.ส. ชาวบ้าน คนเสื้อแดง แกนนนำนปช. และนักศึกษา ถามไถ่สถานการณ์ประชามติที่ผ่านมา พวกเขาเจอกับมาตรการอะไรบ้างของรัฐ หาคำตอบว่าทำไมผลคะแนนภาคอีสานจึงออกมาผิดคาด




ผลคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 สร้างความ ‘เซอร์ไพร์ส’ ให้ฝ่ายไม่รับร่างพอสมควร เนื่องจากคะแนนรวมนั้นไม่สูสีให้ได้ลุ้นกันดังคาด

"ผู้มีสิทธิทั้งหมด 50,071,589 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 29,740,677 คน คิดเป็น 59.4%

1. เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฯ ทั้งฉบับหรือไม่
เห็นชอบ 16,820,402 เสียง (61.35%) ไม่เห็นชอบ 10,598,037 เสียง (38.65%)

2. คำถามพ่วง ให้ ส.ว.สรรหาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับ ส.ส.ในช่วง 5 ปีแรก
เห็นชอบ 15,132,050 (58.07%) ไม่เห็นชอบ 10,926,648 เสียง (41.93%)"


แม้สถานการณ์ก่อนการประชามติจะมีการจำกัดสิทธิ ข่มขู่ คุกคาม ดำเนินคดีกับผู้แสดงความเห็นต่างจากรัฐจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ลึกๆ ผู้คนก็ยังหวังกับพลัง NO ของผู้ไม่รับรัฐธรรมนูญและผู้ไม่ยอมรับรัฐประหารว่าจะยังสามารถแสดงผลได้แข็งแกร่งท่ามกลางการกดทับสารพัด โดยพิจารณาจากคะแนนโหวตโนของการลงประชามติปี 2550 และฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยกลุ่มใหญ่ในภาคอีสานและเหนือ

เมื่อพิจารณาผลคะแนนละเอียดก็ยิ่งเกิดข้อกังขาว่า เหตุใดภาคอีสานและเหนือจึงมีคะแนนเสียงรับและไม่รับใกล้เคียงกันมาก หลายจังหวัดคะแนน ‘ไม่รับ’ นั้นห่างจาก ‘รับ’ ไม่ถึง 10% ทั้งที่เมื่อปี 2550 ในพื้นที่อีสานและเหนือคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นชนะทิ้งห่างถึง 2-3 เท่าตัว

เราลงพื้นที่อีสานเพื่อพูดคุยกับผู้คนในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น สกลนคร อุดรธานี ขอนแก่น เพื่อสุ่มสำรวจสถานการณ์จริงในพื้นที่อีสาน

การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของ ‘ศูนย์ปราบโกง’ สู้ยิบตาขอแค่ขึ้นป้ายถ่ายรูป

แม้จะรู้ดีว่า ส.ส.ในพื้นที่ต่างโดนสกัดและจับตาอย่างหนัก แต่ ภริตพร หงส์ธนิธร หรือ ดีเจเก่ง แกนนำนปช.อุดรธานี ก็ยังแสดงความผิดหวังในบทบาท ส.ส.เพื่อไทย

“มันก็โดนกดกันทั้งนั้น แต่ก็ต้องพยายาม ไม่ใช่อยู่เฉยๆ เรามองว่าถึงไม่มีอะไรกดหัว คุณก็ไม่ทำอยู่แล้ว พอ คสช.คุมก็เข้าทางเลย ประชาชนก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง เข้าไร่มันเข้านาคุยกันเอง”

ภริตพรและบรรดาป้าๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี คือ กลุ่มผู้พยายามเปิดศูนย์ปราบโกง ซึ่งเป็นแนวทางหลักที่ นปช.ส่วนกลางพยายามให้เกิดขึ้นทั่วประเทศเพื่อเป็นศูนย์รวมจับตาประชามติ แต่สุดท้ายกลับจบด้วยการที่ชาวบ้านถูกจับกุมแจ้งข้อกล่าวหา ทำให้ต้องเสียเงินค่าปรับหรือมีคดีติดตัวกันหลายพื้นที่





“จริงๆ นปช.ก็ส่งสัญญาณมาแล้วว่าจะไม่เปิดก็ได้ แต่เราคิดว่าเราต้องเปิด นปช.ไม่ดูแลเราก็ดูแลตัวเองได้ เพราะเราเลือกเอง หลายจังหวัดเขาแคนเซิลแล้ว แต่เราคิดว่ามันต้องทำ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุดรยังมีผู้รักประชาธิไตยที่จะต่อสู้ เรารู้ว่าอาจบาดเจ็บแต่ก็รับสภาพ” ภริตพรกล่าว

การเปิดศูนย์ปราบโกงโดยกลุ่มชาวบ้านกลายเป็นปัญหาความมั่นคงระดับต้นๆ ในพื้นที่ต่างจังหวัด แม่แตงอ่อน และ แม่หนูพิณ สองชาวบ้านวัย 60 ปีเป็นแกนนำในหมู่บ้านที่กระตือรือร้นอย่างยิ่ง พวกเธอร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนเสื้อแดงมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 เมื่อถึงศึกประชามติพวกเธอยังคงพยายามรณรงค์โหวตโนและเปิดศูนย์ปราบโกง แต่ทหารและตำรวจก็ทราบเรื่องและติดตามแบบใกล้ชิด

แม่แตงอ่อน เล่าว่า มีทหารและตำรวจเกือบสิบนายมาเฝ้าเธอที่บ้านเป็นเดือนก่อนประชามติ และช่วง 3 วันก่อนการเปิดศูนย์ปราบโกงทั่วประเทศที่มีกำหนดในวันที่ 19 มิ.ย.เจ้าหน้าที่แทบจะมานอนค้างที่บ้านเลยทีเดียว ก่อนหน้านี้พวกเธอใช้กลวิธีปากต่อปากบอกชาวบ้านให้โหวตโน แต่ไม่สามารถประชุมพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ เธออาศัยทำนาฟรีให้ชาวบ้าน “ดำนาไปก็คุยไปว่าอย่าไปรับ”

เธอเล่าว่า วันที่ 16-19 มิ.ย.นั้น ทหารตำรวจมาที่บ้าน 2-3 คันรถ เฝ้าตั้งแต่เที่ยงถึง 3 ทุ่ม ก่อนหน้านี้วันที่ 15-16 มิ.ย.แกนนำชาวบ้านในพื้นที่ถูกเรียกเข้าค่ายทหาร โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัด ฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงพยายามพูดคุยขอไม่ให้เปิดศูนย์ปราบโกง แตงอ่อน หนูพิณ ภริตพร และอีกหลายคนถูกเรียกเข้าไปขอความร่วมมือ

“เราไม่ได้รับปากเขา ก็แค่บอกว่า ‘จะพยายามค่ะ’ จริงๆ คือ เราจะพยายามเปิดให้ได้น่ะ” ภริตพรพูดจบก็เรียกเสียงฮาครืนทั้งวงคุย

จากนั้นชาวบ้านทั้งหมด 5-6 คนที่ล้อมวงอยู่ก็ช่วยกันเล่าถึงมาตรการหลอกล่อเจ้าหน้าที่เพื่อหลบหนีการเฝ้าติดตามเพื่อไปเปิดศูนย์ปราบโกงให้สำเร็จลุล่วง แม่แตงอ่อนออกจากบ้านแต่เช้าก่อนทหารตำรวจมาเฝ้า คนในหมู่บ้านแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปนั่งเล่นที่บ้านแกนนำคนหนึ่งที่ทหารคาดว่าจะเป็นแหล่งเปิดศูนย์ปราบโกง ขณะที่อีกขบวนไปอีกที่หนึ่ง ที่นั่นมีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ มารวมกันราว 70-80 คน หลังการปราศรัยเล็กน้อยก็ “ขึ้นป้าย” ถ่ายรูปร่วมกันแล้วโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก เป็นอันเสร็จพิธี แน่นอน เมื่อปรากฏภาพข่าว เธอโดนจับตาหนักจนกระทั่งวันลงประชามติล่วงพ้น

“ไปนาก็ไป ไปเลี้ยงวัวก็ไปนำ” (ไปนาก็ไป ไปเลี้ยงวัวก็ไปด้วย) แม่แตงอ่อนเล่าถึงสภาพที่เจ้าหน้าที่รัฐประกบเธออย่างใกล้ชิด

หลังการเปิดศูนย์ปราบโกงในครั้งนั้นแกนนำอุดรธานีโดนดำเนินคดี 4 คนรวมถึงภริตพรด้วย ทั้งหมดประกันตัวออกมาสู้คดี ขณะที่อีก 19 คนไม่มีคดีติดตัวเพราะยินยอมไปรับการปรับทัศนคติกับเจ้าหน้าที่ทหาร

ภริตพรบอกว่าในภาคอีสานนั้นมีชาวบ้านถูกแจ้งข้อหาผิดพ.ร.บ.ประชามติจนต้องต่อสู้คดีในหลายจังหวัด อาทิ หนองบัวลำภู 3 คน, สกลนคร 22 คน, สุรินทร์ 17 คน นครพนม 1 คน

สำหรับเรื่องครู ค.ที่ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านนั้น ชาวบ้านบอกว่าไม่ค่อยได้ลงพื้นที่มากนัก เพราะมักจะตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้

“เขาอ่านจุลสาร กกต.ไม่เข้าใจ บางบ้านได้ บางบ้านไม่ได้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญเล่มใหญ่นี่ไม่ได้เลย แล้วเวลาก็ไม่เพียงพอที่จะอ่าน ครู ค.เขาต้องเดินให้ความรู้ตามบ้าน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ชาวบ้านถามอะไรก็ตอบไม่ค่อยได้ หลังๆ เลยไม่ค่อยมา” ลุงคนหนึ่งในกลุ่มเล่า

“ที่คะแนนสูสีกันก็เพราะผู้นำหมู่บ้านเขาบอกว่าให้รับไปก่อน คสช.จะได้ไป รับแล้วสิ่งต่างๆ ที่เคยได้ก็ยังได้เหมือนเดิม แต่ถ้าเราไม่รับ คสช.จะคุมยาว แล้วยังมีข่าวเสนอขึ้นเงินเดือนผู้ใหญ่บ้านนายอำเภอในพื้นที่อีก” ลุงคนเดิมกล่าว และว่า “ผมไม่คิดว่าคะแนนชนะเยอะนะ ถ้าต่างฝ่ายต่างรณรงค์ได้ ทุกคนก็จะยอมรับความพ่ายแพ้ แต่นี่ขยับอะไรไม่ได้เลยยังได้คะแนนเยอะขนาดนี้”

สำหรับวันลงประชามติ ชาวบ้านกลุ่มนี้ก็ไปเฝ้าหน่วยลงคะแนนของตนเอง

“ลูกชายแม่แตงเป็นคณะกรรมการประจำหน่วย แม่แตงแกก็ไปเฝ้าหน่วย แกใส่เสื้อศูนย์ปราบโกงไปเฝ้าด้วย แล้วบอกลูกว่า ถ้ามึงมีอะไรตุกติกล่ะก็ มึงโดนนนนน” ภริตพรลากเสียงยาวในคำสุดท้ายเรียกเสียงฮาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการเฝ้าสังเกตการณ์หน่วยลงคะแนนนั้นก็มีผู้คนร่วมอย่างจริงจังจำนวนน้อย และไม่มีรวบรวมข้อมูลเป็นกิจลักษณะ ต่างจากการเลือกตั้งทั่วไป

กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมยังพอขยับได้ รธน.ผ่านไม่ผ่านก็ต้องสู้คือเก่า

ขณะที่กลุ่มกิจกรรมทางการเมืองถูกบล็อคอย่างหนัก แต่แม่มณี บุญรอด แกนนำกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ซึ่งต่อต้านโครงการเหมืองโปแตชมายาวนาน เล่าว่า หลังรัฐประหารเป็นต้นมาพวกเขายังคงพอเคลื่อนไหวจัดชุมนุมได้โดยไม่โดนคดี และยังคงสู้อย่างต่อเนื่องในการคัดค้านเหมือง อย่างไรก็ตาม สำหรับเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทางกลุ่มไม่ได้นำเรื่องนี้มาหารือในกลุ่ม เนื่องจากเห็นว่าไม่ว่าอำนาจรัฐจะอยู่ในมือใคร ประชาชนอย่างพวกเขาก็ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิชุมนุมอย่างหนักเช่นเดิม





“เราไม่ได้เอาเรื่องนี้มาพูดคุยกันเลย แต่รู้ในสันดานหัวใจกลุ่มสีเขียวด้วยกันเอง การต่อสู้ของเราไม่ขึ้นตรงกับภาครัฐ และไม่เชื่อว่าใครจะดี แม่ไม่ไว้ในมนุษย์คนไหน สิทธิเราเอาไปไว้กับคนอื่นไม่ได้ เอาไว้กับเจ้านายไม่ได้”

“ผ่านก็เรื่องของเขา เฮาก็สู้คือเก่า ผู้ใด๋มาก็คือเก่า จะว่าดีก็บ่ได้เต็มปาก จะว่าบ่ดีก็บ่ได้เต็มปาก” แม่มณีว่า

อย่างไรก็ตาม ในฐานะสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล 5 สมัย เธอเล่าว่า สมาชิก อบต.ไม่ว่าที่ไหน ส่วนใหญ่นั้นอยากรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งนั้น บางคนก็ชอบที่ได้อยู่ในตำแหน่งไปเรื่อยๆ บางคนก็ว่ารับเพราะสงบดี ไม่มีเสื้อแดงก่อความวุ่นวาย แต่เธอเล่าสั้นๆ ว่าเธอตอบโต้พวกเดียวกันเองไปว่า “กูบ่ออยากอยู่ กูขี้เดียด”

อย่างไรก็ตาม หน่วยออกเสียงในหมู่บ้านของเธอนั้นคะแนนไม่รับร่างชนะ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญเล่มใหญ่จะไม่ได้ส่งถึงบ้านใครเลยก็ตาม

“ไม่มีใครได้สักคน มีแม่แหละได้คนเดียว ทหารเอามาให้เองเลย คนเดียวในหมู่บ้าน นี่นั่งอ่านนั่งขีดทุกมาตรา สิทธิชุมชนนี่หายไปเลย” แม่มณีกล่าว

ลุงน้อยและคดีส่งไก่ย่าง “สนับสนุนการเปิดศูนย์ปราบโกง”

“แกนนำในพื้นที่โดนโทรตามเช้าเย็น ไปซื้อของก็โทรตาม รำคาญมาก เขาไม่ให้ลงพื้นที่ได้เลย จะไปชี้แจงกับประชาชนอะไรซักนิดก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผลก็คงไม่ออกมาแบบนี้” ลุงน้อย หัวคะแนน ส.ส.คนหนึ่งและแกนนำคนเสื้อแดงในจังหวัดสกลนครเล่า

ลุงน้อยเคลื่อนไหวมานาน ปี 2553 นั้นถึงกับเลิกขายไก่ไปชุมนุม 2 เดือนเต็มที่กรุงเทพฯ เขาเล่าว่าแต่ก่อนไม่ได้สนใจการเมืองมากนัก จนกระทั่งรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่น่าจะถูกต้อง พอเข้ากรุงเทพฯ ได้เห็นคนเสื้อแดงเลยเข้าร่วมตั้งแต่นั้นมา หลังการรัฐประหาร 2557 เขาโดนเรียกเข้าค่ายทหารหนึ่งครั้งแล้วก็ไม่เคลื่อนไหวอะไรอีก จนกระทั่งได้ข่าวว่าจะมีการตั้งศูนย์ปราบโกงจึงคิดเข้าร่วม

“ผมก็ถือคติว่าสู้ด้วยสันติวิธี ไม่เคยคิดเรื่องความรุนแรงเลย นี่ก็เป็นทางสันติ คนรู้จักกันเขาก็บอกว่าหยุดเคลื่อนไหวก่อนเถอะไม่ใช่เวลา จะให้หยุดยังไง เหลือคนเดียวผมก็จะเคลื่อน” ลุงน้อยกล่าว

วันที่ 19 มิ.ย.ซึ่งเป็นกำหนดเปิดศูนย์ปราบโกงที่อำเภอสว่างแดนดิน ลุงน้อยตั้งใจจะไปร่วม แต่วันที่ 17 มิ.ย.ทหารประมาณ 50 กว่าคนบุกมาพูดคุยที่บ้าน วันต่อมาทางกรุงเทพฯ โทรมาแจ้งให้ยกเลิกกิจกรรมได้เลยหากมีปัญหา

เมื่อถึงวันที่ 19 มิ.ย.ทหารโทรเช็คแกแต่เช้า จึงได้แจ้งทหารไปว่าทางกรุงเทพฯ ให้ยุติกิจกรรมแล้ว แต่แล้ว “ตาภู” เพื่อนของแกก็โทรมาสั่งไก่ย่างให้ไปส่งที่อำเภอส่องดาว

“ผมก็คิดว่าเลิกล้มกันแล้วที่สว่างแดนดิน ผมก็เตรียมไปส่งไก่ให้ตาภู กอ.รมน.ก็โทรมาอีก ถามว่าลุงน้อยอยู่ไหน ผมก็บอกเขาว่ากำลังจะไปส่งไก่ที่ส่องดาวครับ เขาสั่งไก่ 10 ตัว ทีนี้ทหารก็ตามเลย ไปส่งที่สวนยาง เข้าไปก็มีผม ตาวีคนขับรถ แล้วก็ตาภู แพ็พเดียว ทหาร 5 คันรถเต็มสวนยางเลย โอ๊ย แล้วตั้งข้อหายังไงรู้มั้ย ผู้สนับสนุนการชุมนุมเกิน 5 คนในการเปิดศูนย์ปราบโก ผมโดนกันหมด 3 คน แล้วยังมีชาวบ้านอีก 21 คนด้วย คนพวกนี้คือเขาได้ยินข่าวเรื่องเปิดศูนย์เขาก็มา ทีนี้มันไม่มีการเปิดศูนย์แล้วแต่ยกเลิกกันกระทันหัน เขามากันแล้ว คนประสานก็เลยสั่งไก่ไปเลี้ยง มันจะไปเปิดศูนย์ยังไงป้ายเป้ยก็ไม่ได้ติดเลย พวกชาวบ้านนี่ตำรวจก็ไปตามจับเอาทีหลังใช้เวลาเกือบ 10 วัน ผมไปส่องดาวมาแล้ว 9 เที่ยวตำรวจให้ไปให้ข้อมูล” ลุงน้อยเล่า





เมื่อถามว่าทำไมคะแนนจึงออกมาเช่นนี้ ลุงน้อยเล่าว่า “ผมลงพื้นที่ ช่วงแรกๆ ที่หลบทหารได้ ไปสำรวจดู ชาวบ้านเขาบอกว่า พวกผู้ใหญ่บ้านกำนันลงเป็นบ้านๆ ไป ไม่ได้ไปทุกบ้านหรอก พวกนั้นบอกว่า เขาก็ไม่ชอบเหมือนกันรัฐบาลนี้ ถ้าเรารับมันจะไปเร็ว ไม่อย่างนั้นมันต้องอยู่กับเราไปอีก 20 ปี นี่แหละปัญหาที่มันเกิดขึ้น ชาวบ้านเขาไม่ชอบ คสช.ทั้งนั้น แต่โดนหลอกแบบนี้”

“วันใกล้ๆ ประชามติ เขาเอารถมารับกำนันผู้ใหญ่บ้าน 5 ตำบลเข้าค่ายทหารเลย ก็ไม่รู้ว่าเขาไปทำอะไร ตอนแรกคิดว่าจะสูสี แต่เห็นว่าโดนล็อคขนาดนี้คงพลิกแน่ๆ แล้วผลก็ออกมาอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ลงพื้นที่เลยแบบนี้มันไม่มีทางสู้เขาได้ ตอนผลออก ผมนอนดูทีวีจนตีห้าจนทีวีบอกว่าวันนี้ขอยุติรายการก่อน”

“พรรคเคลื่อนไหวช้ามาก นปช.เร็วกว่า แต่พวกเราแกนชาวบ้านน่ะพยายามเคลื่อนตลอดอยู่แล้ว แล้วพรรคก็แถลงสื่อออกมาตามทีวี คิดว่าชาวบ้านเขาจะรู้ ไม่ เขาไม่ได้ดูข่าวทีวีกัน รู้ก็นิดเดียว มันต้องอาศัยแกนพื้นที่เป็นหลักเหมือนหาเสียง ส.ส. แต่ทีนี้ผมจะทำอะไรมันก็ทำไม่ได้ ทหารเขาโทรมาตลอดทุกวัน มาหาที่บ้านด้วย บางทีไปไหนผมยังต้องถ่ายรูปส่งให้เจ้าหน้าที่เขาเลยว่าไปไหน ทำอะไร มันขนาดนั้น” ลุงน้อยว่า และดูเหมือนการแสดงออกเดียวที่แกต่อรองกับฝ่ายความมั่นคงและรักษาไว้ได้ก็คือ ผ้ากันเปื้อนตาสว่างและเสื้อสีแดงของแก

ส.ส.ขยับไม่ได้ กลไลมหาดไทยทำงานได้ผล

อดีต ส.ส.ใหม่หมาดของสกลนครคนหนึ่งที่ถูกพรากตำแหน่งไปโดยการรัฐประหาร พ.ค. 2557 วิเคราะห์ว่า ความพ่ายแพ้ครั้งนี้มาจาก 1.“ความไม่ชัดเจน” ต่างๆ ที่คสช.สร้างขึ้น เช่น พ.ร.บ.ประชามติที่ถูกใช้ดำเนินคดีแบบตีความกว้างขวาง ความไม่ชัดเจนว่าหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะไปในทางใดต่อ รวมถึงความไม่ชัดเจนเพียงพอของพรรคเพื่อไทย 2. กลไกมหาดไทย เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีอิทธิพลสูงในช่วงเวลาที่ไม่ชัดเจนนี้ 3.สภาพความอ่อนล้า เบื่อหน่าย อยากพ้นสภาพปัจจุบันให้เร็วที่สุดของมวลชน

เขาเล่าสถานการณ์ว่า ส.ส.ในพื้นที่ “ขยับไม่ได้” และค่อนข้างหวาดกลัวผลกระทบ กลัวโดนดำเนินคดี กลัวโดนตัดสิทธิทางการเมือง ที่สำคัญก่อนหน้าวันลงประชามติ มีการเรียกส.ส.ในพื้นที่ทั้งหมดเข้าค่ายทหารเพื่อขอความร่วมมือไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ ขณะที่พรรคเพื่อไทยขยับค่อนข้างช้ามาก กว่าจะเรียกประชุมถึงทิศทางหรือยุทธศาสตร์เกี่ยวกับประชามติ

“ปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือ งบประมาณสารพัดที่ลงมาในพื้นที่ ทั้ง SMEs OTOP อะไรต่างๆ ครั้นส.ส.จะไปพูดขัด ชาวบ้านก็จะมองไม่ดี เหมือนไปขวางการได้งบเขา มีบางพื้นที่ที่มีรายงานกระทั่งว่ามีข่าวว่าเงินหมู่บ้านสองแสนอาจจะไม่ได้ ถ้าคนไปใช้สิทธิน้อยและคะแนนรับร่างออกมาน้อย หลายคนต้องไปการับโดยตัวเองก็ไม่อยากรับ แต่เป็นญาติผู้ใหญ่บ้านอยู่ครึ่งหมู่บ้าน มันก็ต้องช่วยๆ กัน”





อดีตส.ส.ยังอธิบายเพิ่มว่า ว่า ขณะที่ฝ่ายการเมืองไม่กล้าขยับ กลไกของมหาดไทยอย่าง ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน กลับทำหน้าที่อย่างได้ผล

“กลไกมหาดไทยที่เขาใช้ก็ได้ผล คิดว่าครั้งนี้มันเป็นการทดลองการใช้เครื่องมือของเขา เขามีสิทธิลอง ไม่มีอะไรเสียหาย ถ้าผิดก็ลองใหม่ ไม่ผ่านเขาก็ร่างใหม่ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วล่ะว่าเครื่องมือนี้ใช้ได้ เขาได้สูตรแล้ว”

“สภาพของชาวบ้านคือแทบไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ แล้วเขาก็อยากพ้นสภาพนี้ไปเร็วๆ พวกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ทหารที่ลงพื้นที่ก็บอกชาวบ้านว่า ถ้ารับร่างนี้เขาจะได้ไปเสียที”

ข้อวิเคราะห์เรื่องกลไกของกระทรวงมหาดไทยนั้นน่าจะมีน้ำนหนักอยู่ไม่น้อย เนื่องจากหลังรัฐประหาร คสช.ได้ออกคำสั่งหลายฉบับแช่แข็งองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ ต่ออายุให้รักษาการไปเรื่อยๆ ขณะที่กลไกระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทสูงในช่วงก่อนประชามติ ทั้งการจัดตั้ง ครู ก ข ค การร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงตั้งคณะรักษาความสงบในพื้นที่เป็นการเฉพาะสำหรับประชามติ

อดีตส.ส.สรุปว่า ตอนนี้อยู่ในภาวะที่ตัวเขาอึดอัดมากเพราะทำอะไรไม่ได้ ถูกตัดขาดจากชาวบ้าน อาศัยเพียงงานบุญ งานศพที่ยังได้พบเจอพูดคุยกัน และผลักดันเรื่องการส่งเสริมอาชีพให้ชาวบ้าน สำหรับเขาแล้วยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งหน้าหรือไม่ เพราะรู้สึกว่ากติกาต่างๆ ถูกล็อคไว้หมดจนอำนาจแท้จริงของ “ผู้แทนราษฎร” แทบไม่หลงเหลือ แม้กระทั่งการเชื่อมต่อระหว่าง ส.ส.กับท้องถิ่นก็ถูกทำลาย

“ความไม่ชัดเจนคือ หัวใจสำคัญ คนไม่รู้ว่าสู้กับอะไร สู้แล้วจะได้อะไร ตอนประชามติปี 50 มันชัด นปช.ก็รณรงค์ พันธมิตรฯ ก็รณรงค์ ตอนนั้นส.ส.ในพื้นที่ขยับไม่ได้ก็จริง โดนบล็อคเหมือนกัน แต่มันชัดเจนว่าเราสู้กับอะไรและจะไปทางไหน ตอนนี้ต่อให้เลือกตั้งครั้งหน้าก็ไม่เชื่อว่าจะมีอิสระ คงมีการสร้างความสับสน ผูกปมไปเรื่อยๆ จนชาวบ้านหาต้นตอไม่เจอ ตอนนี้ยังคิดอยู่ว่าจะลงสมัครไหม ยิ่งทำไปยิ่งไม่ดี ได้รับเลือกตั้งไปก็ต้องถูกคอนโทรล กลายเป็นเครื่องมือเขาอีก”

ความไม่ชอบมาพากลในหน่วยเลือกตั้ง

ในจังหวัดขอนแก่น เราได้คุยกับกรรมการหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่ง เขาสะท้อนความอึดอัดในวันนับคะแนนประชามติไว้หลายประเด็น รวมถึงกระบวนการต่างๆ ก่อนถึงวันลงประชามติ พอสรุปได้ดังนี้

วันประชามติ

1.การนับคะแนนไม่ได้กางใบลงคะแนนให้ประชาชนดู เพียงขานคะแนนกันเองระหว่างเจ้าหน้าที่ประจำกล่องและผู้บันทึก

2.เจ้าหน้าที่บันทึกคะแนนบนกระดาษใบใหญ่ที่ติดบอร์ดโชว์ประชาชน ขณะเดียวกันจะมีเจ้าหน้าที่อีกคนบันทึกคะแนนบนโต๊ะตามไปด้วยโดยไม่มีใครรู้ว่าการบันทึกตรงกันหรือไม่ เป็นชุดสำรอง และใช้ชุดสำรองนั้นในการนำส่งจังหวัด

3.การนำส่งกล่องใบลงคะแนนไปยังอำเภอ ไม่มีการนับเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง ส่งแล้วนำเข้าห้องล็อคเก็บอย่างดี ทั้งที่การเลือกตั้งปกติจะมีการนับใหม่ที่อำเภอหรือจังหวัดเพื่อเป็นการตรวจสอบ

4.อปพร.และตำรวจประจำหน่วยออกเสียงต้องรายงานผลคะแนนให้ สน.ในพื้นที่ทราบในเวลา 11.00 น.และ 15.00 น.ซึ่งเป็นเรื่องแปลกและใหม่

5.ชาวบ้านไม่เข้าใจเรื่องช่องลงคะแนนจำนวนมาก และมาสอบถามเอาในคูหาซึ่งกรรมการประจำหน่วยไม่สามารถอธิบายได้เนื่องจากจะผิดกฎระเบียบ

ก่อนวันประชามติ

6. ครู ก. ได้รับการอบรมในค่ายทหาร และครู ก.ต้องมาถ่ายทอดข้อมูล ให้ ครูข. ครู ค. อย่างไรก็ตาม บรรดาบุคลากรในกลไกเหล่านี้หลายคนมีความรู้สึกหวาดกลัวกันเองว่า หากผลออกมาแล้วคะแนนไม่รับชนะจำนวนมากจะส่งผลให้ถูกโยกย้าย

7.การอบรมคณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงในจังหวัด ไม่มีความชัดเจนแม้กระทั่งว่าการถ่ายรูปนอกคูหาทำได้หรือไม่ สร้างความสับสนแม้แต่ในหมู่กรรมการด้วยกัน

8. จังหวัดเป็นเจ้าภาพจัดเวทีดีเบต1 ครั้ง เวทีดีเบตมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยกับร่างและไม่เห็นด้วยกับร่าง ผู้เข้าร่วมมีประมาณ 400-500 คน ไม่มีประชาชนทั่วไปแต่เป็นโควตาของแต่ละอำเภอที่จะให้กลุ่มวิชาชีพ กลุ่มโอท็อป อสม. อปพร.เข้าร่วม โดยได้ค่ารถคนละ 200 บาท

9. ชาวบ้านไม่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญเล่มใหญ่ฉบับเต็ม มีจำนวนน้อยมากที่ได้ฉบับสรุปเล่มเล็ก

“กระบวนการตรวจสอบรอบนี้แย่มาก แทบไม่มีเลย เอาเป็นว่าจะทำอะไรก็ไม่มีใครรู้ก็แล้วกัน แล้วแต่ว่ากรรมการคนของใคร ในเขตเมืองนี่แพ้ทุกหน่วย เราเห็นแล้วก็ยังตะลึง ประชาชนที่มาสังเกตการณ์ก็แทบไม่มี” กรรมการประจำหน่วยคนเดิมกล่าว

มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมรภูมิคนรุ่นใหม่

กลุ่มนักศึกษาก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพื้นที่อย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ไม่เพียงเพราะเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในภาคอีสาน แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีระบบให้นักศึกษาโอนย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยได้เพื่อสะดวกในการรับสิทธิต่างๆ เช่น การรักษาพยาบาล การเลือกตั้ง โดยจากการบอกเล่าของนักศึกษาระบุว่า ระบบนี้เริ่มใช้มาแล้ว 4-5 ปี นั่นทำให้หน่วยออกเสียงประชามติใน มข.มีมากถึง 9 หน่วย โดยแบ่งเป็นของอาจารย์พนักงานมหาวิทยาลัย 1 หน่วย และของนักศึกษา 8 หน่วย





"Our culture tells us to avoid confrontation, to avoid discussing our problems, so people don't want to talk about it or get involved. It's up to our generation to change that" - Rangsiman Rome




Rangsiman Rome

Thai Junta's Opponents Staggered by Support for Status Quo

By TODD PITMAN, ASSOCIATED PRESS 
BANGKOK — Aug 24, 2016, 1:56 AM ET
via ABC News

In the two years since Thailand's army seized control of this Southeast Asian nation in a coup, pro-democracy activist Rangsiman Rome has repeatedly risked jail time to do something few here have done: speak out against the junta.

The 24-year-old law student has taken part in peaceful demonstrations that saw security forces drag him away by the hair. He's undergone forced "attitude adjustment" sessions at military camps in Bangkok. In all, he's spent 24 days in custody — most recently for urging Thais to vote against a new constitution that will strengthen the army's already powerful hand in politics for many years to come.

The charter was easily approved this month, in a vote that underscored just how lonely Rangsiman's struggle has become. The result carried with it an implicit message: After a decade of political turmoil, the Thai electorate values the forced stability the military has imposed far more than democracy and freedom of speech.

The referendum "was wrong on so many levels," Rangisman said, noting that open debate was quashed so intensely, criticizing the draft was punishable by up to 10 years in jail. Rangisman was detained four times and has three court cases pending against him on various charges.

He added, however, "We have to accept the will of the people to decide what they want for their country, and this is what they wanted."

Opponents of Thailand's military dictatorship seem at a loss over what to do now. One minister ousted in the coup compares their situation to waiting out a storm. Yet that wait could be quite long indeed.

The next major step will be elections, which could be held as early as November 2017, but the army won't go away at that point.

The new constitution mandates a five-year transition to civilian rule and a military-appointed Senate — with seats reserved for top commanders — that will serve as a check on the elected lower parliament. Other governing bodies, including the courts and the bureaucracy, will also remain under military influence.

In the long run, though, Thailand "still has to come to grips with the sources of the political turmoil that have driven the conflict for a decade," said Matthew Wheeler of the International Crisis Group.

"Two years of military rule haven't really resolved any of the fundamental problems ... and the constitution won't succeed in doing that either," he said. "The day of reckoning is just being delayed."

Turnout for the referendum was relatively low — 55 percent — and few of those who did vote actually read all of the charter's 279 articles. Analysts believe some of those who voted "yes" did so out of a sense of resignation, or a desire to speed the army's departure by clearing a hurdle to the eventual restoration of civilian rule.

The unease that permeates Thai society is often difficult to detect. Life can seem utterly normal despite a junta ruling with absolute power. Foreign tourists still flock to the nation's idyllic beaches. Shoppers still pack into Bangkok's gargantuan luxury malls. The city's streets are still clogged with traffic, and few soldiers are in sight.

A wave of bombings less than a week after the vote, however, made clear that Thailand's problems are not over. The attacks, which killed four people and wounded dozens more, are suspected to have been carried out by Muslim separatists in the south who are waging a war for greater autonomy that remains unresolved.

The reality is that Thailand remains "deeply paralyzed," said Puangthong Pawakapan, associate professor of political science at Bangkok's Chulalongkorn University.

"Nothing has been done to address the conflict boiling just below the surface," she said. "And when it bursts, people will be out on the streets again."

A broader political divide has torn Thai society apart since the military staged an earlier coup in 2006. In the years since, mass demonstrations by rival protesters have shut down the government and at times turned bloody. The worst upheaval, in 2010, ended with a military crackdown that killed dozens and left Bangkok's glittering skyline darkened by the smoke of burning buildings.

At its heart, Thailand's conflict is about wealth and power, and how to distribute it. The country remains split between a poor, rural majority in the north and northeast striving for a greater share of the economic pie, and an elite minority in Bangkok allied with the military and southern supporters who see northern ascendancy as a threat. To the latter, Thailand's former democracy only paved the way for what they call "the tyranny of the majority."

A spokesman for the government, Maj. Gen. Weerachon Sukhondhapatipak, said Thais had "too much freedom" before the coup.

They were "exploited by influential political groups, by hate speech and misinformation, by people who were instigating violence," he said. "That kind of environment can't be fixed in one or months, or one or two years.

"The military needs to stay until the country is ready," he said. "It will take time, but it won't take forever."

The transition is taking place amid profound anxiety over the succession of 88-year-old King Bhumibol Adulyadej, who marked his 70th year on the throne from a hospital bed and has not appeared in public in months.

Bhumibol is the world's longest reigning monarch, and while he is widely loved, his son and heir apparent, Crown Prince Maha Vajiralongkorn, has not yet garnered the same respect. The military, which sees itself as the principal defender of the monarchy, is keen to ensure succession goes smoothly.

The new constitution was drawn up with little input from the junta's opponents, and critics say it was designed to neutralize the power of politicians the government sees as corrupt. No. 1 on that list is Thaksin Shinawatra, who was ousted in the 2006 coup and now lives in self-imposed exile in Dubai.

His Pheu Thai Party and previous incarnations of it have won every election here for more than a decade, most recently in 2011 when his sister Yingluck Shinawatra became prime minister. The new charter, however, establishes a voting system that will make it tough for any one party to secure a parliamentary majority.

Chaturon Chaisang, a Pheu Thai member who served as Yingluck's education minister, said the constitution's approval was a serious setback, and party leaders are struggling to understand why so many of their constituents voted for it.

That, combined with repressive junta policies that significantly curtail political activity, means "there is little anyone can do" but wait until elections.

"We need to regroup and strategize, but it's clear now that our party's role will be quite limited, and remain so for some time," Chaturon said. "It's like waiting out a thunderstorm. Nobody can do anything until the skies clear."

Rangsiman, a Thammasat University student who helps lead a civil society network called the New Democracy Movement, said the pro-democracy forces were not giving up. "But this made us realize that without more people, more support, more funds, we're doomed to fail."

The junta has "succeeded in creating an atmosphere of fear" that inhibits free discussion of the conflict. And Thai culture, he said, plays perfectly into that.

"Our culture tells us to avoid confrontation, to avoid discussing our problems," he said. "So people don't want to talk about it or get involved. It's up to our generation to change that."

ใช่ ใช่ ใช่... บิ๊กตู่ สอน น.ศ.อย่าสนแต่ประชามติ-กินไม่ได้ ปชต.ต้อง’ไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน'





บิ๊กตู่ สอนน.ศ.อย่าสนแต่ประชามติ-กินไม่ได้ ปชต.ต้อง’ไม่เอาปืนมาไล่ยิงคน’

http://www.matichon.co.th/news/260848
...

นายประยุทธนายก็รู้อยู่แก่ใจดีว่าบ้านเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไรอายฟ้าดินบ้างก็พวกนายนั้นละ่ที่ร่วมมือกันทำาฃให้เป็นอย่างนี้พูดอะไรให้รู้จักทุเรศตัวเองบ้างนายว่าฝ่ายนั้นไม่ดีทำไมไม่ปฎิบัจิตามกฎหมายเล่าพวกมึงสมรู้ร่วมคิดกันทำให้บ้านเมืองถึงจุดวิกฤติเพื่อที่พวกมึงจะได้เข้ามาถุย!ไอ้ทุเรศมีหน้าพูดออกมาได้

นาย'ยืด เเล้วต้องไม่หด'

ฟังยัง 'ป๋าเปรม' เล่นเปียโน ร้องเพลง คอนเสิร์ต HBD (โนคอมเมนต์ จิง ๆนะ )



https://www.facebook.com/253729448003304/videos/1143370649039175/

.....




ที่มา FB

Wassana J. Nanuam